ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 470 (เล่ม 31)

เป็นฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือน ผู้ใดพึงกล่าว อย่างนี้ว่า เรากระทำเรือน
ชั้นล่างแล้ว จักยกเรือนชั้นบนแห่งเรือนยอด ดังนี้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้
ฉันใด ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว
ฯลฯ. ได้ตรัสรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว จักกระทำ
ที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ อัน เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร
เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบกูฏสูตรที่ ๔
อรรถกถากูฏสูตร
พึงทราบอธิบายในกูฏสูตรที่ ๔.
คำว่า ไม่ได้ทำเรือนชั้นล่าง ความว่า ไม่ทำส่วนชั้นล่างของเรือน
ด้วยใบไม้เป็นต้น แห่งเสาและเชิงฝา.
จบอรรถกถากูฏสูตรที่ ๔

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 471 (เล่ม 31)

๕. วาลสูตร
ว่าด้วยการแทงตลอดตามความเป็นจริงยาก
[๑๗๓๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กูฏาคารศาลา
ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตร
และจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี ท่านพระอานนท์ได้เห็นลิจฉวีกุมารมาก
ด้วยกัน กำลังทำการยิงศรอยู่ในศาลาสำหรับเรียนศิลปะ ยิงลูกศรให้เข้าไป
ติด ๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด ครั้นแล้วได้มีความคิด
ว่า พวกลิจฉวีกุมารเหล่านี้ ที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก
แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด เป็นผู้ศึกษาแล้ว ศึกษาดีแล้ว.
[๑๗๓๘] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ ครั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุง
เวสาลีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อ
เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี
ได้เห็นลิจฉวีกุมารมากด้วยกัน กำลังทำการยิงอยู่ในศาลาสำหรับเรียนศิลปะ
ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กัน โดยช่องดาลอันเล็ก แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด
ครั้นแล้ว ข้าพระองค์ได้มีความคิดว่า พวกลิจฉวีกุมารเหล่านี้ที่ยิงลูกศรให้
เข้าไปติด ๆ กันโดยช่องดาลอันเล็ก แต่ที่ไกลได้ไม่ผิดพลาด เป็นผู้ศึกษาแล้ว
ศึกษาดีแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจะสำคัญความ
ข้อนั้นเป็นไฉน อย่างไหนจะทำได้ยากกว่ากัน หรือจะให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า
กัน คือ การที่ยิงลูกศรให้เข้าไปติด ๆ กันโดยช่องดาลอันเล็กแต่ที่ไกลได้ไม่

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 472 (เล่ม 31)

ผิดพลาด กับการแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น
๗ ส่วน.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การแทงปลายขนทรายด้วยปลายขนทราย
ที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน กระทำได้ยากกว่า และให้เกิดขึ้นได้ยากกว่า
พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดย่อมแทงตลอดตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชนเหล่านั้นย่อมแทงตลอดได้ยากกว่า
โดยแท้ เพราะฉะนั้นแหละ อานนท์ เธอพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบวาลสูตรที่ ๕
อรรถกถาวาลสูตร
พึงทราบอธิบายในวาลสูตรที่ ๕.
คำว่า สณฺ ฐาคาเร ได้แก่ในศาลาสำหรับเรียนศิลปะ. คำว่า อุปาสนํ
กโรนฺเต ได้แก่ฝึกศิลป์ คือ การยิงลูกธนู. คำว่า ไม่ผิดพลาด ได้แก่
ไม่ยิงลูกศรให้เลยไป. คำว่า โปขานุโปขํ ความว่า พระเถระได้เห็น กุมาร
เจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ผู้ยิงลูกศรลูกหนึ่งให้เข้าไปติดๆ อย่างนี้ คือ ลูกศรอื่นย่อม
แทงลูกศรที่ติดปลายขนนกของลูกศรนั้นฉันใด ขึ้นชื่อว่า ลูกศรที่ติดขนนกที่
ปลายลูกศรอื่น ย่อมแทงลูกศรที่มีขนนกติดปลายลูกศรของลูกศรที่ ๒ อีก ลูกศร
ที่ติดปลายขนนกตามมาอื่นอีก ก็ย่อมแทงลูกศรที่ขนนกติดปลายลูกศรอื่นของ
ลูกศรนั้นอีกมาก ฉันนั้น. คำว่า ยตฺร หิ นาม ตัดบทเป็น เย หิ นาม

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 473 (เล่ม 31)

แปลว่า ก็ชื่อว่าเหล่าใด. คำว่า ให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือ ทำได้ยากกว่า.
คำว่า แทงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทรายที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน
ความว่า พึงแบ่งขนทรายเส้นหนึ่งเป็น ๗ ส่วน แล้วถือเอาส่วนที่แบ่งหนึ่งส่วน
แห่งขนทรายที่แบ่งนั้น แล้วผูกกลางผลมะเขือ ผูกขนทรายที่แบ่งแล้วเส้นอื่น
อีกเข้าที่ปลายสุดแห่งลูกธนู แล้วจึงยืนที่ทางประมาณอุสภะหนึ่ง แทงจำเพาะ
ปลายขนทรายที่ผูกผลมะเขือนั้น ด้วยปลายที่ผูกไว้ที่ลูกธนู. คำว่า เพราะเหตุ
นั้น ความว่า เพราะสัจจะ ๔ แทงตลอดได้ยากอย่างนี้.
จบอรรถกถาวาลสูตรที่ ๕
๖. อันธการีสูตร
ผู้รู้ตามความเป็นจริงไม่ตกไปสู่ที่มืด
[๑๗๓๙] ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกันตนรกมีแต่ความทุกข์
มืดคลุ้มมัวเป็นหมอก สัตว์ในโลกันตนรกนั้น ไม่ได้รับรัศมีพระจันทร์และ
พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้.
[๑๗๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความมืดนั้นมาก
ความมืดนั้นมากแท้ ๆ ความมืดอย่างอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความมืดนี้
มีอยู่หรือ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ความมืดอย่างอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความมืดนี้
มีอยู่.

