ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 510 (เล่ม 31)

ตระกูลที่มั่งคั่งไร ๆ นั่นเทียว กล่าวว่า พวกท่านจงถือเอาถาดทองเถิด
เมื่อพวกเขาสอบถามถึงราคา ก็ทำทีเป็นเหมือนจะให้ถาดใบที่มีค่ามากกว่า
ลำดับนั้น เมื่อพวกเขากล่าวว่า จะรู้ว่าถาดเหล่านี้เป็นทองได้อย่างไร จึงกล่าวว่า
จงเลือกถือเอาเถิด แล้วก็สีถาดทองลงที่หินให้ถาดทั้งหมดแล้วไป.
การโกงด้วยเครื่องนับมี ๓ บ่ระเภท ด้วยอำนาจประเภทแห่งหทยะ
ประเภทแห่งยอด และประเภทแห่งเชือก. การโกงเหล่านั้น ประเภทแห่ง
หทยะ ย่อมได้ในเวลานับเนยใส และน้ำมันเป็นต้น ก็เมื่อจะถือวัตถุเหล่านั้นก็
กล่าวว่า จงค่อยๆ หยอด เพราะเครื่องนับเป็นรูข้างล่าง แล้วจึงให้ใหลเข้าไป
ในภาชนะเป็นอันมากถือเอา เมื่อจะให้ก็ปิดรูแล้วให้เต็มอย่างเร็วให้. ประเภท
แห่งยอด ย่อมได้ในเวลาตวงงาและข้าวสารเป็นต้น ก็เธอจะถือเอางาและ
ข้าวสารเป็นต้นเหล่านั้น จึงค่อย ๆ พูนให้สูงเป็นยอดถือเอา เมื่อจะให้ก็รีบ
ทำลายยอดเสียจึงให้. ประเภทแห่งเชือก ย่อมได้ในเวลาวัดนาและสวน
ก็เมื่อไม่ได้อะไร ๆ อยู่นาที่ไม่ใหญ่ก็วัดให้ใหญ่.
การทำเจ้าของมิให้เป็นเจ้าของแล้วรับสินบน ชื่อว่า การรับสินบน
ให้เหตุมีการรับสินบนเป็นต้น การหลอกลวงคนพวกอื่นด้วยอุบายเหล่านั้น
ชื่อว่า การหลอกลวง. ในข้อนั้นมีเรื่องหนึ่งนี้เป็นอุทาหรณ์.
ได้ยินว่า นายพรานคนหนึ่ง จับเนื้อและลูกเนื้อได้มาอยู่. นักเลงคน
หนึ่งจึงกล่าวกับเขาว่า ผู้เจริญ เนื้อราคาเท่าไร. ลูกเนื้อราคาเท่าไร และ
เมื่อนายพรานกล่าวว่า เนื้อสองกหาปณะ ลูกเนื้อหนึ่งกหาปณะ จึงให้เงิน
หนึ่งกหาปณะ ถือเอาลูกเนื้อแล้วกลับมากล่าวว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่ต้องการ
ลูกเนื้อ ท่านจงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า.
พราน. ถ้าอย่างนั้น แกจงให้สองกหาปณะ.

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 511 (เล่ม 31)

