ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 46 (เล่ม 32)

นีวรณปหานวรรคที่ ๒
ว่าด้วยเหตุเกิดนิวรณ์ ๕
[๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งกามฉันทะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อ
ความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งกามฉันทะที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังสุภนิมิต
(นิมิตงานคืออารมณ์ชวนกำหนัด ) นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
บุคคลทำในใจโดยไม่แยบคายซึ่งสุภนิมิตเข้า กามฉันทะที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้นด้วย กามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความยิ่งใหญ่
ขึ้นด้วย.
[๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อ
ความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งพยาบาทที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังปฏิฆนิมิต
(นิมิตกระทบใจ คืออารมณ์ชวนขัดเคือง) นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
บุคคลทำในใจโดยไม่แยบคายซึ่งปฏิฆนิมิต พยาบาทที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้นด้วย พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความยิ่งใหญ่
ขึ้นด้วย.
[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อ
ความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งถีนมิทธะที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังความไม่ยินดี
(ในอธิกุศล) ความคร้าน ความบิดกาย (ด้วยความเกียจคร้าน) ความ
เมาอาหาร และความหดหู่แห่งจิตนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 47 (เล่ม 32)

บุคคลมีจิตหดหู่แล้ว ถีนมิทธะยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้นด้วย ถีนมิทธะที่
เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย.
[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อ
ความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วก็ลี เหมือนดัง
เจตโสอวูปสมะ (ความไม่เข้าไปสงบแห่งจิตด้วยสมถะและวิปัสสนา)
นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตไม่เข้าไปสงบแล้ว อุทธัจจกุก-
กุจจะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็น
ไปเพื่อความยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย.
[๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเป็นไปเพื่อ
ความยิ่งใหญ่ขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังอโยนิโสมนสิการ
(ความทำในใจโดยไม่แยบคาย คือคิดไม่ถูกทาง) นี้เลย ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยไม่แยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้นด้วย วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความยิ่งใหญ่
ขึ้นด้วย.
ว่าด้วยเหตุไม่ให้นิวรณ์ ๕ เกิดขึ้น
[๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งกามฉันทะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเสื่อมหาย
ไปแห่งกามฉันทะที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังอสุภนิมิต (นิมิตไม่งาม คือ

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 48 (เล่ม 32)

อสุภ ๑๐ ) นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคาย
ซึ่งอสุภนิมิต กามฉันทะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย กามฉันทะ
ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมหายไปด้วย.
[๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเสื่อมหาย
ไปแห่งพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วก็ดี เหมือนดังเมตตาเจโตวิมุตติ นี้เลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคายซึ่งเมตตาเจโต-
วิมุตติอยู่ พยาบาทที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย พยาบาทที่เกิดขึ้น
แล้วย่อมเสื่อมหายไปด้วย.
[๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเสื่อมหาย
ไปแห่งถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดี เหมือนดังอารัมภธาตุ (ธาตุคือ
ความเพียรริเริ่ม) นิกกมธาตุ (ธาตุคือความเพียรพยายาม) ปรักกม-
ธาตุ (ธาตุคือความเพียรบากบั่น) นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
บุคคลมีความเพียรอันเริ่มแล้ว ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย
ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมหายไปด้วย.
[๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุ
เสื่อมหายไปแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดี เหมือนดังเจตโส-
วูปสมะ (ความเข้าไปสงบแห่งจิตด้วยสมถะและวิปัสสนา) นี้เลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตเข้าไปสงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะ

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 49 (เล่ม 32)

ที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้วย่อม
เสื่อมหายไปด้วย.
[๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดก็ดี เป็นเหตุเสื่อมหาย
ไปแห่งวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วก็ดี เหมือนดังความทำในใจโดยแยบคาย
นี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลทำในใจโดยแยบคายอยู่ วิจิกิจฉา
ที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วย วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมหาย
ไปด้วย.
จบ นีวรณปหานวรรคที่ ๒

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 50 (เล่ม 32)

