พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 146 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โพชฺฌงฺคา ได้แก่ ธรรม ๗ ประการ อันเป็นองค์คุณ
ของสัตว์ผู้ตรัสรู้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โพชฌงค์เพราะเป็นองค์แห่ง
ธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้อันเป็นเหตุออกจากวัฏฏะ หรือทำให้แจ้ง
สัจจะ ๔ ของสัตว์ผู้ตรัสรู้นั้น. บทว่า โพชฺฌงฺคา ความว่า ชื่อว่า
โพชฌงค์ ด้วยอรรถว่ากระไร ? ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์
แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะองค์แห่ง
ธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้ตาม. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์
แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้เฉพาะ. ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็น
องค์แห่งธรรมสามัคคีเครื่องตรัสรู้พร้อม. ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็น
ไปพร้อม ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้. ก็บท (ว่าโพชฌงค์) นี้ ท่านจำแนก
ไว้แล้วด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ด้วยบทนี้ว่า ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ย่อมถึงความเจริญ
เต็มที่ ดังนี้ ท่านกล่าวถึงภูมิพร้อมด้วยกิจ ตามความเป็นจริง แห่ง

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 147 (เล่ม 32)

โพชฌงค์. ก็ภูมินี้นั้นมี ๔ อย่าง คือวิปัสสนา ๑ ฌานที่เป็นบาท
แห่งวิปัสสนา ๑ มรรค ผล ๑ ใน ๔ อย่างนั้น ในเวลาที่เกิดใน
วิปัสสนา โพชฌงค์ จัดเป็นกามวจร. ในเวลาที่เกิดในฌานอันเป็น
บาทของวิปัสสนา โพชฌงค์ เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร. ในเวลา
ที่เกิดในมรรคและผล โพชฌงค์เป็นโลกุตตระ. ดังนั้น ในสูตรนี้
ท่านจึงกล่าวโพชฌงค์ว่า เป็นไปในภูมิทั้ง ๔.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีความย่อเหตุที่เกิดเรื่อง ก็ในเหตุที่เกิดเรื่อง
ท่านตั้งเรื่องไว้ดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุมากรูปนั่งประชุมกันในโรงธรรม ท่านเกิดสนทนาปรารภ
พันธุลมัลลเสนาบดีขึ้นในระหว่าง ดังนี้ว่า อาวุโส ตระกูลชื่อโน้น
เมื่อก่อน ได้มีหมู่ญาติเป็นอันมาก มีสมัครพรรคพวกมาก บัดนี้
มีญาติน้อย มีสมัครพรรคพวกน้อย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบวาระจิต ของภิกษุเหล่านั้น ทรงทราบว่า เมื่อเราไป
(ที่นั้น) จักมีเทศน์กัณฑ์ใหญ่จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับ
นั่งบนบวรพุทธอาสน์ ที่เขาตกแต่งไว้ในโรงธรรม แล้วตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมด้วยเรื่องอะไรกัน. พวก
ภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เรื่องคามนิคมเป็นต้น
อย่างอื่นย่อมไม่มี แต่ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีญาติมาก มีสมัคร

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 148 (เล่ม 32)

พรรคพวกมาก บัดนี้ มีญาติน้อย มีสมัครพรรคพวกน้อย พวก
ข้าพระองค์ นั่งประชุมสนทนากันดังนี้. พระศาสดาทรงปรารภ
สูตรนี้ว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมนี้มีประมาณน้อย ดังนี้
ในเมื่อเกิดเรื่องนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺติกา ได้แก่น้อย คือ มี
ประมาณน้อย. จริงอยู่ ด้วยความเสื่อมนี้ ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า
ความเสื่อมจากสวรรค์ หรือจากมรรคย่อมไม่มี นั้นเป็นเพียงความ
เสื่อมในปัจจุบันเท่านั้น. บทว่า เอตํ ปติกิฏฺฐํ ความว่า นี้เป็นของ
ที่เลวร้าย นี้เป็นของต่ำทราม. บทว่า ยทิทํ ปญฺญาปริหานิ ความว่า
ความเสื่อมแห่งกัมมัสสกตปัญญา ฌานปัญญา วิปัสสนาปัญญา
มรรคปัญญา และ ผลปัญญา ในศาสนาของเรา เป็นความเสื่อม
ที่เลวร้าย เป็นความเสื่อมที่ต่ำทราม เป็นความเสื่อมที่ควรละทิ้งเสีย.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๖
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ ท่านกล่าวไว้แล้ว ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน.
ได้ยินว่า บรรดา ภิกษุสงฆ์ ผู้นั่งประชุมกันในโรงธรรม บางพวก
กล่าวอย่างนี้ว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีญาติน้อย พวกน้อย บัดนี้
ตระกูลนั้น มีญาติมาก มีพวกมาก หมายเอาตระกูลนั้น จึงกล่าว
อย่างนี้แล. คือ หมายถึงนางวิสาขาอุบาสิกา และเจ้าลิจฉวีใน
กรุงเวสาลี. พระศาสดา ทรงทราบวาระจิตของภิกษุเหล่านั้น จึง

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 149 (เล่ม 32)

เสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล ประทับนั่งบนธรรมาสน์ ตรัสถามว่า
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ภิกษุเหล่านั้น
กราบทูลให้ทรงทราบตามความเป็นจริงแล้ว. พระศาสดาทรงเริ่ม
พระสูตรนี้เพื่อเหตุเกิดเรื่องนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺติกา ความว่า ชื่อว่าน้อย
เพราะไม่มีผู้อาศัยสมบัตินั้นแล้ว ถึงสวรรค์หรือมรรคได้. บทว่า
ยทิทํ ปญฺญาวุฑฺฒิ ได้แก่ความเจริญแห่งกัมมัสสกตปัญญาเป็นต้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะชื่อว่าความเจริญแห่งญาติเป็นเพียง
ปัจจุบันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สามารถให้ถึงสวรรค์ หรือมรรคได้.
บทว่า ปญฺญาวุฑฺฒิยา ได้แก่ ด้วยความเจริญแห่งปัญญา มีกัมมัสสกต-
ปัญญาเป็นต้น.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
สูตรที่ ๘ ท่านกล่าวไว้ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน. ได้ยินว่า
ภิกษุมากรูป นั่งประชุมกันในโรงธรรม ปรารภบุตรของเศรษฐี
ผู้มีทรัพย์มากกล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีโภคะมาก มีเงิน
และทองมาก บัดนี้ตระกูลนั้นกลับมีโภคะน้อย. พระศาสดาเสด็จ
มาโดยนัยก่อนนั่นแหละ ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงทรง
เริ่มพระสูตรนี้.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๘

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 150 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๙
แม้ใน สูตรที่ ๙ ท่านก็กล่าวไว้ ในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน
ได้ยินว่า พวกภิกษุนั่งประชุมกันในโรงธรรม ปรารภกากวลิย
เศรษฐีและปุณณเศรษฐี กล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมีโภคะ
น้อย บัดนี้ตระกูลเหล่านั้นมีโภคะมาก. พระศาสดาเสด็จมาโดยนัย
ก่อนนั่นแล ทรงสดับของภิกษุเหล่านั้น จึงเริ่มพระสูตรนี้. คำที่
เหลือ ในสูตรทั้ง ๒ นี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
แม้สูตรที่ ๑๐ ท่านกล่าวไว้แล้วในเหตุเกิดเรื่องเหมือนกัน.
ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายในโรงธรรมปรารภพระเจ้าโกศลมหาราช
กล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมียศมาก มีบริวารมาก บัดนี้
มียศน้อย มีบริวารน้อย พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล ทรง
สดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงเริ่มเทศนานี้. คำที่เหลือพึงทราบ
โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถากัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 151 (เล่ม 32)

ปมาทาทิวรรคที่ ๙
ว่าด้วยธรรมที่เลิศและเป็นไปเพื่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย
ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ
เธอทั้งหลายพึงสำเนียกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเจริญโดยความ
เจริญด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
[๘๓] ดูก่อภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความประมาท
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์
อย่างใหญ่.
[๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความไม่ประมาท
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาท ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่.
[๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้
เกียจคร้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมเป็น
ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 152 (เล่ม 32)

[๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้ปรารภ
ความเพียร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ปรารภความเพียร
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เพื่อนความเป็นผู้
มักมาก ก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักมาก ย่อมเป็นไปเพื่อ
มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มักน้อย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มักน้อย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่.
[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้
ไม่สันโดษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สันโดษ ย่อมเป็นไป
เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้สันโดษ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้สันโดษ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่.

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 153 (เล่ม 32)

[๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดย
ไม่แยบคาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยไม่แยบคาย ย่อมเป็น
ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่.
[๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้
ไม่รู้สึกตัว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ย่อมเป็นไป
เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้สึกตัว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่.
[๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มี
มิตรชั่ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
มิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 154 (เล่ม 32)

[๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
อย่างใหญ่
[๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบ
อกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบกุศลธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
การประกอบอกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบกุศลธรรม ย่อม
เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่.
[๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่าง
หนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนการประกอบกุศล-
ธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
การประกอบกุศลธรรมเนือง ๆ การไม่ประกอบอกุศลธรรม ย่อม
เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.
จบ ปมาทาทิวรรคที่ ๙

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 155 (เล่ม 32)

อรรถกถาปมาทาทิวรรคที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๙ สูตรที่ ๑ ท่านกล่าวไว้แล้ว ในเหตุเกิดเรื่องนั่นแล.
ได้ยินว่า ภิกษุมากรูป นั่งประชุมกันในโรงธรรม ปรารภถึงกุมภ-
โลกกล่าวว่า ตระกูลชื่อโน้น เมื่อก่อนมียศน้อย มีบริวารน้อย
บัดนี้มียศมากมีบริวารมาก. พระศาสดาเสด็จมาโดยนัยก่อนนั่นแล
ได้ทรงสดับคำของภิกษุเหล่านั้น จึงเริ่มพระสูตรนี้ ใจความแห่ง
พระสูตรนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มหโต อนตฺถาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่ความพินาศ
อย่างใหญ่ คำที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒
จบ อรรถกถาปมาทาทิวรรคที่ ๙

155