ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 56 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ถีนมิทฺธํ ได้แก่ ถีนะ และมิทธะ ใน ๒ อย่างนั้น ภาวะ
ที่จิตไม่ควรแก่การงานชื่อว่า ถีนะ คำว่า ถีนะ นี้ เป็นชื่อของความเกียจ
คร้าน. ภาวะที่ขันธ์ทั้ง ๓ ไม่ควรแก่การงาน ชื่อว่า มิทธะ. คำว่า
มิทธะ นี้ เป็นชื่อของความโงกง่วง ดุจความโงกง่วงของลิง เป็น
ธรรมชาติกลับกลอก. พึงทราบความพิสดารแห่งถีนะและมิทธะ
ทั้ง ๒ นั้น โดยนัยเป็นต้นว่า ในถีนะและมิทธะทั้ง ๒ นั้น ถีนะ
เป็นไฉน ? ภาวะที่จิตไม่เหมาะไม่ควรแก่การงาน หย่อนยาน ท้อแท้
ชื่อว่า ถีนะ ในถีนะและมิทธะทั้ง ๒ นั้น มิทธะเป็นไฉน ? ภาวะที่กาย
ไม่เหมาะ ไม่ควรแก่การงาน โงกง่วง ชื่อว่า มิทธะ
บทว่า อรติ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่จำแนกไว้แล้วในวิภังค์
นั่นแล สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น อรติ
เป็นไฉน ? ความไม่ยินดี ภาวะที่ไม่ยินดี ความไม่ยินดียิ่ง ความไม่
อภิรมย์ ความเอือมระอา ความหวาด ในเสนาสนะอันสงัด หรือ
ในอธิกุศลธรรมอย่างอื่น ๆ นี้เรียกว่า อรติ บรรดาธรรมเหล่านั้น
ตนฺทิ ความเกียจคร้านเป็นไฉน ? ความเกียจ ความคร้าน ความ
ใส่ใจในความคร้าน ความเกียจคร้าน กิริยาที่เกียจคร้าน ภาวะแห่ง
ผู้เกียจคร้าน นี้ท่านเรียกว่า ตันทิ บรรดาธรรมเหล่านั้น ความบิด-
กายเป็นไฉน ? ความบิด ความเอี้ยว ความน้อมไป ความโน้มมาค้อมไป
ค้อมมา ความบิดเบี้ยว นี้ เรียกว่า วิชัมภิกา. บรรดาธรรมเหล่านั้น

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 57 (เล่ม 32)

