ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 96 (เล่ม 32)

อรรถกถาปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ศัพท์ว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า อุปมา. ในอรรถ
ที่ว่าด้วยอุปมานั้น บางแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเอาข้อความ
ประกอบอุปมาเหมือนในวัตถสูตร และในปริฉัตตโกปมสูตรและ
อัคคิขันโธปมสูตร ในที่บางแห่งทรงแสดงเอาอุปมาประกอบข้อความ
เหมือนในโลณัมพิลสูตร และเหมือนในสุวัณณการสูตร และ สุริโยปม-
สูตรเป็นต้น แต่ในสาลิสูโกปมสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรง
เอาอุปมาประกอบข้อความจึงตรัสคำมีอาทิว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว
ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลิสูกํ แปลว่า เดือยแห่งเมล็ดข้าว
สาลี แม้ในเดือยแห่งข้าวเหนียวก็นัยนี้เหมือนกัน วา ศัพท์ มีอรรถว่า
วิกัปป์ ไม่แน่นอน. บทว่า มิจฺฉาปณิหิตํ แปลว่าตั้งไว้ผิด อธิบายว่า
ไม่ตั้งให้ปลายขึ้นโดยประการที่อาจจะทิ่มเอาได้ บทว่า ภิชฺชิสฺสติ
ความว่า จักทำลาย คือจักเฉือนผิว.
บทว่า มิจฺฉาปณิหิเตน จิตฺเตน แปลว่า ด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด
คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาจิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจวัฏฏะ บทว่า อวิชฺชํ
ได้แก่ ความไม่รู้อย่างใหญ่ มากด้วยความทึบ เป็นความไม่รู้ใน
ฐานะ ๘. บทว่า วิชฺชํ ในคำว่า วิชฺชํ อุปฺปาเทสฺสติ นี้ ได้แก่ ญาณอัน
สัมปยุตด้วยอรหัตตมรรค. บทว่า นิพฺพานํ ได้แก่ อมตะ คุณชาติ

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 97 (เล่ม 32)

ที่ไม่ตายที่ท่านกล่าวไว้อย่างนั้น ก็โดยเป็นคุณชาตออกจากกิเลส
เครื่องร้อยรัดคือตัณหา. บทว่า สจฺฉิกริสฺสติ ได้แก่ กระทำให้
ประจักษ์.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺมาปณิหิตํ ความว่า ตั้งไว้ดี เพราะกระทำให้ปลาย
ขึ้นโดยที่สามารถจะทิ่มได้. ในบทว่า อกฺกนฺตํ (เหยียบ) นี้ย่อม
ชื่อว่าเหยียบด้วยเท้าเท่านั้น (ถ้าเป็นมือก็ต้อง)เอามือบีบ. แต่ที่กล่าวว่า
"เหยียบ" เหมือนกันก็เนื่องด้วยเป็นศัพท์ที่ใช้กันจนชิน. ก็ในสูตรนี้
มีอริยโวหารเพียงเท่านี้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ถือเอาสิ่งอื่น ๆ ที่ใหญ่
มีหนามไม้มะรื่นเป็นต้น ถือเอาแต่เดือยข้าวสาลี เดือยข้าวเหนียว
เท่านั้น ซึ่งเป็นของอ่อน ไม่แข็ง. แก้ว่า เพื่อแสดงว่า อกุศลกรรม
แม้มีจำนวนน้อยก็สามารถฆ่ากุศลกรรมได้. เหมือนอย่างว่า เดือย
ข้าวสาลี หรือเดือยข้าวเหนียว ที่อ่อนไม่แข็ง หรือหนามของไม้มะรื่น
และหนามของไม้มีหนามเป็นต้น อันใหญ่ ๆ ก็ตามที ในบรรดา
หนามเหล่านั้น หนามชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ตั้งไว้ผิด ไม่สามารถที่จะ
ตำมือหรือเท้า หรือทำให้ห้อเลือด แต่ที่ตั้งไว้ถูกทาง ย่อมสามารถ
ฉันใด กุศลมีจำนวนน้อย ไม่ว่าจะเป็นการให้ใบไม้ประมาณกำมือ

