ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 16 (เล่ม 32)

อรรถปฎิสัมภิทาและปฎิภาณปฎิสัมภิทาของตน ด้วยคำอันแสดงถึง
ความรู้แจ้งด้วยประการต่าง ๆ ด้วยคำว่า เอวํ นี้. แสดงสภาวะแห่ง
สมบัติคือ ธรรมปฏิสัมภิทา และนิรุตติสัมภิทา ด้วยคำอันแสดง
ความถึงความรู้แจ้งประเภทแห่งธรรมที่ควรฟังด้วยคำว่า สุตํ นี้.
พระเถระเมื่อกล่าวถึงคำอันแสดงโยนิโสมนสิการนี้ว่า เอวํ ย่อมแสดง
ว่า ธรรมเหล่านี้ เราเพ่งพินิจแล้วด้วยใจ ขบคิดดีแล้วด้วยทิฏฐิ พระ
เถระเมื่อกล่าวถึงคำอันแสดงการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการฟังนี้ว่า
สุตํ ย่อมแสดงว่า ธรรมเป็นอันมาก เราฟังแล้ว ทรงจำแล้ว คล่องปาก
แล้ว แม้ด้วยคำทั้ง ๒ นั้น พระเถระเมื่อแสดงความบริบูรณ์ แห่งอรรถ
และพยัญชนะ จึงทำให้เกิดความเอื้อเฟื้อในการฟัง. จริงอยู่ บุคคล
เมื่อไม่ฟังธรรมที่บริบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ด้วยความเอื้อเฟื้อ
ย่อมเหินห่างจากประโยชน์เกื้อกูลเป็นอันมาก เพราะฉะนั้น ควร
ทำความเอื้อเฟื้อให้เกิดแล้ว ฟังธรรมโดยความเคารพเถิด.
อนึ่งด้วยคำทั้งสิ้นว่า เอวมฺเม สุตํ นี้ ท่านพระอานนท์ เมื่อไม่ตั้ง
ธรรมที่ตถาคตประกาศแล้วไว้กับตน ชื่อว่าก้าวล่วงภูมิอสัตบุรุษ
เมื่อปฎิญญาความเป็นพระสาวก ชื่อว่าหยั่งลงสู่ภูมิสัตบุรุษ. อนึ่ง
ทำจิตให้ออกจากอสัทธรรม ชื่อว่า ตั้งจิตไว้ในสัทธรรม. เมื่อแสดงว่า
อ้างอิงพระดำรัสของพระชินเจ้า ชื่อว่า ดำรงธรรมเนตติไว้ (เนตติ
คือ ชักนำสัตว์ในประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกหน้า และปรมัตถ-
ประโยชน์ ตามควร)
อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์เมื่อไม่ปฏิญาณว่าธรรมนั้นตนทำ
ให้เกิดขึ้น จึงไขคำเบื้องต้นว่า เอวมฺเม สุตํ กำจัดความไม่มีศรัทธา

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 17 (เล่ม 32)

ทำสัทธาสมบัติให้เกิดขึ้นในธรรมนี้ แก่เทวดาและมนุษย์ทุกเหล่าว่า
พระดำรัสนี้เรารับแล้ว ในที่เฉพาะพระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น ผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ผู้ทรงไว้ซึ่งพลญาณ
ผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันประเสริฐ. ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดกว่าสัตว์
ทั้งปวง ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ผู้เป็นพระธรรมราชา เป็นธรรมาธิบดี ผู้มี
ธรรมเป็นปทีป ผู้มีธรรมเป็นที่พึง ผู้หมุนล้อคือพระสัทธรรมอัน
ประเสริฐ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงไม่ควรทำความสงสัยหรือความ
เคลือบแคลงในอรรถ ธรรม บท หรือพยัญชนะ ในคำนี้ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า
วินาสยติ อสฺสทฺธํ สทฺธํ วฑฺเฒติ สาสเน
เอวมฺเม สุตมิจฺเจวํ วทํ โคตมสาวโก
สาวกของพระโคดม เมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า
เอวมฺเม สุตํ ชื่อว่าทำความไม่มีศรัทธาให้พินาศ
ทำศรัทธาในพระศาสนาให้เจริญ
ศัพท์ว่า เอกํ แสดงการกำหนดจำนวน ศัพท์ว่า สมยํ
แสดงกาลที่กำหนดไว้แล้ว คำว่า เอกํ สมยํ เป็นคำแสดงเวลาไม่
แน่นอน สมยศัพท์ ในคำว่า เอกํ สมยํ นั้น ใช้ในสมวายะ
พร้อมเพรียง ๑ ขณะ ๑ กาล ๑ สมุหะ ชุมนุม ๑ เหตุ ๑ ทิฏฐิ
ความเห็น ๑ ปฏิลาภะ การได้เฉพาะ ๑ ปหานะ การละ ๑ ปฏิเวธ
การแทงตลอด ๑.