ความเมาอาหาร เป็นไฉน ? ผู้มักบริโภค มึนในอาหาร ลำบากใน
อาหาร อ่อนเปลี้ยในกาล นี้เรียกว่า ความเมาในอาหาร. บรรดา
ธรรมเหล่านั้น ความที่จิตหดหู่เป็นไฉน ? ภาวะที่จิตไม่เหมาะ ไม่
ควรแก่การงาน ความย่อหย่อน ความย่นย่อ ความท้อแท้ ความ
ท้อถอย ภาวะท้อแท้แห่งจิตนี้ เรียกว่า ความท้อแท้แห่งจิต ก็บรรดา
ธรรมเหล่านี้ ธรรม ๔ ข้างต้น เป็นปัจจัยแก่ถีนมิทธนิวรณ์ ทั้ง
โดยสหชาตปัจจัย ทั้งโดยอุปนิสสยปัจจัย อนึ่งภาวะที่ย่อหย่อน
ย่อมไม่เป็นสหชาติปัจจัยโดยตนของตนเอง แต่ย่อมเป็นสหชาตปัจจัย
ในที่สุดแห่งอุปนิสสยปัจจัย.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อุทฺธจฺจกุกฺกุจจํ ได้แก่ อุทธัจจะ และกุกกุจจะ. ใน ๒
อย่างนั้น อาการที่จิตฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทธัจจะ ความเดือดร้อน
ของบุคคลผู้ไม่ได้กระทำคุณความดี ทำแต่ความชั่ว เพราะข้อนั้น
เป็นปัจจัย ชื่อว่า กุกกุจจะ บทว่า เจตโส อวูปสโม นี้ เป็นชื่อของ
อุทธัจจะ และกุกกุจจะ นั่นเอง. บทว่า อวูปสนฺตจิตฺตสฺส ได้แก่ผู้มีจิต
ไม่สงบด้วยฌานและวิปัสสนา ก็ความไม่สงบนี้ เป็นปัจจัยแก่อุทธัจจะ
และกุกกุจจะ ในที่สุดแห่งอุปนิสสยปัจจัย.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 58 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า วิจิกิจฺฉา ได้แก่ วิจิกิจฉานิวรณ์ ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว
โดยนัยมีอาทิว่า ย่อมสงสัยในพระศาสดา ความใส่ใจโดยไม่แยบคาย
มีลักษณะดังกล่าวแล้วแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อนุปฺปนฺโนว กามฉนฺโท นุปฺปชฺชติ ความว่า กามฉันทะ
ที่ไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ อย่างเท่านั้นคือ ด้วยความไม่ฟุ้งขึ้น หรือด้วย
อารมณ์ที่ไม่เคยเสวย ก็ไม่เกิดขึ้น. กามฉันทะนั้น เป็นอันภิกษุข่มได้
แล้วอย่างนั้น ย่อมไม่ได้เหตุหรือปัจจัยอีก. แม้ในที่นี้บัณฑิตพึงทราบ
ความไม่ฟุ้งขึ้นด้วยอำนาจวัตรเป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อภิกษุบางรูป
ประกอบอยู่ในวัตร กระทำวัตรอยู่นั่นเอง โดยนัยดังกล่าวแล้ว กิเลส
ย่อมไม่ได้โอกาส เพราะฉะนั้น กามฉันทะนั้น เป็นอันชื่อว่าภิกษุข่ม
ไว้ได้ด้วยอำนาจวัตร ภิกษุนั้นการทำกามฉันทะนั้นให้เป็นอันตนข่ม
ไว้ได้อย่างนั้น แล้วเว้นขาดย่อมยืดเอาพระอรหัตได้ เหมือนพระ
มาลกติสสเถระฉะนั้น.
ได้ยินว่า ท่านพระมาสกติสสะ บังเกิดในครอบครัวพรานในที่
ภิกขาจาร แห่งคเมณฑวาสีวิหาร ในโรหณชนบท เจริญวัยแล้วก็

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 59 (เล่ม 32)

ครองเรือน คิดว่าจักเลี้ยงบุตรและภรรยา วางงาทับเหวไว้ ๑๐๐ คัน
ดักบ่วงไว้ ๑๐๐ บ่วง ฝังหลาวไว้ ๑๐๐ แห่ง สร้างสมบาปไว้เป็น
อันมาก วันหนึ่งถือเอาไฟและเกลือจากเรือน ไปป่า ฆ่าเนื้อที่ติดบ่วง
กินเนื้อที่สุกด้วยถ่านเพลิง กระหายน้ำ ก็เข้าไปคเมณฑวาสีวิหาร
ไม่ได้ดื่มน้ำแม้เพียงบรรเทาความกระหาย ในหม้อน้ำประมาณ ๑๐
หม้อ ในโรงน้ำดื่ม เริ่มยกโทษว่า อะไรกันนี่ ในที่อยู่ภิกษุมีประมาณ
เท่านี้ ไม่มีน้ำดื่มเพียงบรรเทาความกระหาย สำหรับผู้มาเพื่อหวัง
จะดื่ม พระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระ ฟังถ้อยคำของเขาแล้ว จึงไป
หาเขา เห็นหม้อน้ำดื่ม ประมาณ ๑๐ หม้อเต็มน้ำในโรงดื่ม คิดว่า
สัตว์นี้ชะรอยจักเป็นชีวมานเปรต จงกล่าวว่า อุบาสก ถ้าท่านกระหาย
น้ำ ก็จงดื่มเถิด ดังนี้แล้ว ยกหม้อขึ้นรดลงที่มือของเขา เพราะอาศัย
กรรมของเขา น้ำดื่มที่ดื่มแล้ว ๆ กระเหยไปเหมือนใส่ลงในกระเบื้องร้อน
เมื่อเขาดื่มน้ำในหม้อทั้งหมด ความกระหายก็ไม่หายขาด ลำดับนั้น พระ-
เถระจึงกล่าวกะเขาว่า ก่อนอุบาสก ก็ท่านทำกรรมหยาบช้า
เพียงไรไว้ ท่านจึงเกิดเป็นเปรตในปัจจุบันทีเดียว วิบากจักเป็นเช่นไร ?
เขาฟังคำของพระเถระแล้ว ได้ความสังเวช ไหว้พระเถระ
แล้วรื้อเรื่องประหารมีฟ้าทับเหวเป็นต้นเหล่านั้นเสีย รีบไปเรือน
ตรวจดูบุตรและภรรยาแล้วทำลายหอก ทิ้ง ประทีป เนื้อ และ
นกไว้ในป่า กลับไปหาพระเถระขอบรรพชา พระเถระกล่าวว่า ผู้มี
อายุ บรรพชาเป็นกิจที่ทำได้ยาก ท่านจักบวชได้อย่างไร ? เขา
กล่าวว่าท่านเจริญ กระผมเห็นเหตุแจ้งประจักษ์อย่างนี้ จักไม่บวช
ได้อย่างไร พระเถระให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เขาบวช ท่านเริ่ม

