ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 500 (เล่ม 31)

๗. ทีสีสูตร
ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการรับทาสีและทาสมีน้อย
[๑๗๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับทาสีและทาส มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับทาสีและทาส
มีมากกว่า ฯลฯ
จบทาสีสูตรที่ ๗
๘. อเชฬกสูตร
ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการรับแพะแกะมีน้อย
[๑๗๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับแพะและแกะ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับแพะและแกะ
มีมากกว่า ฯลฯ
จบอเชฬกสูตรที่ ๘
๙. กุกกุฏสูตร
ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการรับไก่และสุกรมีน้อย
[๑๗๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับไก่และสุกร มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับไก่และสุกร
มีมากกว่า ฯลฯ
จบกุกกุฏสูตรที่ ๙

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 501 (เล่ม 31)

๑๐. หัตถีสูตร
ว่าด้วยสัตว์ผู้เว้นการรับช้างมีน้อย
[๑๗๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับช้าง โค ม้า และลา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับ
ช้าง โค ม้า และลา มีมากกว่า ฯลฯ
จบหัตถีสูตรที่ ๑๐
จบอามกธัญญเปยยาล ตติยวรรคที่ ๙
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. นัจจสูตร ๒. สยนสูตร ๓. รชตสูตร ๔. ธัญญสูตร ๕.
มังสสูตร ๖. กุมาริกาสูตร ๗. ทาสีสูตร ๘. อเชฬกสูตร ๙. กุกกุฏสูตร
๑๐. หัตถีสูตร.

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 502 (เล่ม 31)

อามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรคที่ ๑๐
ว่าด้วยสัตว์ผู้มีการกระทำต่าง ๆ กัน
[๑๗๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับไร่นาและที่ดิน มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการรับไร่นา
และที่ดิน มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การซื้อและการขาย มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการซื้อและขาย
มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การประกอบทูตกรรมและการรับใช้ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจาก
การประกอบทูตกรรมและการรับใช้ มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด
มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้นจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของ
ปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การรับสินบน การล่อลวง และการทำของปลอม มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ผู้
ไม่งดเว้นจากการรับสินบน การล่อลวง และการทำของปลอม มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ผู้งดเว้นจาก
การตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก มีน้อย
โดยที่แท้ สัตว์ผู้ไม่งดเว้น จากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น
และกรรโชก มีมากกว่า ฯลฯ

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 503 (เล่ม 31)

[๑๗๙๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงช้อนฝุ่นไว้ในปลายพระ-
นขา แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฝุ่นเล็กน้อยที่เราช้อนไว้ในปลายเล็บ
กับแผ่นดินใหญ่นี้อย่างไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ฝุ่นเล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงช้อนไว้ที่ปลายพระนขามีประมาณน้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่ ฝุ่น
เล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงช้อนไว้ที่ปลายพระนขา ย่อมไม่ถึงซึ่งการนับ
การเปรียบเทียบ หรือแม้ส่วนเสี้ยว ดูก่อภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
สัตว์ที่จุติในพวกมนุษย์แล้วกลับมาเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์
ที่จุติจากมนุษย์ได้แล้ว กลับไปเกิดในนรก มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก
มนุษย์ไปแล้ว จะกลับมาเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก
มนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน มีมากกว่า ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว
จะกลับมาเกิดในพวกเทวดามีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับ
ไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก
เทวดาแล้ว จะกลับมาเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก
เทวดาไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย
มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก
เทวดาแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 504 (เล่ม 31)

เทวดาไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย
มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรก
ไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรก
ไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากนรก
ไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไป
แล้วกลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว กลับไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์
ที่จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๗๙๙] ดูก่อนทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากกำเนิด
สัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่
จุติจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
ในปิตติวิสัย มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๘๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจาก
ปิตติวิสัยไปแล้ว จะกลับ ไปเกิดในพวกมนุษย์ มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติ
จากปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในปิตติวิสัย
มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๘๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติ
วิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก
ปีติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก มีมากกว่า ฯลฯ