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 18 (เล่ม 32)

จริงอย่างนั้น สมย ศัพท์ มีอรรถว่า สมวายะ พร้อมเพรียง
ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อปฺเปว นาม เสฺวปิ อุปสงฺกเมยฺยาม กาลญฺจ
สมยญฺจ อุปาทาย ถ้ากระไร แม้พรุ่งนี้ เราทั้งหลาย พึงอาศัยกาละ
และความพร้อมเพรียงกันเข้าไป.
มีอรรถว่า ขณะ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า เอโก จ โข ภิกฺขเว
ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย ภิกษุทั้งหลาย ขณะ และสมัยหนึ่ง
มีเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์แล.
มีอรรถว่า กาล ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อุณฺหสมโย ปริฬาหสมโย
คราวร้อน คราวกระวนกระวาย.
มีอรรถว่า สมุหะ ประชุม ในคำมีอาทิอย่างนี้ มหาสมโย
ปวนสฺมึ ประชุมใหญ่ในป่าใหญ่. มีอรรถว่า เหตุ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า
สมโย ปิ โข เต ฯ เป ฯ อปฺปฏิวิทฺโธ อโหสิ แม้เหตุแล ได้เป็นเหตุ
ที่เธอไม่รู้แจ้งว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล เสด็จอยู่ในกรุงสาวัตถี.
แม้พระองค์จักทรงทราบเราว่า ภิกษุชื่อภัททาลิ มิใช่ผู้มีปกติทำให้
บริบูรณ์ ด้วยสิกขาในศาสนาของพระศาสดา ดูก่อนภัททาลิ เหตุ
แม้นี้แลได้เป็นเหตุที่เธอไม่รู้แจ้งแล้ว.
มีอรรถว่า ลัทธิ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า เตน โข ปน สมเยน
ฯ เป ฯ สมยปฺปวาทเก ติณฺฑุกาจิเร เอกสาลเก มลฺลิกาย อาราเม
ปฏิวสติ ก็สมัยนั้นแล ปริพาชก ชื่ออุคคาหมานะ บุตรของสมณ
มุณฑิกา อาศัยอยู่ในอารามของพระนางมัลลิกา มีศาลาหลังเดียว
มีต้นมะพลับเรียงราย อันเป็นที่สอนลัทธิ.

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 19 (เล่ม 32)

มีอรรถว่าได้เฉพาะ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า
ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺ-
ปรายิโก อตฺถาภิสมายา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ เราเรียกว่าบัณฑิต
เพราะการได้เฉพาะซึ่งประโยชน์ทั้งภพนี้และ
ภพหน้า.
มีอรรถว่า ปหานะ ละ ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า สมฺมามานาภิสมยา
อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส ภิกฺนี้ได้กระทำที่สุดทุกข์ เพราะละมานะ
โดยชอบ.
มีอรรถว่า ปฏิเวธ แทงตลอด ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ทุกฺขสฺส
ปีฬนฏฺโฐ ฯลฯ วิปริณามฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ ทุกข์ มีอรรถว่าบีบคั้น
ปรุงแต่ง เร่าร้อน แปรปรวน แทงตลอด.
แต่ในที่นี้ สมยศัพท์นั้น มีอรรถว่า กาล.
ด้วยคำนั้น พระเถระแสดงว่า สมัยหนึ่ง ในบรรดาสมัยทั้งหลาย
อันเป็นประเภทแห่งกาล เป็นต้นว่า ปี ฤดู เดือน กึ่งเดือน กลางคืน
กลางวัน เช้า เที่ยง เย็น ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม และครู่.
ในคำว่า เอกํ สมยํ นั้น บรรดาสมัย มีปีเป็นต้นเหล่านั้น พระ-
สูตรใด ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในปี ฤดู เดือน ปักษ์ ส่วนแห่ง
ราตรี ส่วนแห่งวันไร ๆ ทั้งหมดนั้น พระเถระรู้ดีแล้ว กำหนดดีแล้ว