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 98 (เล่ม 32)

หนึ่ง หรือกุศลใหญ่ ๆ เช่นการให้ของเวลามพราหมณ์เป็นต้น ก็ตาม
เถิด ถ้าปรารถนาวัฏฏสมบัติ จิต ชื่อว่าตั้งไว้ผิด ด้วยอำนาจอิง
วัฏฏะ สามารถนำวัฏฏะเท่านั้นมาให้ หาสามารถนำวิวัฏฏะมาให้ไม่
ฉันนั้นเหมือนกัน. แต่เมื่อบุคคลปรารถนาวิวัฏฏะอย่างนี้ว่า ขอทาน
ของเรานี้ จงนำมาซึ่งความสิ้นอาสวะ ชื่อว่าตั้งไว้ชอบด้วยอำนาจ
วิวัฏฏะ ย่อมสามารถให้ทั้งพระอรหัตทั้งปัจเจกโพธิฌาณทีเดียว.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ปฏิสมฺภิทา วิโมกฺขา จ ยา จ สาวกปารมี
ปจฺเจกโพิ พุทฺธภูมิ สพฺพเมเตน ลพฺภติ.
ปฏิสัมภิทา ๑ วิโมกข์ ๑ สาวกปารมี ๑ ปัจเจก-
โพธิ ๑ พุทธภูมิ ๑ ทั้งหมดนั้น บุคคลย่อมได้
ด้วยจิตที่ตั้งไว้ชอบนั้น.
ก็ในสูตรทั้งสองนี้ ท่านกล่าวทั้งวัฏฏะ และวิวัฏฏะ.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปทุฏฺฐจิตฺตํ ได้แก่จิตอันโทสประทุษร้ายแล้ว. บทว่า
เจตสา เจโต ปริจฺจ ความว่า กำหนดจิตของเขา ด้วยจิตของตน.
บทว่า ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต ความว่า พึงเห็นว่า ตั้งอยู่ในนรกนั่นแล

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 99 (เล่ม 32)

เหมือนถูกนำมาทิ้งไว้ คือวางไว้. บทว่า อปายํ เป็นต้นทั้งหมด เป็นคำ
ไวพจน์ของนรก. จริงอยู่ นรกปราศจากความสุข คือความเจริญ
จึงชื่อว่าอบาย. ภูมิเป็นที่ไป คือเป็นที่แล่นไปแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่าทุคคติ. ชื่อว่า วินิบาต เพราะเป็นที่ที่บุคคลผู้มักทำชั่วตกไป
ไร้อำนาจ. ชื่อว่า นรก เพราะอรรถว่าไม่มีดุจที่น่ายินดี.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปสนฺนํ ได้แก่ ผ่องใสโดยความผ่องใสด้วยศรัทธา.
บทว่า สุคตึ ได้แก่ภูมิเป็นที่ไปแห่งสุข. บทว่า สคฺคํ โลกํ ได้แก่
โลกอันเลอเลิศด้วยสมบัติมีรูปสมบัติเป็นต้น.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุทกรหโท แปลว่า ห้วงน้ำ. บทว่า อาวิโล ได้แก่
ไม่ใส่. บทว่า ลุฬิโต ได้แก่ไม่สะอาด. บทว่า กลลีภูโต แปลว่า
มีเปือกตม.

99
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 100 (เล่ม 32)