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 60 (เล่ม 32)

วัตรปฏิบัติ ยินดีเรียนเอาพุทธพจน์ วันหนึ่ง ได้ฟังฐานะนี้ใน
เทวทูตสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาล ย่อมใส่สัตว์ตัวผู้
เสวยกองทุกข์ มีประมาณเท่านี้ เข้าในมหานรกอีก จึงกล่าวว่า
นายนิรบาล ใส่สัตว์ผู้เสวยกองทุกข์ มีประมาณเท่านี้แล้วลงในมหานรก
อีก โอ มหานรก หนักนะขอรับ พระเถระตอบว่า เออ ผู้มี
อายุ หนัก ท่านถามว่า ผมอาจจะมองเห็นไหมขอรับ พระเถระ
กล่าวว่า ท่านไม่อาจมองเห็น (แต่) เราจักแสดงเหตุอย่างหนึ่ง เพื่อ
จะกระทำให้เหมือนกับที่มองเห็นแล้ว กล่าวว่า เธอจงชักชวนพวก
สามเณรทำกองไม้สด บนหลังแผ่นหินสิ ท่านได้กระทำเหมือนอย่างนั้น
พระเถระนั่งอยู่ตามเดิม สำแดงฤทธิ์ นำเสก็ดไฟประมาณเท่าหิ่งห้อย
จากมหานรก ใส่ลงไปที่กองฟืนของพระเถระนั้น ผู้กำลังดูอยู่นั่นแล
การที่เสก็ดไฟนรก ตกลงไปในกองฟืนนั้น แลการที่กองฟืนไหม้เป็น
เถ้า ปรากฏไม่ก่อนไม่หลังกันเลย.
ท่านเห็นเหตุนั้นแล้วถามว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าธุระในพระ
ศาสนานี้มีเท่าไร ? พระเถระตอบว่า ผู้มีอายุ มี ๒ คือ วาสธุระ
(วิปัสสนาธุระ) และคันถธุระ ท่านกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่า
คันถะ เป็นภาระของผู้สามารถ แต่ศรัทธาของกระผมอาศัยทุกข์
เป็นเหตุ กระผมจักบำเพ็ญวาสธุระ ขอท่านจงให้กรรมฐานแก่
กระผมเถิด ไหว้แล้วก็นั่ง พระเถระตั้งอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ ด้วยคิดว่า
ภิกษุต้องเป็นผู้สมบูรณ์อยู่ด้วยวัตร แล้วจึงบอกกรรมฐานแก่ท่าน
ท่านรับกรรมฐานแล้วกระทำกรรมในวิปัสสนา และบำเพ็ญวัตร
กระทำวัตรที่จิตตลบรรพตมหาวิหารวันหนึ่ง, ทำที่คาเมณฑ-

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 61 (เล่ม 32)