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 20 (เล่ม 32)

ด้วยปัญญาแม้โดยแท้ ถึงอย่างนั้น เมื่อพระเถระกล่าวไว้อย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า ในปีโน้น ฤดูโน้น เดือนโน้น ปักษ์
โน้น กาลอันเป็นส่วนแห่งราตรีโน้น ส่วนแห่งวันโน้น ใคร ๆ ก็ไม่
สามารถจะทรงจำได้หรือแสดงได้ หรือให้ผู้อื่นแสดงได้โดยง่าย
และเป็นเรื่องที่ต้องกล่าวมาก ฉะนั้นท่านจึงประมวลเนื้อความนั้น
ไว้ด้วยบทเดียวเท่านั้น แล้วกล่าวว่า เอกํ สมยํ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระอานนท์ย่อมแสดงว่า สมัยของพระผู้
มีพระภาคเจ้า เป็นประเภทของกาลมิใช่น้อยที่เดียว ที่ปรากฏมากมาย
ในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ คือ สมัยเสด็จก้าวลง
สู่พระครรภ์ สมัยประสูติ สมัยทรงสลดพระทัย สมัยเสด็จออกผนวช
สมัยทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา สมัยทรงชนะมาร สมัยตรัสรู้ สมัย
ประทับเป็นสุขในทิฏฐธรรม สมัยตรัสเทศนา สมัยเสด็จปรินิพพาน
เหล่านี้ใด ในบรรดาสมัยเหล่านั้น สมัยหนึ่ง คือสมัยตรัสเทศนา
อนึ่ง ในบรรดาสมัยแห่งญาณกิจ และกรุณากิจ สมัยแห่ง
กรุณากิจนี้ใด ในบรรดาสมัยทรงบำเพ็ญประโยชน์พระองค์และ
ทรงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น สมัยทรงบำเพ็ญประโยชน์อื่นนี้ใด
ในบรรดาสมัยแห่งกรณียะทั้งหลายแก่ผู้ประชุมกัน สมัยตรัสธรรมี-
กถานี้ใด ในบรรดาสมัยแห่งเทศนาและปฏิบัติ สมัยแห่งเทศนานี้ใด
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า สมัยหนึ่ง ดังนี้ หมายถึงสมัยใดสมัยหนึ่ง
ในบรรดาสมัยทั้งหลายแม้เหล่านั้น.
ถามว่า ก็เหตุไร ในพระสูตรนี้ท่านจึงทำนิเทศด้วยทุติยา-
วิภัตติว่า เอกํ สมยํ ไม่การทำเหมือนอย่างในพระอภิธรรม ซึ่ง

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 21 (เล่ม 32)

ท่านได้ทำนิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ และใน
สุตบทอื่น ๆ จากพระอภิธรรมนี้ ก็ท่านิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติว่า
ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมทิ ส่วนในพระวินัยท่านทำ
นิเทศด้วยตติยาวิภัตติว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ?
ตอบว่า เพราะในพระอภิธรรมและพระวินัยนั้น มีอรรถเป็น
อย่างนั้น ส่วนในพระสูตรนี้มีอรรถเป็นอย่างอื่น.. จริงอยู่ บรรดา
ปิฎกทั้ง ๓ นั้น ในพระอภิธรรมและในสุตตบทอื่นจากพระอภิธรรมนี้
ย่อมสำเร็จอรรถแห่งอธิกรณะและอรรถแห่งการกำหนดภาวะด้วย
ภาวะ. ก็อธิกรณะ. คือสมัยที่มีกาลเป็นอรรถและมีประชุมเป็นอรรถ
และภาวะแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น ท่านกำหนดด้วยภาวะแห่งสมัย
กล่าวคือขณะความพร้อมเพรียงและเหตุแห่งธรรมมีผัสสะเป็นต้น
ที่ตรัสไวในพระอภิธรรมและสุตตบทอื่นนั้น ๆ เพราะฉะนั้นเพื่อส่อง
อรรถนั้น ท่านจึงท่านิเทศด้วยสัตตมีวิภัตติในพระอภิธรรมและใน
สุตตบทอื่นนั้น. ส่วนในพระวินัย ย่อมสำเร็จอรรถแห่งเหตุแลอรรถ
แห่งกรณะ. จริงอยู่ สมัยแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบทนั้นใด แม้
พระสาวกมีพระสารีบุตรเป็นต้น ก็ยังรู้ยาก โดยสมัยนั้นอันเป็นเหตุ
และเป็นกรณะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงบัญญัติสิกขาบททั้งหลาย
และทรงพิจารณาถึงเหตุแห่งการทรงบัญญัติสิกขาบท ได้ประทับ
อยู่ในที่นั้น ๆ เพราะฉะนั้น เพื่อส่องความข้อนั้น ท่านจึงทำนิเทศ
ด้วยตติยาวิภัตติในพระวินัยนั้น. ส่วนในพระสูตรนี้และพระสูตรอื่น
ที่มีกำเนิดอย่างนี้ ย่อมสำเร็จอรรถแห่งอัจจันตะสังโยคะ จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรนี้ หรือพระสูตรอื่น ตลอด