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า สิปฺปิสมฺพุกํ เป็นต้นดังต่อไปนี้ :-
หอยโข่งและหอยกาบ ชื่อว่าสิปปิสัมพุกะ ก้อนกรวด และกระเบื้อง
ชื่อว่า สักขรกถละ. ฝูงคือกลุ่มแห่งปลาทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่า
มัจฉคุมพะ ฝูงปลา. บทว่า จรนฺตมฺปิ ติฏฺฐมฺปิ นี้มีอธิบายว่า ก้อน
กรวดและกระเบื้องหยุดอยู่อย่างเดียว นอกนี้ หยุดอยู่ก็มี ว่ายไปก็มี
เหมือนอย่างว่า ระหว่างแม่โค ที่ยืนอยู่ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี
โคนอกนั้น ก็ถูกเรียกว่าเที่ยวไป เพราะอาศัยโคตัวที่กำลังเที่ยวไปว่า
โคเหล่านี้เที่ยวไปอยู่ฉันใด ก้อนกรวดและกระเบื้องทั้งสองแม้นอกนี้
เขาเรียกว่า หยุด เพราะอาศัยก้อนกรวดและกระเบื้องที่หยุด แม้
ก้อนกรวดและกระเบื้องที่เขาเรียกว่าว่ายไป ก็เพราะอาศัยฝูงปลา
ซึ่งกำลังว่ายไปฉันนั้น. บทว่า อาวิเลน ได้แก่ ถูกนิวรณ์ ๕ หุ้มห่อ
ไว้. ประโยชน์ของตนอันคละกันทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ. อัน
เป็นไปในปัจจุบัน ชื่อว่า ประโยชน์ของตน ในคำมีอาทิว่า อตฺตตฺถํ
วา ประโยชน์ของตน ที่คละกันทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ. ใน
สัมปรายภพ ชื่อว่า ประโยชน์ภายหน้า แม้ประโยชน์ภายหน้า ชื่อว่า
ปรัตถะ เพราะประกอบด้วยประโยชน์ของบุคคลอื่น. ประโยชน์
ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า อุภยัตถะประโยชน์ทั้ง ๒. อีกอย่างหนึ่ง ประโยชน์
ส่วนโลกิยะและโลกุตตระ ที่เป็นไปในปัจจุบัน และสัมปรายภพ
ของตน ชื่อว่าประโยชน์ตน. ประโยชน์เช่นนั้นนั่นแลของผู้อื่น ชื่อว่า
ประโยชน์ของผู้อื่น. แม้ประโยชน์ทั้ง ๒ นั้น ก็ชื่อว่า อุภยัตถะ
ประโยชน์ทั้ง ๒.
บทว่า อุตฺตรึ วา มนุสฺสธมฺมา ได้แก่ อันยิ่งกว่าธรรมของ
มนุษย์ กล่าวคือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ. จริงอยู่ ธรรม ๑๐

100
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 101 (เล่ม 32)

ประการนี้ แม้ไม่มีคนอื่นชักชวน ท่านก็เรียกว่ามนุษยธรรม เพราะ
เป็นธรรมที่มนุษย์ ผู้เกิดความสังเวช มาทานด้วยตนเองในท้าย
แห่งสันถันตรกัปป์ (กัปป์ที่ฆ่าฟันกันด้วยศาตราวุธ). แต่ฌานและ
วิปัสสนา มรรคและผล พึงทราบว่า ยิ่งไปกว่ามนุษยธรรมนั้น.
บทว่า อลมริยญาณทสสฺนวิเสสํ ความว่า คุณวิเสสกล่าวคือ
ญาณทัสสนะ อันควรแก่พระอริยะทั้งหลาย หรือที่สามารถทำให้
เป็นอริยะ. จริงอยู่ ญาณนั่นแล พึงทราบว่า ญาณเพราะอรรถว่า
รู้ ว่าทัสสนะ เพราะอรรถว่า เห็น. คำว่าอลมริยญาณทสฺสนวิเสสํ
นี้เป็นชื่อของทิพพจักขุญาณ วิปัสสนาญาณ มรรคญาณ ผลญาณ
และปัจจเวกขณญาณ.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อจฺโฉ แปลว่า ไม่มีมลทิน. บาลีว่า ปสนฺโน (ใส)
ดังนี้ก็ควร. บทว่า วิปฺปสนฺโน แปลว่าใสดี. บทว่า อนาวิโล แปลว่า
ไม่ขุ่นมัว อธิบายว่า บริสุทธิ์. ท่านอธิบายไว้ว่า เว้นจากฟองน้ำ
สาหร่าย และจอกแหน. บทว่า อนาวิเลน ได้แก่ ปราศจากนิวรณ์ ๕.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในสูตรที่ ๔ นั่นแล. ในสูตรทั้ง ๒ นี้
ท่านกล่าวทั้งวัฏฏะ ทั้งวิวัฏฏะนั่นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๖

