ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 36 (เล่ม 32)

เสร็จการแสดงพระปาฏิโมกข์แล้ว เมื่อไม่เธอถือคำพูดของผู้ปรารถนา
ดี คิดว่า ในที่ ๆ ไปแล้ว เราถูกภิกษุหนุ่ม และสามเณรถามแล้ว
ควรจักบอกอาการที่เราอาศัยหมู่บ้านอยู่ ดังนี้แล้ว จึงไปเที่ยว
บิณฑบาตในบ้าน ยึดเอานิมิต ในวิสภาคารมณ์ (อารมณ์ที่เป็น
ข้าศึก) แล้วไปยังที่อยู่ของตน จำผ้าที่นางนุ่งได้ พลางถามว่า ท่าน
ขอรับ ท่านได้ผ้านี้มาอย่างไร ? รู้ว่านางตายแล้ว คิดว่า หญิงชื่อเห็น
ปานนี้ตายเพราะเรา ดังนี้ ถูกไฟคือราคะที่ตั้งขึ้นแผดเผาก็สิ้นชีวิตไป.
บัณฑิตพึงทราบว่า รูปของหญิงครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ แม้ด้วย
อาการอย่างนี้.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
สูตรที่ ๒ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้ว ด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้หนักในเสียง
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถีสทฺโท ได้แก่ เสียงพูด ขับร้อง
และประโคม อันมีจิตเป็นสมุฏฐานของหญิง. อีกอย่างหนึ่ง เสียงพิณ,
ขลุ่ย, สังข์, บัณเฑาะว์เป็นต้น ที่สำเร็จด้วยการประกอบของหญิง
ที่มีเครื่องนุ่งห่มบ้าง ที่มีเครื่องประทับบ้าง พึงทราบว่า เสียงของหญิง
ทั้งนั้น. จริงอยู่ เสียงหญิงทั้งหมดนั้น ย่อมครองงำจิตของบุรุษตั้ง
อยู่ ฉะนี้แล. ในสูตรนั้น พึงทราบเรื่องปูทอง นกยูงทอง และภิกษุ
หนุ่มเป็นต้น.
ดังได้สดับมาโขลงพระยาช้าง โขลงใหญ่ อาศัยซอกเขาอยู่.
และในที่ไม่ไกลซอกเขานั้น มีสระขนาดใหญ่สำหรับใช้สอย. ในสระ

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 37 (เล่ม 32)

นั้น มีปูทองตัวล่ำสัน ทองนั้นเอาก้ามจับเท้าสัตว์ที่พากันมาลงสระนั้น
เหมือนจับด้วยคีมแล้วให้อยู่ในอำนาจของมันแล้วทำให้ตาย. พระยาช้าง
จ้องคอยโอกาสปูทองนั้น ตั้งช้างใหญ่เชือกหนึ่งให้เป็นหัวหน้าเที่ยวไป.
วันหนึ่ง ปูนั้นจับพระยาช้างนั้นได้. พระยาช้างผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง
และสติ คิดว่า ถ้าเราจักร้องเพราะกลัวไซร้ ช้างทั้งหมดจะไม่เล่น
ตามความชอบใจ จักหนีไปเสีย จึงได้ยืนนิ่งอยู่นั่นเอง ครั้นรู้ว่าช้าง
ขึ้นหมดแล้ว จึงร้องเพื่อให้ภรรยาของตนรู้ว่า ตนถูกปูทองจับไว้ จึง
กล่าวอย่างนี้ว่า
ก็ปูสีดังทอง มีตาโปน มีกระดองแทนหนัง
อาศัยอยู่ในน้ำ ไม่มีขน เราถูกมันหนีบ ร้องไหน
ขอความสงสาร เจ้าอย่าละทิ้งข้า ผู้ปานชีวิต
ภรรยาได้ฟังดังนั้น รู้ว่าสามีถูกปูหนีบ จึงเจรจากับช้างบ้าง
กับปูบ้าง เพื่อให้สามีพ้นจากภัยนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า
พ่อเจ้าเอ๋ย ข้าจักไม่ละเจ้าผู้เป็นกุญชรชาติ
มีอายุ ๖๐ ปี เจ้าเป็นที่รักยิ่งของข้า บนแผ่นดิน
ซึ่งมีทวีปทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ปูเหล่าใดอยู่ใน
สมุทร ในแม่น้ำคงคา และในแม่น้ำยมุนา ท่านเป็น
สัตว์เกิดในน้ำผู้ประเสริฐสุดของปูเหล่านั้น โปรด
ปล่อยสามีของฉันผู้ซึ่งร้องไห้อยู่.
ปูคลายการหนีบให้เพลาลง พร้อมกับได้ยินเสียงของหญิง.
ลำดับนั้นพระยาช้าง คิดว่า นี้แล เป็นโอกาสช่องว่างของมัน จึงยัน