อรรถกถามีวรณปหานวรรคที่ ๒๑
อรรถกถาสูตรที่ ๑
วรรคที่ ๒ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า เอกธมฺมํปิ นี้ พึงทราบธรรมด้วยอรรถว่า มิใช่สัตว์
เหมือนในคำมีอาทิว่า ก็ในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี. เพราะ
ฉะนั้นในบทว่า เอกธมฺมํปิ นี้ มีใจความดังนี้ว่า แม้สภาวะอันหนึ่ง
มิใช่สัตว์. ก็ วา ศัพท์ ในบทว่า อนุปฺปนฺโน วา นี้ มีสมุจจัยเป็นอรรถ
ไม่ใช่มีวิกัปเป็นอรรถ เหมือน วา ศัพท์ในประโยคอย่างนี้ว่า ภูตานํ
สตฺตานํ  ิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย ยาวตา ภิกฺขเว สตฺตา
อปทา วา ทฺวิปทา วา เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์ผู้เกิดแล้วด้วย เพื่อ
อนุเคราะห์พวกสัตว์สัมภเวสีด้วย. ภิกษุทั้งหลาย เหล่าสัตว์ไม่มีเท้า
และสัตว์ ๒ เท้า มีประมาณเพียงใด ดังนี้. ก็ในข้อนี้มีใจความดังนี้ว่า
กามฉันท์ ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อไพบูลย์เจริญเต็มที่ด้วยธรรมใด เรามองไม่เห็นธรรมนั้นอย่างอื่น
เหมือนศุภนิมิตเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปฺปนฺโน ความว่าไม่เกิด ไม่
เกิดพร้อม ไม่ปรากฏ ไม่เป็นไป. บทว่า กามฉนฺโท ได้แก่ กามฉันท-
นิวรณ์ ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ความพอใจในกาม
ความกำหนัดในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ความอยากในกาม อันใด
๑. วรรคที่ ๒ นี้ บาลีมิได้แบ่งออกเป็นสูตร ๆ แต่อรรถกถาแบ่งไว้ ๑๐ สูตร

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 51 (เล่ม 32)

บทว่า อุปฺปชฺชติ ได้แก่บังเกิด ปรากฏ. ก็กามฉันท์นี้นั้น
พึงทราบว่า ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ด้วยอำนาจความฟุ้งขึ้น หรือ
ด้วยอารมณ์ที่ยังไม่ได้เสวย. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยประการอื่น กามฉันท์
ชื่อว่าไม่เกิดขึ้นในสงสารอันไม่ปรากฏเบื้องต้นและเบื้องปลาย
ย่อมไม่มี. ในข้อนั้น กิเลสย่อมไม่ฟุ้งขึ้น แก่ภิกษุบางรูป ด้วยอำนาจ
วัตร ย่อมไม่ฟังขึ้นแก่ภิกษุบางรูป ด้วยอำนาจ คันถะ, ธุดงค์,
สมาธิ, วิปัสสนา, และงานนวกรรม ที่เธอทำแล้ว อย่างใดอย่างหนึ่ง
จริงอยู่ ภิกษุบางรูป เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร เมื่อภิกษุนั้นกระทำ
ขุททกวัตร ข้อวัตรเล็ก ๘๒ มหาวัตร ข้อวัตรใหญ่ ๑๔ เจติยังคณ-
วัตร โพธิยังคณวัตร ปานียมาฬกวัตร อุโปสถาคารวัตร อาคันตุก-
วัตร และคมิกวัตร กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส. แต่ครั้นย่อมา เมื่อเธอ
สละวัตร มีวัตรแตกแล้วเที่ยวไป อาศัยการใส่ใจโดยไม่แยบคาย
และการปล่อยสติ กิเลสย่อมเกิดขึ้น แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น กิเลสยังไม่
เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น. บางรูปเป็น
ผู้ประกอบด้วยคันถะ เรียน ๑ นิกายบ้าง ๒ นิกายบ้าง ๓ นิกายบ้าง
๔ นิกายบ้าง ๕ นิกายบ้าง เมื่อเธอเรียน ท่องบ่น บอก แสดง
ประกาศพุทธพจน์ คือปิฎก ๓ ด้วยอำนาจอรรถ ด้วยอำนาจบาลี
ด้วยอำนาจอนุสนธิ ด้วยอำนาจอักษรเบื้องต้น เบื้องปลาย กิเลสย่อม
ไม่ได้โอกาส. ต่อมาเมื่อละการเล่าเรียน เกียจคร้าน เที่ยวไปอยู่
อาศัยอโยนิโสมนสิการ สละการปล่อยสติ กิเลสย่อมเกิดขึ้น. แม้เมื่อ
เป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ก็ชื่อว่า
ย่อมเกิดขึ้น.