101
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 102 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รุกฺขชาตานํ เป็นฉัฏฐีวิภัติ ใช้ในอรรถ ปฐมาวิภัติ
อธิบายว่า รุกฺขชาตานิ ต้นไม้ทั้งหลาย. บทว่า รุกฺขชาตานิ นี้เป็น
ชื่อของต้นไม้ทั้งหลาย. บทว่า ยทิทํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า มุทุตาย
ได้แก่ เพราะเป็นไม้อ่อน. ทรงสั่งว่าต้นไม้บางชนิด เลิศแม้ด้วยสี
บางชนิดเลิศด้วยกลิ่น บางชนิดเลิศด้วยรส บางชนิดเลิศด้วยเป็น
ของแข็ง. ส่วนไม้จันทน์ เป็นเลิศคือประเสริฐ เพราะเป็นไม้อ่อน
และเหมาะแก่การงาน.
ในคำว่า จิตฺตํ ภิกฺขเว ภาวิตํ พหุลีกตํ นี้ท่านประสงค์เอาจิต
ที่อบรมและกระทำบ่อย ๆ ด้วยอำนาจสมถะและวิปัสสนา. ส่วน
ท่านกุรุนทกวาสีปุสสมิตตเถระกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ จิตในจุตตถฌาน
อันเป็นบาทของอภิญญาเท่านั้น ชื่อว่า จิตอ่อนโยนและเหมาะแก่
การงานโดยส่วนเดียว.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เอวํ ลหุปริวตฺตํ ความว่า เกิดเร็วดับเร็วด้วยอาการ
อย่างนี้ ศัพท์ว่า ยาวญฺจ เป็นนิบาตใช้ในอรรถเท่ากับอธิมัตตะ มี

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 103 (เล่ม 32)

ประมาณยิ่ง. อธิบายว่า มิใช่ทำได้อย่างง่ายนัก. บทว่า อิทํ เป็น
เพียงนิบาต. ในบทว่า จิตฺตํ ก่อนอื่น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
เป็นภวังคจิต. แต่ท่านปฏิเสธคำนั้นแล้วกล่าวว่า จิตดวงใดดวงหนึ่ง
โดยที่สุดแม้จักขุวิญญาณ ก็ประสงค์เอาว่าจิตในที่นี้.
แต่ในที่นี้ พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามพระนาคเสนเถระ ผู้เป็น
พระธรรมกถึกว่า ท่านพระนาคเสน จิตตสังขารที่เป็นไปชั่วขณะ
ลัดนิ้วมือเดียว ถ้าเป็นรูปร่างจะเป็นกองใหญ่เท่าไร ? พระนาคเสน
ตอบว่า มหาบพิตร ข้าวเปลือกร้อยวาหะ หย่อนครึ่งวาหะ ๗ อัมพนะ
และ ๒ ตุมพะ ย่อมไม่ถึงแม้การนับ ย่อมไม่ถึงแม้การคำนวน ย่อม
ไม่ถึงแม้ส่วนของการคำนวนแห่งจิตที่เป็นไปชั่วขณะลัดนิ้วมือเดียว.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจง
ตรัสว่า แม้ข้ออุปมา ก็ทำได้มิใช่ง่าย. แก้ว่า ก็แม้ท่านปฏิเสธอุปมา
ด้วยข้าวเปลือกก็ได้กระทำอุปมา ความยาวของกัปป์ โดยเปรียบเทียบ
กับภูเขาโยชน์หนึ่ง กับพระนครเต็มไปด้วยเมล็ดพันธ์ผักกาดยาว
โยชน์หนึ่ง เปรียบทุกข์ของสัตว์นรกโดยเปรียบด้วยจกแทงด้วยหอก
๑๐๐ เล่ม เปรียบความสุขในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบกับสมบัติ
พระเจ้าจักรพรรดิ์ฉันใด แม้ในที่นี้ก็พึงกระทำอุปมาฉันนั้น. ใน
มิลินทปัญหานั้น ท่านกระทำอุปมา ด้วยอำนาจคำถามอย่างนี้ว่า
ท่านเจ้าข้าทำอุปมาได้ไหม ? ในสูตรนี้ ท่านไม่กระทำอุปมาไว้
เพราะไม่มีการถาม. จริงอยู่ พระสูตรนี้ ท่านกล่าวไว้ในตอนจบ
พระธรรมเทศนา. ในพระสูตรนี้ท่านเรียกชื่อว่า จิตตราสี ( กองจิต )
ด้วยระการฉะนี้.
จบ อรรรถกถาสูตรที่ ๘