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 38 (เล่ม 32)

เท้าข้างหนึ่งไว้ โดยอาการที่ถูกหนีบอยู่นั่นแล ยกเท้าที่ ๒ ขึ้น เหยียบ
กระดองหลังปูนั้น ทำให้แหละละเอียด กระชากปูนั้นเหวี่ยงขึ้นบนฝั่ง.
ลำดับนั้น ช้างทั้งหมดชุมนุมกันทำปูนั้นให้แหลกละเอียดด้วยคิดว่า
มันเป็นไพรีของพวกเรา. เสียงของหญิง ครอบงำจิตของปูทองด้วย
ประการฉะนี้ก่อน.
ฝ่ายนกยูงทอง เข้าไปยังป่าหิมพานต์ อาศัยชัฏแห่งภูเขาใหญ่อยู่
แลดูดวงอาทิตย์ ในเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อจะ
กระทำการรักษาตนจึงกล่าวอย่างนี้ว่า
พระอาทิตย์ เป็นดวงตาโลก เป็นราชาเอก
มีสีเหลืองดังทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว
อุทัยขึ้นมา ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้า ขอนอมน้อม
พระอาทิตย์นั่นซึ่งมีสีเหลืองดังทอง ทำพื้น
แผ่นดินให้สว่างไสว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้
อันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุข
ตลอดวัน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้จบเวท
ในธรรมทั้งปวง ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพราหมณ์
เหล่านั้น และพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น โปรด
รักษาข้าพเจ้าด้วย ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จง
มีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของ
ข้าพเจ้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อม
ของข้าพเจ้า จงมีแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว ความ

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 39 (เล่ม 32)

นอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่วิมุตติ (ธรรมเครื่อง
หลุดพ้น).
นกยูงนั้น ได้กระทำปริตร อันนี้แล้ว จึงเที่ยวแสวงอาหาร.
นกยูงทองนั้น เที่ยวหากินตลอดวัน ในเวลาเย็นจึงเข้าไปที่อยู่
จึงแลดูดวงพระอาทิตย์ ซึ่งอัสดงคต ได้กล่าวชมเชยอย่างนี้ว่า
พระอาทิตย์เขนดวงตาโลก เป็นราชาเอก มีสี
เหลืองดังทอง ทำพื้นแผ่นดินให้สว่างไสว ย่อม
อัสดงคตไป ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อม
พระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเหลืองดังสีทอง ทำพื้น
แผ่นดินให้สว่างไสว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อัน
ท่านคุ้มครองแล้ว ในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอด
คืน พราหมณ์เหล่าใด ผู้จบแวทในธรรมทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอนอบน้อม พราหมณ์เหล่านั้น และ
พราหมณ์เหล่านั้น โปรดรักษาข้าพเจ้าด้วย
ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระ-
โพธิญาณ ความนอบน้อมของข้าพเจ้า จงมีแด่
ท่านผู้หลุดพ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของ
ข้าพเจ้า จงมีแด่วิมุตติ (ธรรนเครื่องหลุดพ้น)
นกยูงนั้นได้กระทำปริตรนี้แล้วจึงสำเร็จการอยู่แล.
นกยูงนั้น ยับยั้งอยู่ตลอด ๗๐๐ ปี โดยทำนองนี้นั้นแล อยู่มาวันหนึ่ง

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 40 (เล่ม 32)