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 505 (เล่ม 31)

[๑๘๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติ-
วิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก
ปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน มีมากกว่า ฯลฯ
[๑๘๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติจากปิตติ
วิสัยไปแล้ว จะกลับไปเกิดในพวกเทวดา มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจาก
ปิตติวิสัยไปแล้ว กลับไปเกิดในปิตติวิสัย มีมากกว่า ข้อนั้น เพราะเหตุไร
เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทย
อริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้น ชื่นชม
ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.
จบอามกธัญญเปยยาลจตุตถวรรคที่ ๑๐
จบจักกเปยยาล
จบสัจจสังยุต
จบมหาวารวรรคสังยุต

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 506 (เล่ม 31)

อามกธัญญเปยยาลวรรควรรณนา
พึงทราบอธิบายในอามกธัญญเปยยาลวรรค.
คำว่า สัตว์ผู้ประกอบด้วยปัญญาจักษุอันเป็นอริยะ ความว่า ผู้มี
ปัญญาจักษุเป็นโลกิยะและโลกุตระ ตั้งต้นแต่วิปัสสนา. ในคำว่า ผู้งดเว้น
จากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
มีอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า สุรามี ๕ อย่างคือ สุราทำด้วยแป้ง ๑ สุราทำด้วยข้าว
สุก ๑ สุราทำด้วยขนม ๑ สุราที่ใส่ด้วยส่าเหล้า ๑ สุราประกอบจากเครื่อง
ปรุง ๑ น้ำดองอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า น้ำดองดอกไม้ น้ำ
ดองผลไม้ ชื่อว่าเมรัย. คำว่า น้ำเมา ได้แก่ ทั้งสอง. อธิบายว่า ก็อีกอย่าง
หนึ่ง น้ำเมาชนิดใดแม้อื่นที่พันแล้วจากสุราและน้ำหมักดอง อันบุคคล
พึงเมา. คนทั้งหลาย ย่อมดื่มสุราและเมรัยนั้น ด้วยเจตนาใด เจตนานั้น
ชื่อว่า เป็นฐานะแห่งความประมาท เพราะเป็นเหตุแห่งความประมาท เป็น
ผู้เว้น แล้วจากการดื่มสุราและเมรัยนั้น.
คำว่า ผู้เกื้อกูลแก่มารดา คือ ผู้มีประโยชน์เกื้อกูลแก่มารดา อธิบาย
ว่า ผู้ปฏิบัติชอบในมารดา.
พึงทราบอธิบายในคำเป็นต้นว่า ผู้เกื้อกูลแก่บิดา. ผู้มีประโยชน์เกื้อ
กูลต่อบิดา ชื่อว่า ผู้เกื้อกูลแก่บิดา. ผู้มีประโยชน์เกื้อกูลต่อสมณะทั้งหลาย
ชื่อว่า ผู้เกื้อกูลแก่สมณะ. ผู้มีประโยชน์เกื้อกูลต่อพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่า
ผู้เกื้อกูลแก่พรหม. คำว่า เปตเตยยะเป็นต้นนี้เป็นของผู้ปฏิบัติชอบในบิดา
เป็นต้น เหล่านั้น ๆ นั่นเทียว.

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 507 (เล่ม 31)