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 52 (เล่ม 32)

แต่บางรูปเป็นผู้ทรงธุดงค์ สมาทานธุดงคคุณ ๑๓ ประพฤติอยู่
ก็เมื่อเธอปริหาร คือรักษาธุดงคคุณอยู่ กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส.
แต่ต่อมา เมื่อเธอสละธุดงค์เวียนมาเพื่อความมักมากประพฤติอยู่
อาศัยอโยนิโสมนสิการ และการปล่อยสติ กิเลสย่อมเกิดขึ้น. แม้
เมื่อเป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ก็ชื่อว่าย่อม
เกิดขึ้น. บางรูป มีความชำนาญที่สั่งสมไว้ในสมาบัติ ๘. เมื่อเธอ
ประกอบเนือง ๆ ในปฐมฌานเป็นต้นอยู่ ด้วยอำนาจวสีมีอาวัชชวสี
ชำนาญเข้าสมาบัติเป็นต้น กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส แต่ต่อมาเมื่อเธอ
เสื่อมฌานหรือสลัดฌานเสียแล้ว ประกอบเนือง ๆ ในกิจมีชอบคุย
เป็นต้น อาศัยอโยนิโสมนสิการ และการปล่อยสติ กิเลสย่อมเกิดขึ้น
แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ชื่อว่า
ย่อมเกิดขึ้น.
อนึ่ง บางรูป เป็นผู้เจริญวิปัสสนากระทำกิจในอนุปัสสนา ๗
และมหาวิปัสสนา ๑๘ อยู่. เมื่อเธอเป็นอยู่อย่างนี้ กิเลสย่อมไม่ได้
โอกาส แต่ต่อมา เมื่อเธอละกิจในวิปัสสนา มุ่งไปในการทำร่างกาย
ให้แข็งแรง อาศัยอโยนิโสมนสิการ และการปล่อยสติ กิเลสย่อม
เกิดขึ้น แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่
ตั้งขึ้น ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น.
บางรูปเป็นผู้ประกอบงานนวกรรม ให้สร้างโรงอุโบสถ
และโรงฉันเป็นต้น เมื่อเธอกำลังคิดถึงเครื่องอุปกรณ์ ของโรงอุโบสถ
เป็นต้นเหล่านั้นอยู่ กิเลสย่อมไม่ได้โอกาส ครั้นต่อมา เมื่องาน
นวกรรมของเธอเสร็จแล้ว หรือทอดทิ้งเสีย อาศัยอโยนิโสมนสิการ

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 53 (เล่ม 32)

และการปล่อยสติ กิเลสก็เกิดขึ้น แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่
เกิดขึ้นเพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น.
อนึ่งบางรูป มาแต่พรหมโลก เป็นสัตว์บริสุทธิ์, เพราะตน
ไม่มีการส้องเสพมาก่อน กิเลสจึงไม่ได้โอกาส แต่ครั้นย่อมาได้การ
ส้องเสพ อาศัยอโยนิโสมนสิการ และการปล่อยสติ กิเลสย่อมเกิดขึ้น
แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ กิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น
ก็ชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น พึงทราบความเกิดขึ้นแห่งกิเลสที่ยังไม่เกิดขึ้น
เพราะยังไม่ฟุ้งขึ้น ด้วยประการอย่างนี้ก่อน.
กิเลสที่เกิดขึ้นเพราะอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวยเป็นอย่างไร ?
ภิกษุบางรูป ย่อมได้อารมณ์ มีรูปารมณ์ ที่น่าชอบใจ และไม่น่า
ชอบใจเป็นต้น ที่ตนเคยได้เสวย อาศัยอโยนิโสมนสิการ และการ
ปล่อยสติไปในอารมณ์นั้น ราคะย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้
กิเลสที่ยังไม่เกิดเพราะอารมณ์ที่ยังไม่เคยเสวย ชื่อว่า ย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า อุปฺปนฺโน ได้แก่ เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว
บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว บทว่า ภิยฺโยภาวาย ได้แก่ เพื่อเกิดมีบ่อย ๆ
บทว่า เวปุลฺลาย ได้แก่ เพื่อความไพบูลย์คือ เพื่อความเป็นกอง.
ในข้อนั้น ข้อที่ว่ากามฉันท์เกิดขึ้นคราวเดียวจักไม่ดับ หรือดับไป
คราวเดียวจักไม่เกิดขึ้นอีก นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. ก็เมือกามฉันท์
อย่างหนึ่งดับไปแล้ว กามฉันท์เมื่อเกิดสืบ ๆ ไป ในอารมณ์นั้น หรือ
อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ชื่อว่า ย่อมเป็นไปเพื่อมียิ่งขึ้น เพื่อ
ความไพบูลย์.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 54 (เล่ม 32)