นักเลง. พ่อ ครั้งก่อน ข้าพเจ้าให้หนึ่งกหาปณะแล้วมิใช่หรือ.
พราน. เออ. ให้แล้ว.
นักเลง. เจ้าจงรับลูกเนื้อแม้นี้ นั้นเป็นกหาปณะหนึ่งอย่างนี้ และ
ลูกเนื้อนี้มีค่าหนึ่งกหาปณะ รวมแล้วเป็นสองกหาปณะ.
นายพรานนั้น กำหนดแล้วว่า เขากล่าวมีเหตุ จึงได้รับเอาลูกเนื้อ
แล้ว ให้เนื้อไปแล.
การทำของที่มิใช่สังวาลว่าเป็นสังวาล มิใช่แก้วมณี ว่าเป็นแก้วมณี
มิใช่ทอง ว่าเป็นทอง แล้วหลอกลวงด้วยของเทียม ด้วยอำนาจการประกอบ
หรือด้วยอำนาจมายา ชื่อว่า การโกง. การประกอบการโกง ชื่อว่าทำปลอม
คำว่า ทำปลอมนี้ เป็นชื่อแห่งการรับสินบนเป็นต้น เหล่านั้นนั่นเอง.
เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในบทนี้ว่า จากการรับสินบน จากการล่อลวง
จากการทำของปลอม นั่นแล. อาจารย์บางพวก แสดงเหตุอื่นแล้วย่อมกล่าวว่า
การเปลี่ยนแก่ผู้อื่น ชื่อว่า การทำปลอม. ก็คำนั้น ท่านสงเคราะห์เอาการล่อลวง
นั่นเอง.
การตัดมือเป็นต้น ชื่อว่า การตัด ในเหตุมีการตัดเป็นต้น. การให้ตาย
ชื่อว่า การฆ่า. การผูกด้วยเครื่องผูกคือเชือกเป็นต้น ชื่อว่า การผูก.
ชื่อว่า การตีชิงมี ๒ อย่าง คือ การตีชิงในเวลาหิมะตก ๑ การตีชิงด้วยการ
ปกปิดด้วยกอไม้ ๑. เวลาหิมะตก โจรทั้งหลายปกปิดด้วยหิมะ แล้วตีชิงคน
ที่หลงทาง นี้ ชื่อว่า การตีชิงในเวลาหิมะตก. โจรทั้งหลายปกปิดด้วยกอไม้
เป็นต้น แล้วตีชิง นี้ ชื่อว่า การตีชิงด้วยการปกปิดด้วยกอไม้. กระทำ
การปล้นหมู่บ้านและนิคมเป็นต้น ท่านเรียก การปล้น. การทำอย่างหยาบช้า
คือการเข้าไปในบ้านแล้ว ปักมีดที่อกของคนทั้งหลาย แล้วถือเอาสิ่งของที่ตน

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 512 (เล่ม 31)

ปรารถนา ชื่อว่า กรรโชก. เว้นจากการตัดและการกรรโชกนั้นอย่างนี้แล.
คำที่เหลือ ในบททั้งปวง มีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.
ขยายความอามกธัญญเปยยาลวรรค ในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ชื่อ
สารัตถปกาสินี จบแล้ว.
และจบการขยายความอรรถกถามหาวรรคแล.

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 513 (เล่ม 31)

นิคมกถา
ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ อรรถกถา ชื่อว่า สารัตถปกาสินี ใด
อันละเอียดอ่อน ที่ข้าพเจ้าผู้ปรารถนาความตั้งมั่น แห่งพระสัทธรรม ปรารภ
เพื่อทำการพรรณนาเนื้อความ แห่งสังยุตตวรนิกาย ที่มีอุปการะมากแก่นักบวช
ทั้งหลาย ผู้มีความรู้ที่ละเอียดอ่อนอันนำวิปัสสนามาให้. ก็อรรถกถาสารัตถปกา-
สินีนั้น ถือเอาสาระจากมหาอรรถกถาจบแล้ว อรรถกถาสารัตถปกาสินีนั้น
ข้าพเจ้ารจนาโดยภาณวาร โดยบาลีประมาณ ๗๘ คาถา แม้ปกรณ์วิเศษชื่อ
วิสุทธิมรรค มีประมาณ ๕๙ ภาณวาร ข้าพเจ้ารจนาให้เป็นที่มาแห่งพระสูตร
(อาคมานํ) เพื่อต้องการประกาศเนื้อความโดยภาณวารทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
อรรถกถานี้ กับปกรณ์วิเศษวิสุทธิมรรคนั้น โดยนับตามภาณวารเป็น ๑๓๗
หย่อนนิดหน่อย. ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าผู้ถือเอาสาระแห่งมูลัตถกถา ของพระเถระ
ทั้งหลายผู้อยู่ในมหาวิหาร รจนาอรรถกถานี้ มีประมาณ ๑๓๗ โดยภาณวาร
ที่ประกาศลัทธิอยู่อย่างนี้ สั่งสมแล้วนั้น ขอสัตว์โลกทั้งปวง จงมีสุขเถิด. ด้วย
บุญแม้นั้นที่พระเถระ ชื่อว่า ภทันตโชติปาละ ผู้มีศีลหมดจด ผู้มีความรู้
อันเอิบอิ่มในบาทแห่งสุภาสิตวาร ผู้ใคร่เพื่อความแจ่มแจ้งในศาสนา เป็น
ผู้งดงามอ้อนวอนข้าพเจ้าอยู่ บรรลุแล้วเพื่อรจนาอรรถถกานี้ ขอประชาชนจง
มีความสุขเถิด.
อรรถกถาสังยุตตนิกาย ที่ชื่อว่า สารัตถปกาสินีนี้ พระเถระผู้มีชื่อ
ที่ครูทั้งหลายขนานว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วยความบริสุทธิ์ความเชื่อ ความ
รู้และความเพียรอย่างยิ่ง ผู้มีคุณสมุทัยมีศีลมารยาท ความซื่อตรง และความ
อ่อนโยนให้เกิดขึ้นแล้ว ผู้สามารถที่จะหยั่งลงสู่ชัฏคือลัทธิของตนและของผู้อื่นได้
ผู้ประกอบด้วยปัญญาและความฉลาด เป็นนักไวยากรณ์ใหญ่ โดยความเป็นผู้
มีความรู้ไม่ติดขัด ในศาสนาของพระศาสดา ต่างด้วยปริยัติคือพระไตร