วาสีมหาวิหารวันหนึ่ง, ทำที่โคจรคามมหาวิหารวันหนึ่ง พอถีนมิทธะ
ครอบงำ จึงทำใบไม้ให้ชุ่มน้ำวางไว้บนศีรษะ นั่งเอาเท้าแช่น้ำ เพราะ
กลัววัตรจะเสื่อม วันหนึ่ง ทำวัตรตลอด ๒ ยาม ที่จิตตลบรรพตวิหาร
เมื่อเริ่มจะหลับ ในเวลาใกล้รุ่งจึงนั่งวางใบไม้สดไว้บนศีรษะ เมื่อ
สามเณร กำลังท่องบ่นอรุณวติสูตรอยู่ ณ ข้างเขาด้านตะวันออก
ได้ยินฐานะนี้ว่า
อารภถ นิกฺขมถ ยุญฺชถ พุทฺธสาสเน
ธุนาถ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร
โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อปฺปมฺโต วิหริสฺสติ
ปหาย ชาติสํสารํ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ.
จงพากเพียร พยายาม บากบั่น ในพระ
พุทธศาสนา จงกำจัดกองทัพ ของมฤตยู เหมือน
กุญชรกำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้น ผู้ใดไม่ประมาท
ในพระธรรมวินัยนี้อยู่ จักละชาติสงสาร ทำ
ที่สุดทุกข์ได้
จึงเกิดปีติขึ้นว่า คำนี้จักเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสโปรด
ภิกษุผู้ปรารภความเพียรเช่นกับเรา ดังนี้แล้วทำงานให้บังเกิด กระทำ
ฌานนั้นนั่นแล ให้เป็นบาทแล้ว ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พยายามสืบ ๆ ไป
ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แม้ในเวลาปรินิพพาน เมื่อ
แสดงเหตุนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวคาถาอย่างนี้ว่า

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 62 (เล่ม 32)

อลฺลปลาสปุญฺชาหํ สิเรนาทาย จงฺกมิ
ปตฺโตสฺมิ ตติยฏฐานํ นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย
เราเอาศีรษะเทินฟ่อนใบไม้สดเดินจงกรม เรา
เป็นผู้ถึงฐานที่ ๓ (อนาคามิผล) เราไม่มีความ
สงสัยในเรื่องนี้.
กิเลสที่ข่มไว้ด้วยอำนาจแห่งวัตรของภิกษุเห็นปานนี้ ชื่อว่า
ย่อมเป็นอันข่มไว้อย่างนั้นเทียว เมื่อภิกษุบางรูปขวนขวายในคันถะ
(คัมภีร์พุทธวจนะ) เรียน แสดง และประกาศ คันถะ โดยนัยที่กล่าว
แล้วนั่นแล กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส เป็นอันข่มไว้ได้ด้วยอำนาจคันถะ
นั่นแล ท่านกระทำกิเลสนั้นให้เป็นอันข่มได้ อย่างนั้นนั่นแล คลาย
กำหนัดได้ แล้วก็ยืดเอาพระอรหัตไว้ได้ เหมือนพระมาลิยเทวเถระ ฉะนั้น.
ได้ยินว่า ท่านพระมาลิยเทวเถระผู้มีอายุนั้น เรียนอุเทศและ
ทำวิปัสสนากรรมฐาน ที่มณฑลารามวิหาร ในกัลลคาม ในเวลา
เป็นภิกษุได้ ๓ พรรษา ครั้นวันหนึ่ง เมื่อท่าน เที่ยวภิกษาจาร
ในกัลลคาม อุบาสิกาคนหนึ่ง ถวายข้าวยาคูกะบวยหนึ่ง เกิดความ
สิเนหาเหมือนดังบุตร ให้พระเถระนั่งภายในนิเวศน์ ถวายโภชนะอัน
ประณีตแล้ว ถามว่า ท่านเป็นชาวบ้านไหนละพ่อ ? ท่านตอบว่า
อุบาสิกา อาตมาทำกิจกรรม คือการเช่นนั้น ในมณฑลาราม
วิหาร อุบาสิกากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พ่อจงรับภิกษาเป็นประจำ
ในที่นี้แหละ ตราบเท่าที่เรียนคันถะ ท่านรับคำนั้นแล้ว รับภิกษา
ในที่นั้นเป็นประจำ ในเวลาเสร็จภัตกิจ เมื่อจะทำอหโมทนา จึง

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 63 (เล่ม 32)