ได้ยินเสียงนางนกยูง ก่อนแต่การกระทำปริตร ไม่ยอมระลึกการ
กระทำปริตร จึงติดบ่วงของนายพราน ที่พระราชาส่งไป เสียงของ
หญิง ครอบงำจิตของนกยูงทองตั้งอยู่ ด้วยประการฉะนี้แล. ได้ยินว่า
ภิกษุหนุ่มผู้อยู่ที่ฉาตกบรรพต และภิกษุหนุ่มผู้อยู่ที่สุธามุณฑกวิหาร
ได้ยินเสียงของหญิงย่อยยับไปแล้ว แล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อิตฺถิคนฺโธ ได้แก่
คันธายตนะ ของหญิงมีสมุฏฐาน ๔. กลิ่นกายของหญิงนี้นั้น ย่อมเหม็น
แต่กลิ่นเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นภายนอก ที่ชโลมกายท่านประสงค์
เอาในที่นี้. จริงอยู่หญิงบางคนมีกลิ่นเหมือนกลิ่นม้า บางคนมีกลิ่น
เหมือนกลิ่นแพะ บางคนมีกลิ่นเหมือนเหงื่อไคล บางคนมีกลิ่นเหมือน
กลิ่นเลือด คนโง่บอดบางคน รักใคร่ในหญิงเห็นปานนั้น นั่นแล. ส่วน
กลิ่นจันทน์ ฟุ้งออกจากกาย และกลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของ
หญิง นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ์ กลิ่นนี้ไม่มีแก่หญิงทุกจำพวก
เฉพาะกลิ่นเครื่องประเทืองผิวเป็นต้นภายนอก ท่านประสงค์เอาในที่นี้
ส่วนสัตว์เดียรัจฉาน มีช้าง ม้า และโคเป็นต้น ย่อมเดินไปได้สิ้นทาง ๑
โยชน์ ๒ โยชน์ ๓ โยชน์ และ ๔ โยชน์ ตามกลิ่นระดูของสัตว์
เดียรัจฉานตัวเมีย. ไม่ว่ากลิ่นกายหญิง หรือกลิ่นเครื่องนุ่งห่มที่หญิงนุ่ง

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 41 (เล่ม 32)

เครื่องประเทืองผิวที่หญิงลูบไล้ เครื่องประดับและระเบียบดอกไม้.
เป็นต้น ของหญิงก็ตามที ทั้งหมด พึงทราบว่า กลิ่นหญิงทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อิตฺถิรโส ได้แก่
รสายตนะของหญิง มีสมุฏฐาน ๔ ก็พระจูฬาภยเถระ ผู้ทรงพระไตร-
ปิฎก กล่าวว่า รสนี้ใดจะเป็นรสแห่งการฟัง หรือรสแห่งการบริโภค
ด้วยอำนาจการรับใช้เป็นต้นของหญิง รสนี้ ชื่อว่ารสของหญิง.
ก็รสน้ำลายที่เปื้อนเนื้อริมฝีปากเป็นต้นของหญิง แม้แต่รสแห่งข้าวต้ม
และข้าวสวยเป็นต้น ที่เธอให้แก่สามี ทั้งหมดนี้พึงทราบว่ารสแห่ง
หญิงเหมือนกัน. จริงอยู่ สัตว์เป็นอันมากถือเอาของอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่หญิงแม่บ้านให้ด้วยมือของตนเท่านั้น ว่าเป็นของอร่อย ถึงความ
พินาสไปแล้ว แล.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๔

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 42 (เล่ม 32)

อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อิตฺถิโผฏฺฐพฺโพ
ความว่า สัมผัสกายของหญิง สัมผัสแม้ของผ้า เครื่องประดับ และ
ระเบียบดอกไม้เป็นต้น ที่อยู่กับตัวหญิง พึงทราบว่าโผฏฐัพพะหญิง
ทั้งนั้น. ก็ผัสสะ ทั้งหมดนั้น ย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือน
ผัสสะที่เป็นวิสภาคารมณ์ (อารมณ์ที่เป็นข้าศึก) ของภิกษุหนุ่มผู้
กำลังสาธยายเป็นคณะอยู่ที่ลานแห่งมหาเจดีย์.
ดังนั้น พระศาสดา จึงถือเอาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นอย่าง
หนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งอาสยะ (อัธยาศัย) และอนุสัย (กิเลศที่นอนเนื่อง
ในสันดาน) ของสัตว์ทั้งหลาย จึงตรัสว่า เรามองไม่เห็น อารมณ์อื่นเช่นนี้.
เหมือนอย่างว่า รูปหญิงย่อมเข้าถึงจิตตุปบาทของบุรุษผู้หนักในรูป
ย่อมพัวพัน ให้เมา ให้มัวเมา ให้หลง ให้ลุ่มหลง ฉันใด เสียงเป็นต้น
ที่เหลือ หาเป็นฉันนั้นไม่. อนึ่ง เสียงเป็นต้น ย่อมเข้าถึงจิตตุปบาทของ
บุรุษผู้หนักในเสียงเป็นต้น ฉันใด๑ อารมณ์มีรูปเป็นต้นหาเป็นฉันนั้นไม่
เพราะบรรดาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น อารมณ์เดียวเท่านั้น ย่อม
ครอบงำจิตของบุรุษบางคน. สำหรับบุรุษบางคน ๒ อารมณ์บ้าง
๓ อารมณ์บ้าง ๔ อารมณ์บ้าง ๕ อารมณ์บ้าง ครอบงำจิต. ดังนั้น
๑. ปาฐะว่า ตถา เสสา สทฺทาทโย ฯ ยถา จ สทฺทาทิครุกานํ สทฺทาทโย ตถา รูปาทีนิ
อารมฺมณหิ พม่าเป็น น ตถา เสสา สทฺทาทโย. ยถา จ สทฺทาทิครุกานํ สทฺทาทโย, น ตถา
รูปาทีนิ อารมฺมณานิ. แปลตามพม่า

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 43 (เล่ม 32)

สูตรทั้ง ๕ สูตรนี้ พระองค์ตรัสแล้ว ด้วยอำนาจบุคคลผู้หนักในอารมณ์
๕ อย่าง ไม่ตรัสด้วยอำนาจปัญจครุกชาดก. ส่วนปัญจครุกชาดก ก็ควร
นำมากล่าว เพื่อเป็นพยาน. จริงอยู่ ในชาดกนั้น เมื่อพวกอมนุษย์พากัน
จัดร้านตลาดกลางทางกันดาร บรรดาสหาย ๕ คนของมหาบุรุษ
สหายผู้หนักในรูป ติดอยู่ในอารมณ์ ถึงความย่อยยับ ผู้หนักในเสียง
เป็นต้น ติดอยู่ในสัททารมณ์เป็นต้น ก็ถึงความย่อยยับ. เรื่องที่เป็น
อดีต ควรนำมากล่าวเพื่อเป็นพยาน
ก็พระสูตรทั้ง ๕ นี้ พระองค์ตรัสด้วยอำนาจบุคคลผู้หนัก
ในอารมณ์ ๕ อย่างเท่านั้น ก็เพราะเหตุที่ไม่ใช่แต่ผู้ชายอย่างเดียว
เท่านั้น เป็นผู้หนักในอารมณ์ทั้ง ๕ แม้หญิงก็เป็นผู้หนักเหมือนกัน
ฉะนั้น พระองค์จงตรัส พระสูตร ทั้ง ๕ อีก ด้วยอำนาจหญิงผู้หนัก
ในอารมณ์แม้เหล่านั้น. เนื้อความแห่งพระสูตรแม้นั้น พึงทราบโดย
นัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
แม้บรรดาเรื่องทั้งหลาย ในสูตรที่ ๑ พึงทราบเรื่องของสนม
ของมหาราชา ผู้มองดูภิกษุหนุ่ม ซึ่งยืนอยู่ที่ประตูแห่งโลหปราสาท
แล้วก็ตายไป เรื่องนั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วตอนต้นนั่นแล.
ในสูตรที่ ๒ พึงทราบเรื่องหญิงผู้อาศัยรูปเลียงชีพในกรุง
สาวัตถี. เล่ากันมาว่า นักดีดพิณ ชื่อว่า คุตติละ ได้ส่งทรัพย์ ๑,๐๐๐
ไปให้หญิงคนหนึ่ง นางกลับเย้ยหยัน ไม่ปรารถนาจะรับ เขาคิดว่า
เราจักทำสิ่งที่ควรทำในเรื่องนี้ เวลาจวนจะเย็น จึงแต่งตัวนั่งที่ประตู

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 44 (เล่ม 32)