คำว่า ผู้ประพฤตินอบน้อมต่อบุคคลผู้เจริญในสกุล ความว่า
ผู้ประพฤตินอบน้อม คือ ผู้มีปกติประพฤติถ่อมตน ต่อบุคคลผู้เจริญที่สุดใน
สกุล.
คำว่า จากการพรากพืชคามและภูตคาม ความว่า เป็นผู้เว้นแล้ว
จากการพรากพืชคาม ๕ อย่าง คือ พืชเกิดจากราก พืชเกิดจากลำต้น พืช
เกิดจากข้อ พืชเกิดจากยอด พืชเกิดจากเมล็ด และภูตคาม อย่างใดอยู่
หนึ่งมีหญ้าสีเขียวและต้นไม้เป็นต้น จากการวิกัปโดยภาวะมีการตัดและต้มเป็น
ต้น.
คำว่า ผู้งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือ จากการ
บริโภคเกินเวลา. อธิบายว่า จากการบริโภคได้ชั่วคราว ตั้งแต่เลยเวลาเที่ยงไป.
พึงทราบอธิบาในดอกไม้เป็นต้น. คำว่า ดอกไม้ ได้แก่ ดอกไม้
อย่างใดอย่างหนึ่ง. คำว่า ของหอม ได้แก่ คันธชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง. คำว่า
เครื่องประเทืองผิว ได้แก่ เครื่องย้อมผิวเป็นต้น ในคำเหล่านั้น ชื่อว่า
ทัดทรงอยู่ เพราะอรรถว่าประดับอยู่. ผู้ยังฐานะที่พร่องให้เต็มอยู่ ชื่อว่า
ประดับอยู่. ผู้ยินดีด้วยอำนาจของหอม และเครื่องย้อมผิว ชื่อว่า ตบแต่งอยู่
อธิบายว่า เหตุท่านเรียกว่าฐานะ เพราะฉะนั้น มหาชนทำการทัดทรง
ดอกไม้เป็นต้นเหล่านั้นด้วยเจตนาแห่งความเป็นผู้ทุศีลใด เว้นจากเจตนานั้น.
การเห็นสิ่งที่ชื่อว่าเป็นข้าศึก คือ เป็นศัตรู เพราะไม่อนุโลมตาม
คำสอน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เห็นสิ่งที่เป็นข้าศึก การฟ้อน การขับ
การประโคมด้วยอำนาจการฟ้อนและการให้ผู้อื่นฟ้อนเป็นต้น และการดูซึ่งการ
ฟ้อนเป็นต้นที่เป็นไปแล้ว แม้โดยที่สุดด้วยอำนาจการฟ้อนของนกยูงเป็นต้น
อันเป็นข้าศึก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า การดูฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคม
ดนตรีที่เป็นข้าศึก. ก็การประกอบการฟ้อนเป็นต้นด้วยตนก็ดี การให้ผู้อื่น

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 508 (เล่ม 31)

ประกอบการฟ้อนเป็นต้นก็ดี การดูการฟ้อนที่เขาประกอบแล้วก็ดี ย่อมไม่
ควรแก่ทั้งภิกษุ และภิกษุณี.
ที่นอนที่เลยกำหนด ท่านเรียกว่า ที่นอนสูง. เครื่องลาดที่ไม่สมควร
ชื่อว่า ที่นอนใหญ่. อธิบายว่า ผู้งดเว้นจากที่นอนสูงและที่นอนใหญ่.
คำว่า ชาตรูป คือทอง. คำว่า เงิน ได้กหาปณะ คนเหล่าใด
ถึงการกล่าวว่า มาสกโลหะ มาสกยาง คนเหล่านั้นเป็นผู้งดเว้นจากการรับ
ทองและเงินแม้ทั้งสองนั้น ย่อมไม่ถือเอาทองและเงินนั้น ไม่ให้คนอื่นถือเอา
อธิบายว่า ย่อมไม่ถือทองและเงินที่เก็บไว้แล้ว .
คำว่า จากการรับธัญญชาติดิบ ความว่า จากการรับธัญญชาติ
ดิบแม้ ๗ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง
ลูกเดือย และหญ้ากับแก้. ก็การรับธัญญชาติดิบเหล่านั้น ไม่ควรอย่างเดียว
เท้านั้นหามิได้ แม้การถูกต้องก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลายนั่นแหละ.
ในคำว่า จากการรับเนื้อดิบ ความว่า เว้นจากการรับเนื้อที่ทรง
อนุญาตไว้โดยเจาะจง การรับเนื้อและปลาดิบก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งนั้น ถึงการ
ถูกต้องก็ไม่ควร.
ในคำว่า จากการรับสตรีและกุมารี นั้น หญิงที่ไปในระหว่างชาย
ชื่อว่า สตรี หญิงนอกนี้ ชื่อว่า กุมารี. การรับสตรีและกุมารีเหล่านั้นก็ดี
การถูกต้องก็ดี ไม่ควรทั้งนั้น.
ในคำว่าจากการรับทาสีและทาสนี้ การรับหญิงและชายเหล่านั้น ด้วย
ความเป็นทาสีและทาสก็ไม่ควรทั้งนั้น. ก็เนื้อเขากล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายกัปปิย
การก ข้าพเจ้าถวายคนวัด การรับนั้นย่อมควร.
นัยที่สมควร และไม่สมควร ในสิ่งของมีแพะและแกะเป็นเบื้องต้น
มีนาและสวนเป็นที่สุด ก็พึงใคร่ครวญด้วยอำนาจวินัย. ปุพพัณณะ คือ ธัญญ-