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 22 (เล่ม 32)

สมัยใด เสด็จประทับอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่คือกรุณา ตลอด
สมัยนั้นทีเดียว. เพราะฉะนั้นเพื่อส่องความข้อนั้น ท่านจึงทำนิเทศ
ด้วยทุติยาวิภัตติในพระสูตรนี้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถา
ประพันธ์ไว้ดังนี้ว่า
ท่านพิจารณาอรรถนั้น ๆ กล่าวสมยศัพท์
ในปิฎกอื่นด้วยสัตตมีวิภัตติและตติยาวิภัตติ แต่
ในพระสุตตันตปิฎกนี้ กล่าวสมยศัพท์นั้นด้วย
ทุติยาวิภัตติ.
ก็พระโบราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า นี้ต่างกันแต่เพียง
โวหารว่า ตสฺมึ สมเย บ้าง เตน สมเยน บ้าง ตํ สมยํ บ้าง ในที่
ทุกแห่ง มีอรรถเป็นสัตตมีวิภัติทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แม้ท่านกล่าวว่า
เอกํ สมยํ ก็พึงทราบเนื้อความว่า เอกสฺมึ สมเย (ในสมัยหนึ่ง)
บทว่า ภควา เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ. จริงอยู่ คนทั้งหลาย
เรียกครูในโลกว่า ภควา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ เป็นครูของสัตว์
ทั้งปวง เพราะเป็นประเสริฐพิเศษโดยคุณทั้งปวง เพราะฉะนั้น
พึงทราบพระองค์ว่า ภควา. แม้พระโบราณาจารย์ทั้งหลายก็กล่าวไว้ว่า
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐ คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ควรแก่
ความเคารพโดยฐานครู เพราะเหตุนั้น บัณฑิต
จึงขนานพระนามว่า ภควา.

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 23 (เล่ม 32)

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความแห่งบทนั้น โดยพิสดาร
ด้วยอำนาจแห่งคาถานี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นผู้มีโชค ทรง
หักกิเลส ทรงประกอบด้วยภคธรรม ทรงจำแนก
แจกธรรม ทรงน่าคบ และทรงคายกิเลสเป็น
เครื่องไปในภพทั้งหลายเสียได้ เพราะเหตุนั้น
ทรงพระนามว่า ภควา
เนื้อความนั้น กล่าวไว้แล้ว โดยพิสดารในพุทธานุสสตินิเทศ
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นแล.
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ พระเถระเมื่อแสดงธรรมตามที่ฟังมา
จึงกระทำพระสรีระคือพระธรรม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์
ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในสูตรนี้. ด้วยคำนั้น พระเถระชื่อว่า ปลอบโยน
คนผู้รันทด เพราะไม่ได้เห็นพระศาสดาว่า ปาพจน์ (ธรรม และวินัย)
นี้ ชื่อว่ามีศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้ พระธรรมวินัยนี้ เป็นศาสดา
ของท่านทั้งหลาย. ด้วยคำว่า เอกํ สมยํ ภควา พระเถระ เมื่อจะแสดงว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีอยู่ในสมัยนั้น ชื่อว่ายกการปรินิพพาน ทาง
รูปกายให้เห็น ด้วยคำนั้น พระเถระจึงทำผู้มัวเมา เพราะความเมา
ในชีวิตให้เกิดความสังเวช และทำให้คนนั้นเกิดความอุตสาหะ ในพระ-
สัทธรรมว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณ มีพระ
วรกายเสมอด้วยรางเพชร ผู้ทรงแสดงอริยธรรม ชื่ออย่างนี้ ยังปริ-

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 24 (เล่ม 32)