บทว่า สุภนิมิตฺตํ ได้แก่อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งราคะ จริงอยู่
บทว่า นิมิตฺตํ เป็นชื่อแห่งปัจจัย ได้ในคำนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย อกุศล
บาปธรรม ที่มีปัจจัยย่อมเกิดขึ้น ที่ไม่มีปัจจัยหาเกิดขึ้นไม่. บทว่า
นิมิตฺตํ เป็นชื่อแห่งเหตุ ได้ในคำนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ
เนือง ๆ ซึ่งอธิจิต พึงมนสิการถึงเหตุทั้ง ๕ ตามกาลอันควร บทว่า
นิมิตฺตํ เป็นชื่อของสมาธิ ได้ในคำนี้ว่า โส ตํ นินิตฺตํ อาเสวติ ภาเวติ
ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมเสพ ย่อมเจริญสมาธินั้น. บทว่า นิมิตฺตํ
เป็นชื่อแห่งวิปัสสนา ได้ในคำนี้ว่า เมื่อภิกษุอาศัยวิปัสสนาใด มนสิ-
การวิปัสสนาใด อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปเรื่อย ๆ. แต่ในที่นี้
ธรรมอันเป็นอิฎฐารมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งราคะ. ท่านประสงค์เอา
สุภนิมิต.
บทว่า อโยนิโส มนสิกโรโต ความว่า เมื่อภิกษุใส่ใจโดยมิใช่
อุบาย ด้วยอำนาจการใส่ใจนี้ว่า บรรดาการใส่ใจเหล่านั้น การใส่ใจ
โดยไม่แยบคายเป็นไฉน ? การใส่ใจโดยไม่แยบคาย คือการใส่ใจ
ไปนอกทาง ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข
ในสิ่งที่ไม่เป็นอัตตาว่าเป็นอัตตา ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม หรือการรำพึง
ถึง การคำนึงถึงเนือง ๆ การผูกใจ การประมวลจิต ด้วยสิ่งอันเป็น
ปฏิกูลที่ปราศจากความจริง แม้นี้เรียกว่าการใส่ใจโดยไม่แยบคายแล
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 55 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า พฺยาปาโท ได้แก่ ความวิบัติ ความละปกติแห่งจิต
เหมือนความวิบัติแห่งอาหาร (อาหารบูด). บทว่า พฺยาปาโท นี้เป็น
ชื่อแห่งพยาปาทนิวรณ์ ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว อย่างนี้ว่า ในนิวรณ์
เหล่านั้น พยาปาทนิวรณ์เป็นไฉน ? คือความอาฆาตเกิดขึ้นว่า ผู้นี้
ได้ทำความฉิบหายแก่เรา.
บทว่า ปฏิฆนิมิตฺตํ ได้แก่ นิมิตที่ไม่น่าปรารถนา คำว่า
ปฏิฆนิมิตฺตํ นี้ เป็นชื่อของปฏิฆจิต ความแค้นเคืองก็มี เป็นชื่อของอารมณ์
ที่ทำให้แค้นเคืองก็มี สมจริงดังคำที่พระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ใน
อรรถกถาว่า แม้ปฏิฆจิต ก็ชื่อว่า ปฏิฆนิมิต แม้ธรรมที่เป็นอารมณ์ของ
ปฏิฆจิต ก็ชื่อว่า ปฏิฆนิมิต คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าว
ในกามฉันท์นั่นแล. ในปฏิฆนิวรณ์นี้ฉันใด แม้ในนิวรณ์อื่นจากนี้
ก็ฉันนั้น. ก็ในสูตรนั้น ๆ ข้าพเจ้าจักกล่าวเพียงข้อแปลกกันเท่านั้นแล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒

55