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 509 (เล่ม 31)

ชาติ ย่อมงอกในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่า นา อปรัณณชาติ คือ ถั่วและงา ย่อม
งอกในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่า สวน. อีกอย่างหนึ่ง ปุพพัณณะและอปรัณณชาติ
ทั้งสองนั้นงอกในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่า นา ชื่อว่า สวน เพราะเป็นภูมิภาคที่ไม่ได้
ทำไว้แล้ว เพื่อต้องการปุพพัณณะและอปรัณณชาตินั้น. ก็ในคำนี้ แม้สระและ
บึงเป็นต้น ท่านก็สงเคราะห์เอาด้วยหัวข้อว่านาและสวนนั่นเอง. คำว่า การ
ซื้อและการขาย ได้แก่ ซื้อด้วย ขายด้วย.
ทูตกรรม ท่านเรียกว่า ความเป็นทูต การรับหนังสือ หรือข่าว
ของพวกคฤหัสถ์แล้วไปที่นั้น ๆ ท่านเรียกว่า การรับใช้. ขึ้นชื่อว่าการไป
เล็กน้อยของภิกษุที่เขาส่งไปเรือนเล็กเรือนใหญ่. การทำทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่า
การประกอบ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในบทนี้ว่า การประกอบ
ทูตกรรมและการรับใช้. การหลอกลวง ชื่อว่า การโกง ในคำเป็นต้นว่าโกง
ด้วยตาชั่ง. ในคำว่าโกงนั้น การโกงด้วยตาชั่งมี ๔ อย่าง คือ การโกงโดยรูป
การโกงโดยภาชนะ การโกงโดยการรับ การโกงโดยปกปิด. บรรดาการโกง
เหล่านั้น บุคคลทำตาชั่งสองอันให้เหมือนกัน เมื่อถือเอา ย่อมถือเอาด้วยตาชั่ง
ใหญ่ เมื่อจะให้ก็ให้ด้วยตาชั่งเล็กนี้ ชื่อว่า โกงโดยรูป เมื่อจะรับเอา ก็เอามือกด
ตาชั่งข้างหลังไว้ เมื่อจะให้ก็เอามือกดข้างหน้าไว้ นี้ ชื่อว่า โกงโดยภาชนะ. เมื่อ
จะรับก็ยึดเชือกที่โคน เมื่อจะให้ก็ยึดเชือกข้างปลาย นี้ ชื่อว่า โกงโดยการรับ.
ทำตาชั่งให้กลวงแล้วใส่ผงเหล็กข้างใน เมื่อจะรับ ก็ทำตาชั่งนั้นไว้ข้างหลัง
เมื่อจะให้ ก็เอาไว้ข้างหน้า นี้ ชื่อว่าโกง โดยการปกปิด.
ถาดทอง ท่านเรียกว่า ภาชนะ การหลอกลวงด้วยถาดทองใด
นั้นชื่อว่า การโกงโดยภาชนะ. อย่างไร คือทำถาดทองใบหนึ่ง แล้วทำถาด
โลหะอย่างอื่น ๒-๓ ใบให้มีสีเหมือนทอง แต่นั้นจึงไปชนบท แล้วเข้าไปหา

509