นิพพาน คนอื่นใครเล่าจะพึงให้เกิดความหวังในชีวิต และพระเถระเมื่อ
กล่าวว่า เอวํ ชื่อว่าชี้เทศนาสมบัติ (สมบัติคือการแสดง). กล่าวว่า
เม สุตํ ชื่อว่าชี้ถึงสาวกสมบัติ (สมบัติของสาวก). กล่าวว่า เอกํ สมยํ
ชื่อว่าชี้ถึงกาลสมบัติ (สมบัติคือเวลา) กล่าวว่า ภควา ชื่อว่าชี้ถึง
เทสกสมบัติ (สมบัติคือผู้แสดง).
บทว่า สาวตฺถิยํ ได้แก่ ใกล้นครชื่ออย่างนี้. ก็คำว่า สาวตฺถิยุํ
นี้ เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถว่าใกล้. บทว่า วิหรติ นี้ เป็นบทแสดง
ความพรั่งพร้อมแห่งการอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอิริยาบถ-
วิหาร ทิพวิหาร พรหมวิหาร และอริยวิหาร โดยไม่แปลกกัน. แต่
ในที่นี้แสดงการประกอบพร้อมด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา
อิริยาบถ ต่างโดย ยืน เดิน นั่ง ละนอน ด้วยบทว่า วิหรติ นั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับยืนก็ดี เดินก็ดี นั่งก็ดี บรรทมก็ดี บัณฑิตพึงทราบ
ว่าประทับอยู่ทั้งนั้น. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงตัดขาด
ความลำบากแห่งอิริยาบถหนึ่ง ด้วยอิริยาบถหนึ่ง ทรงนำไปคือทำ
อัตภาพให้เป็นไป ไม่ให้ทรุดโทรม เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์
จึงกล่าวว่า วิหรติ (ประทับอยู่).
บทว่า เชตวเน ได้แก่ ในสวนของพระราชกุมาร พระนามว่า
เชต สวนนั้น พระราชกุมารพระนามว่า เชต นั้น ได้ปลูกต้นไม้ให้
เจริญงอกงาม รักษาไว้อย่างดี และพระองค์ได้เป็นเจ้าของสวนนั้น
เพราะฉะนั้น สวนนั้น จึงนับว่า เชตวัน.ในพระเชตวันนั้น.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 25 (เล่ม 32)

บทว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ความว่า อารามอันนับว่า
ของท่านอนาถบิณฑิกะ เพราะเป็นอารามที่คฤหบดีนามว่า อนาถ-
บิณฑิกะ มอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดย
บริจาคทรัพย์เป็นเงิน ๕๔ โกฏิ ก็ในที่นี้ ความสังเขปมีเพียงเท่านี้.
ส่วนความพิสดาร กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาสัพพาสวสูตร
อรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนี ในข้อนั้น หากมีคำถามสอด
เข้ามาว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถีก่อน.
พระเถระก็ไม่ควรกล่าวว่า พระวิหารชื่อว่า เชตวัน ถ้าพระองค์
ประทับอยู่ในพระเชตวันนั้น ก็ไม่ควรกล่าวว่า ใกล้กรุงสาวัตถี.
ความจริง ใคร ๆ ไม่อาจจะอยู่ได้ในที่ ๒ แห่ง พร้อมคราวเดียวกัน
แก้ว่า ข้อนั้น ไม่พึงเห็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้กล่าวไว้แล้ว
มิใช่หรือว่า คำว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถว่าใกล้
เพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระวิหาร
ชื่อว่าเชตวัน ที่อยู่ใกล้กรุงสาวัตถี ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ประทับ
อยู่ในพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถี เหมือนฝูงโคเที่ยว
หากินใกล้แม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมุนา เป็นต้น เขาก็เรียกว่า เที่ยว
หากินใกล้แม่น้ำคงคา ใกล้แม่น้ำยมุนา ฉะนั้น. จริงอยู่ การกล่าวถึง
กรุงสาวัตถี ของท่านพระอานนท์นั้น ก็เพื่อแสดงโคจรคาม การกล่าว
ถึงสถานที่ที่เหลือ ก็เพื่อแสดงสถานที่เป็นที่อาศัย อันสมควรแก่
บรรพชิต ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า สาวตฺถิยํ ท่านพระอานนท์ แสดง
การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำการอนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์.
แสดงการกระทำอนุเคราะห์แก่บรรพชิต ด้วยการระบุถึงพระเชตวัน

25