แห่งหนึ่งตรงหน้าเรือนของนาง ขึ้นสายพิณเหมาะเจอะดีแล้ว จึงขับร้องคลอ
ไปกับเสียงพิณ. หญิงนั้นได้ยินเสียงเพลงขับของเขา คิดว่า เราจัก
ไปหาเขาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ด้วยความสำคัญว่า ประตู ก็พลัดตก
ลงไปถึงสิ้นชีวิต.
ในสูตรที่ ๓ พึงทราบ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากพระกาย และ
กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์ เรื่องนี้ควร
นำมาแสดง ก็ในข้อนี้พึงทราบเรื่อง ดังต่อไปนี้ :-
เล่ากันมาว่า สามีของธิดาแห่งกุฏุมพีผู้หนึ่ง ในกรุงสาวัตถี
ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา คิดว่า เราเป็นคฤหัสถ์ ไม่
สามารถจะบำเพ็ญธรรมนี้ได้ จึงบวชในสำนักของพรูปิณฑปาติก
เถระ (พระเถระผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) รูปหนึ่ง. ครั้งนั้น พระเจ้า-
ปเสนทิโกศล ทรงทราบภรรยาของเขาว่า หญิงผู้นี้ไม่มีสามี จึงโปรดให้
คนนำมาอยู่ในพระราชวัง วันหนึ่ง ทรงถือเอากำดอกอุบลบัวขาบกำหนึ่ง
เสด็จเข้าไปในพระราชวัง โปรดให้ประทานดอกอุบลแก่หญิงคนละดอก.
เมื่อแบ่งกันอยู่ ดอกอุบล ๒ ดอก ได้ถึงมือของหญิงนั้น. หญิงนั้น แสดง
อาการร่าเริง สูดมแล้วก็ร่ำไห้. พระราชาทรงเห็นอาการทั้ง ๒ ของนาง
จึงรับสั่งให้เรียกนางมาตรัสถาม. ฝ่ายนางกราบทูลเหตุที่ตนยินดี และร้องไห้
ให้ทรงทราบ. แม้เมื่อนางกราบทูลถึงครั้งที่ ๓ พระราชาไม่ทรงเชื่อ วัน
รุ่งขึ้น จึงรับสั่งให้คนขนเอาของหอม ที่มีกลิ่นอย่างดี มีระเบียบดอกไม้
และเครื่องลูบไล้เป็นต้นทุกอย่าง ในพระราชนิเวสน์ออกไป ให้ปู
อาสนะสำหรับภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายมหาทาน

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 45 (เล่ม 32)

แด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในเวลาเสร็จภัตกิจ ตรัส
ถามหญิงนั้นว่า พระเถระรูปไหน เมื่อนางกราบทูลว่า รูปนี้ ทรงทราบ
แล้วถวายบังคมพระศาสดา แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
ภิกษุสงฆ์จงไปกับพระองค์ พระเถรรูปโน้น ของข้าพระองค์จัก
กระทำอนุโมทนา. พระศาสดาเว้นภิกษุรูปนั้นไว้ แล้วเสด็จไปยัง
พระวิหาร. พอพระเถระเริ่มกล่าวอนุโมทนา ทั่วพระราชนิเวสน์
เป็นเหมือนเต็มไปด้วยกลิ่นหอม. พระราชาทรงเลื่อมใสว่า นางพูด
จริงทีเดียว วันรุ่งขึ้นจึงถามถึงเหตุนั้นกะพระศาสดา. พระศาสดา
ตรัสบอกว่า ในอดีตกาล ภิกษุรูปนี้ฟังธรรมกถา เปล่งสาธุการว่า
สาธุ สาธุ ไม่ขาดสาย ได้ฟังโดยเคารพ ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุนั้น
ได้อานิสงส์นี้มีการเปล่งสาธุการนั้นเป็นมูล
ในเวลาฟังแสดงพระสัทธรรม เมื่อภิกษุนั้น
กล่าวว่า สาธุ สาธุ กลิ่นหอมเกิดจากปาก ฟุ้งไป
เหมือนกลิ่นดอกอุบล ฉะนั้น.
คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล ในวรรคนี้ท่านกล่าวแต่
เรื่องทั้งนั้น. บาลีว่าด้วยรูปจบ.
จบ อรรถกถาสูตรที่ ๕
จบ อรรถกถารูปาทิวรรคที่ ๑

45