กล่าวเฉพาะ ๒ บทว่า สุขํ โหตุ ทุกฺขา มุจฺจตุ (ขอท่านจงเป็นสุข จงพ้น
จากทุกข์) แล้วก็ไปการทำการสงเคราะห์แก่นางนั้นนั่นแล ตลอด ๓
เดือน ภายในพรรษา การทำความยำเกรงต่อบิณฑบาต ในวันมหา-
ปวารณาก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. พระมหาเถระผู้เป็น
เจ้าถิ่น กล่าวว่า ท่านมหาเทวะ วันนี้ มหาชน จักประชุมกันในวิหาร ท่าน
จงให้ธรรมทานแก่มหาชนนั้น พระเถระก็รับคำเชิญ ภิกษุหนุ่มและสามเณร
ได้ให้สัญญาแก่อุบาสิกาว่า วันนี้ บุตรของท่านจักแสดงธรรม ท่านพึงไป
วิหารฟังธรรม อุบาสิกากล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ชนทั้งหมดไม่รู้ธรรมกถา
บุตรของดิฉันแสดงแก่ดิฉันตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ แสดงเฉพาะ
๒ บทเท่านั้นว่า ขอท่านจงมีความสุข ขอท่านจงพ้นจากทุกข์ ท่าน
อย่าเย้ยหยันเลย ภิกษุหนุ่มและสามเณร กล่าวว่า อุบาสิกา ท่าน
จะรับรู้หรือไม่รับรู้ ก็จงไปวิหารฟังธรรมเท่านั้น อุบาสิกาถือเอา
สักการะ มีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปบูชาแล้วนั่งฟังธรรมอยู่
ท้ายบริษัท พระธรรมกถึกและภิกษุผู้สวดสรภัญญะตอนกลางวัน
รู้ความพอดีของตนก็ลุกกลับไป ลำดับนั้นพระมาลิยเทวเถระ นั่งบน
ธรรมาสน์ จับพัดวิชนีกล่าวบุรพกถาแล้วคิดว่า เราทำอนุโมทนา
แก่มหาอุบาสิกขา ด้วย ๒ บทมาตลอด ๓ เดือน วันนี้เราจักจับเอา
(ข้อความ) จากพระไตรปิฎกแล้วกล่าว ความหมายของบททั้ง ๒
นั้นตลอดทั้งคืน จึงเริ่มแสดงธรรมเทศนา ตลอดคืนยังรุ่ง ในเวลา
จบเทศนา อรุณขึ้น มหาอุบาสิกา ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
พระเถระอีกรูปหนึ่ง นามว่า ติสสภูตเถระ ในวิหารนั้นนั่นเอง
เรียนพระวินัย เข้าไปภายในบ้านในเวลาภิกขาจาร ได้แลเห็นวิสภา-

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 64 (เล่ม 32)

คารมณ์ ท่านเกิดความโลภขึ้น ท่านทำเท้าที่ยืนอยู่อย่างนั้น ไม่ให้
เคลื่อนไปไหน เทข้าวยาคูในบาตรของตนลงในบาตรของภิกษุหนุ่มผู้
เป็นอุปัฎฐาก คิดว่า ความวิตกนี้ เมื่อเพิ่มมากขึ้นจักทำเรา ให้จมลง
ในอบาย ๔ จึงกลับจากที่นั้น ไปยังสำนักของอาจารย์ ไหว้แล้ว
ยืนอยู่ณะที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กล่าวว่า พยาธิอันหนึ่งเกิดขึ้น ก็ผมแล้ว
ผมไม่สามารถจะเยียวยามันได้ จึงมาหา ไม่ได้มาโดยเรื่องนอกนี้เลย
ขอท่านจงโปรดตรวจดูกระผมตั้งอุเทศกลางวันแล้วและอุเทศตอนเย็น
แต่อย่าตั้งอุเทศในเวลาใกล้รุ่งเลย ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ไปยัง
สำนักของพระมัลลยวาสิมหารักขิตเถระ พระเถระกำลังทำการล้อม
รั้วบรรณศาลาของตน ไม่มองดูท่าน กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ จงเก็บงำ
บาตรและจีวรของท่านเสีย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผม
มีพยาธิอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าท่านสามารถเยียวยามันได้ไซร้ กระผมจึง
จักเก็บงำ พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ คุณมายังสำนักของท่าน ผู้
สามารถเยียวยาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว คุณจงเก็บงำเสียเถิด ภิกษุเป็นผู้
ว่าง่าย คิดว่า อาจารย์ของพวกเรา ไม่รู้ คงไม่กล่าวอย่างนั้น แล้ววาง
บาตรและจีวรแสดงวัตรแก่พระเถระไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระเถระรู้ว่า ผู้นี้เป็นราคจริต จึงได้บอกอสุภกรรมฐาน ท่าน
ลุกขึ้นคล้องบาตรและจีวรไว้บนบ่า ไหว้พระเถระไหว้แล้วไหว้อีก
พระเถระถามว่า ท่านมหาภูติ ทำไม คุณจึงแสดงอาการ
เคารพนบนอบเกินไป ท่านกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ถ้ากระผมจักทำ
กิจของตนได้ไซร้ ข้อนั้นเป็นการดี ถ้าไม่ได้เช่นนั้น การเห็นครั้งนี้
จะเป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของผม พระเถระกล่าวว่า ท่านมหาภูติ
ไปเถิด ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี กุลบุตรผู้ประกอบ