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 104 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๙
ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปภสฺสรํ ได้แก่ ขาวคือ บริสุทธิ์. บทว่า จิตฺตํ ได้แก่
ภวังคจิต. ถามว่า ก็ชื่อว่าสีของจิตมีหรือ ? แก้ว่าไม่มี. จริงอยู่
จิตจะมีสีอย่างหนึ่งมีสีเขียวเป็นต้น หรือจะเป็นสีทองก็ตาม จะอย่างใด
อย่างหนึ่งท่านก็เรียกว่าปภัสสร เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์. แม้จิตนี้
ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะปราศจากจปกิเลส เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปภัสสร.
บทว่า ตญฺจ โข ได้แก่ ภวังคจิต นั้น. บทว่า อาคนฺตุเกหิ ได้แก่
อุปกิเลส ที่ไม่เกิดร่วมกัน หากเกิด ในขณะแห่งชวนจิตในภายหลัง.
บทว่า อุปกิเลเสติ ความว่า ภวังคจิตนั้น ท่านเรียกว่า ชื่อว่า
เศร้าหมองแล้ว เพราะเศร้าหมองแล้วด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
เศร้าหมองอย่างไร ? เหมือนอย่างว่า บิดามารดา หรืออุปัชฌาย์
อาจารย์มีสมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ไม่ดุว่า ไม่ให้ศึกษา
ไม่สอน ไม่พร่ำสอน บุตร หรืออันเตวาสิก และสัทธิวิหาริกของตน
เพราะเหตุที่บุตร และ สัทธิวิหาริกอันเตวาสิก เป็นผู้ทุศีล มีความ
ประพฤติไม่ ไม่สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติ ย่อมได้รับการติเตียน
เสียชื่อเสียงฉันใด พึงทราบข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น. พึงเห็นภวังคจิต
เหมือนบิดามารดา และอุปัชฌาย์ อาจารย์ ผู้สมบูรณ์ด้วยความ
ประพฤติ. ภวังคจิต แม้จะบริสุทธิ์ตามปกติ ก็ชื่อว่าเศร้าหมอง
เพราะอุปกิเลสที่จรมา อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ
โทสูและโมหะ ซึ่งมีความกำหนัดขัดเคือง และความหลงเป็นสภาวะ

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 105 (เล่ม 32)

ในขณะแห่งชวนจิต เหมือนบิดามารดาเป็นต้นเหล่านั้น ได้ความเสีย
ชื่อเสียง เหตุเพราะบุตรเป็นต้น ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
แม้ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
จิต ก็คือภวังคจิตนั่นเอง. บทว่า วิปฺปมุตฺตํ ความว่า ภวังคจิต
นั้น ไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ในขณะแห่งชวนจิต เกิดขึ้นด้วย
อำนาจกุศลจิตที่เป็นญาณสัมปยุตประกอบด้วยไตรเหตุเป็นต้น
ย่อมชื่อว่า หลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา. แม้ในที่นี้ ภวังคจิต
นี้ท่านเรียกว่าหลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา ด้วยอานาจ
กุศลจิตที่เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิต เหมือนมารดาเป็นต้น ได้รับ
ความสรรเสริญและชื่อเสียงว่า พวกเขาช่างดีแท้ ยังบุตรเป็นต้น
ให้ศึกษา โอวาท อนุสาสน์ อยู่ดังนี้ เหตุเพราะบุตรเป็นต้น เป็น
มีศีล สมบูรณ์ด้วยความประพฤติ ฉะนั้น.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
จบ อรรถกถาปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕

105