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 514 (เล่ม 31)

ปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา ผู้ประกอบด้วยความสละสลวยแห่งถ้อยคำที่กล่าว
ไพเราะเปล่งออกได้สบายให้เกิดกรณสมบัติ ผู้เป็นนักพูดที่พ้นจากผู้คู่ควร
เป็นนักพูดผู้ประเสริฐ ผู้เป็นมหากวี เป็นผู้ประดับวงศ์ แห่งพระเถระทั้งหลาย
ผู้อยู่ในมหาวิหาร ผู้มีความรู้อันตั้งมั่นดีแล้ว ในอุตริมนุสสธรรมอันประดับ
ด้วยคุณต่างด้วยอภิญญาหกเป็นต้น มีปฏิสัมภิทาญาณที่แตกฉานแล้ว เป็น
บริวาร ผู้เป็นประทีปแห่งวงศ์พระเถระ ผู้มีความรู้อันไพบูลย์และบริสุทธิ์
รจนาแล้ว.
แม้พระนามว่า พุทธะ ดังนี้ ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระทัยหมดจด ผู้
คงที่ ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้แสวงหา
ประโยชน์อันใหญ่ ยังเป็นไปในโลกตราบ
ใด ขออรรถกถาชื่อว่าสารัตถปกาสินีนี้
อันแสดงนัยอยู่ เพื่อความหมดจดแห่งศีล
แก่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณเป็น
เครื่องสลัดออกจากโลก จงดำรงอยู่ใน
โลกตราบนั้น เทอญ.
จบ อรรถกถามหาวารสังยุต
รวมสังยุตที่มีในมหาวรรคนี้ คือ
๑. มรรคสังยุต ๒. โพชฌงคสังยุต ๓. สติปัฏฐานสังยุต ๔.
อินทรียสังยุต ๕. สัมมัปปธานสังยุต ๖. พลสังยุต ๗. อิทธิบาทสังยุต ๘.
อนุรุทธสังยุต ๙. ฌานสังยุต ๑๐. อานาปานสังยุต ๑๑. โสดาปัตติสังยุต
๑๒. สัจจสังยุต.

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 1 (เล่ม 32)

พระสุตตันตปิฎก
อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เอกธัมมาทิปาลิ
บาลีแห่งเอกธรรมเป็นต้น
รูปาทิวรรคที่ ๑
ว่าด้วยสิ่งที่ครอบงำจิตใจบุรุษและสตรี
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
[๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 2 (เล่ม 32)

รูปสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.
[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เสียงสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.
[๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กลิ่นสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.
[๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รสสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.
[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฎฐัพพะอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฎฐัพพะสตรีเลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โผฎฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่.
[๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูปบุรุษเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รูปบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่.
[๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนเสียงบุรุษเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เสียงบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 3 (เล่ม 32)

[๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนกลิ่นบุรุษเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
กลิ่นบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่.
[๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรสบุรุษเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
รสบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่.
[๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฎฐัพพะอื่นแม้
อย่างหนึ่ง ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนโผฎฐัพพะบุรุษเลย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โผฎฐัพพะของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่.
จบ รูปาทิวรรคที่ ๑

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 4 (เล่ม 32)

มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย
อรรถกถาเอกนิบาต
อารัมภกถา
ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆสาจารย์) ขอไหว้
พระสุคต ผู้หลุดพ้นจากคติ ผู้มีพระทัยเยือกเย็น
ด้วยพระกรุณา ผู้มีมืดคือโมหะ อันแสงสว่าง
แห่งปัญญาขจัดแล้ว ผู้เป็นครูของชาวโลก
พร้อมทั้งมนุษย์และเทวดา
พระพุทธเจ้าทรงเจริญและทำให้แจ้งคุณ
เครื่องเป็นพระพุทธเจ้า เข้าถึงธรรมใดอัน
ปราศจากมลทิน ข้าพเจ้าขอไหว้ธรรมนั้น อัน
ยอดเยี่ยม.
ข้าพเจ้าขอไหว้ ด้วยเศียรเกล้าซึ่งพระ
อริยสงฆ์ทั้ง ๘ ผู้เป็นโอรสของพระตถาคตเจ้า
ผู้ย่ำยีเสยซึ่งกองทัพมาร.
บุญใดสำเร็จด้วยการไหว้พระรัตนตรัย ของข้าพเจ้าผู้มีจิต
เลื่อมใสดังกล่าวมาฉะนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่อานุภาพแห่งบุญนั้น ช่วยขจัด
อันตรายแล้ว จักถอดภาษาสีหลออกจากคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งพระ

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 5 (เล่ม 32)

อรหันต์ผู้เชี่ยวชาญ ๕๐๐ องค์สังคายนามาแต่ต้น และสังคายนาต่อ ๆ
มา แน่ภายหลัง ท่านพระมหินทเถระนำนายังเกาะสีหล จัดทำไว้เป็น
ภาษาสีหล เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชาวเกาะ แล้วยกขึ้นสู่ภาษาที่น่า
รื่นรมย์ ควรแก่นัยแต่งพระบาลี คือทำเป็นภาษามคธ ไม่ให้ขัดแย้ง
ลัทธิสมัยซึ่งปราศจากโทษของเหล่าพระเถระประทีปแห่งเถรวงศ์ ผู้อยู่
ในมหาวิหาร ซึ่งมีวินิจฉัยละเอียดดี ละเว้นข้อความความที่ซ้ำซาก
เสียแล้ว ประกาศเนื้อความแต่งคัมภีร์อังคุตตรนิกายอันประเสริฐ อัน
ประดับด้วยเอกนิบาต ทุกนิบาต ติกนิบาต เป็นต้น เพื่อให้อรรถ
แจ่มแจ้ง สำหรับให้เกิดปฏิภาณอันวิจิตร แก่เหล่าพระธรรมกถึกที่ดี
ซึ่งข้าพเจ้าเมื่อกล่าวเนื้อความ แห่งคัมภีร์ทีฆนิกาย และคัมภีร์มัชณิม
นิกาย ภายหลังจึงพรรณนาเรื่องราวของพระนครทั้งหลาย มีกรุงสาวัตถี
เป็นต้น ให้สาธุชนยินดี และเพื่อให้พระธรรมตั้งอยู่ยั่งยืน ได้ยินว่า
เรื่องเหล่าใด ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ทั้งสองนั้น (ทีฆ, มัชฌิม) พิสดารใน
คัมภีร์อังคุตตรนิกายนี้ ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวเรื่องเหล่านั้นให้พิสดาร
ยิ่งขึ้นไปอีก แต่สำหรับสูตรทั้งหลาย เนื้อความเหล่าใด เว้นเรื่องราว
เสีย จะไม่แจ่มแจ้ง ข้าพเจ้าจักกล่าวเรื่องราวทั้งหลายไว้ เพื่อความ
แจ่มแจ้งแต่งเนื้อความเหล่านั้น.
พระพุทธวจนะนี้ คือ ศีลกถา ธุดงคธรรม กรรมฐานทั้งหมด
ความพิสดารของฌานและสมาบัติ ที่ประกอบด้วยวิธีปฏิบัติ อภิญญา
ทั้งหมด คำวินิจฉัยทั้งสิ้นอันเกี่ยวด้วยปัญญา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ
อินทรีย์ อริยสัจ ๔ ปัจจยาการเทศนา มีนัยอันหมดจดละเอียด ซึ่ง
ไม่พ้นจากแนวพระบาลี และวิปัสสนาภาวนา แต่เพราะเหตุที่พระ

5