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 65 (เล่ม 32)

ความเพียรเช่นนั้น ได้ไม่ยากดอก ภิกษุนั้นฟังถ้อยคำของพระเถระ
แสดงอาการนอบน้อมแล้วไปสู่โคนกอไม้มะลื่น อันร่มที่ตนกำหนด
หมายตาไว้ในตอนมา นั่งขัดสมาธิ ทำอสุภกรรมฐานให้เป็นบาท
เริ่มตั้งวิปัสสนา ดำรงอยู่ในพระอรหัต ทันแสดงปาติโมกข์ ในเวลา
ใกล้รุ่ง ภิกษุเห็นปานนี้ ข่มกิเลสได้ด้วยอำนาจคันถะ เป็นอันชื่อว่า
ข่มได้ด้วยประการนั้นเหมือนกัน
ก็เมื่อภิกษุบางรูป บริหารธุดงค์โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล
กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส กิเลสนั้นเป็นอันท่านข่มได้ด้วยอานาจธุดงค์
ท่านทำกิเลสนั้น ให้เป็นอันข่มได้แล้วนั่นแล คลายกำหนัดได้แล้ว ยึดพระ
อรหัตไว้ได้ เหมือนท่านพระมหาสิวเถระ ผู้อยู่ที่เงื้อมเขาใกล้บ้าน.
ได้ยินว่า พระมหาสิวเถระ อยู่ในติสสมหาวิหาร ใกล้มหาคาม
สอนพระไตรปิฎก กะภิกษุคณะใหญ่ ๑๘ คณะ ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดย
บาลี ภิกษุ ๖๐,๐๐๐ รูป ตั้งอยู่ในโอวาทของพรเถระบรรลุพระอรหัต
แล้ว บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุรูปหนึ่งปรารภธรรมที่ตนได้แทงตลอดแล้ว
เกิดโสมนัสขึ้น คิดว่า ความสุขนี้มีแก่อาจารย์ของเราบ้างไหมหนอ ภิกษุนั้น
เมื่อคำนึงอยู่ก็รู้ว่า พระเถระยังเป็นปุถุชน คิดว่า เราจักให้ความ
สังเวชเกิดขึ้นแก่พระเถระด้วยอุบายนี้ จึงจากที่อยู่ของตนไปยังสำนัก
ของพระเถระ ไหว้แสดงวัตรแล้วนั่ง. ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะ
ภิกษุนั้นว่า ท่านปิณฑปาติกะ มาทำไม ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่านขอรับ
กระผมมาด้วยหวังว่า ถ้าท่านจักกระทำโอกาสแก่กระผม กระผมก็
จักเรียนธรรมบท ๆ หนึ่ง พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ ภิกษุเป็นอัน
มากเรียนกัน ท่านจักไม่มีโอกาสดอก, ภิกษุนั้นเมื่อไม่ได้โอกาส ในส่วน

65