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 474 (เล่ม 31)

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความมืดอย่างอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่า
ความมืดนี้ เป็นไฉน.
[๑๗๔๑] พ. ดูก่อนภิกษุ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความ
เกิด ฯลฯ ยินดีแล้วย่อมปรุงแต่ง ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมตกไปสู่ความมืด
คือความเกิด... และความคับแค้นใจ เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์
เหล่านั้นย่อมไม่พ้นไปจากความเกิด... และความคับแค้นใจ ย่อมไม่พ้นไป
จากทุกข์.
[๑๗๔๒] ดูก่อนภิกษุ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ยินดีในสังขารทั้งหลายซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด
ฯลฯ ไม่ยินดีแล้ว ย่อมไม่ปรุงแต่ง ครั้นไม่ปรุงแต่งแล้ว ย่อมไม่ตกไปสู่
ความมืดคือความเกิดบ้าง ... และความคับแค้นบ้าง เรากล่าวว่า สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมพ้นไปจากความเกิด... และความคับแค้นใจ ย่อมพ้น
ไปจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุ เพราะฉะนั้นแหละ เธอพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้
ตามความจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบอันธการีสูตรที่ ๖

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 475 (เล่ม 31)

๗. ปฐมฉิคคฬสูตร
ว่าด้วยความเป็นมนุษย์แสนยาก
[๑๗๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนแอกซึ่งมีช่อง
เดียวลงไปในมหาสมุทร เต่าตาบอดมีอยู่ในมหาสมุทรนั้น ต่อล่วงร้อยปี ๆ
มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง ๆ เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนนั้นเป็นไฉน เต่า
ตาบอดนั้น ต่อล่วงร้อยปี ๆ มัน จะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง ๆ จะสอดคอให้เข้าไป
ในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้น ได้บ้างหรือหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ถ้าล่วงกาลนานไปบางครั้งบางคราว เต่าจะสอดคอให้เข้าไป
ในแอกนั้นได้บ้าง.
พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอด ต่อล่วงร้อยปี ๆ มันจะโผล่ขึ้น
คราวหนึ่ง ๆ สอดคอให้เข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้น ยังจะเร็วกว่า เรา
ย่อมกล่าวความเป็นมนุษย์เพราะคนพาลผู้ไปสู่วินิบาตแล้วคราวเดียวก็หามิได้
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าในวินิบาตนี้ ไม่มีการประพฤติธรรม การ
ประพฤติชอบ การกระทำกุศล การกระทำบุญ มีแต่การเคี้ยวกินกันและกัน
การเคี้ยวกินผู้มีกำลังน้อยกว่า ย่อมเป็นไปในวินิบาตนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุก-
นิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอ
ทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบปฐมฉิคคฬสูตรที่ ๗

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 476 (เล่ม 31)

อรรถกถาปฐมฉิคคฬสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมฉิคคฬสูตรที่ ๗.
คำว่า มีแต่การเคี้ยวกินกันและกัน ได้แก่ การเคี้ยวกินซึ่งกัน
และกัน. คำว่า การเคี้ยวกินผู้มีกำลังน้อย ได้แก่ ปลาเป็นต้นที่มีกำลัง
เคี้ยวกินปลาเป็นต้น ตัวที่น้อยกำลังกว่า.
จบอรรถกถาปฐมฉิคคฬสูตรที่ ๗
๘. ทุติยฉิคคฬสูตร
ว่าด้วยการได้ความเป็นมนุษย์แสนยาก
[๑๗๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาปฐพีนี้มีน้ำเป็น
อันเดียวกัน บุรุษโยนแอกซึ่งมีช่องเดียวลงไปในมหาปฐพีนั้น ลมทิศบูรพา
พัดเอาแอกนั้นไปทางทิศประจิม ลมทิศประจิมพัดเอาไปทางทิศบูรพา ลมทิศ
อุดรพัดเอาไปทางทิศทักษิณ ลมทิศทักษิณพัดเอาไปทางทิศอุดร เต่าตาบอด
มีอยู่ในมหาปฐพีนั้น ต่อล่วงร้อยปี ๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง ๆ เธอทั้งหลาย
จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เต่าตาบอดนั้น ต่อล่วงร้อยปี ๆ มันจะโผล่ขึ้น
คราวหนึ่ง ๆ จะสอดคอให้เข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้น ได้บ้างหรือหนอ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่เต่าตาบอด ต่อล่วง
ร้อยปี ๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง ๆ จะสอดคอเข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียวโน้น
เป็นของยาก.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 477 (เล่ม 31)

พ. ฉันนั้น ภิกษุทั้งหลาย การได้ความเป็นมนุษย์ เป็นของยาก
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติในโลกเป็นของยาก ธรรมวินัยที่
พระตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองใน โลก ก็เป็นของยาก ความเป็นมนุษย์นี้
เขาได้แล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติแล้วในโลก และธรรม
วินัยที่ตถาคตประะกาศแล้ว ก็รุ่งเรืองอยู่ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบทุติยฉิคคฬสูตรที่ ๘
อรรถกถาทุติยฉิคคฬสูตร
พึงทราบอธิบายในทุติยฉิคคฬสูตรที่ ๘.
คำว่า มหาปฐพี ได้แก่ แผ่นดินใหญ่ระหว่างจักรวาล.
คำว่า อธิจฺจมิทํ ความว่า ถ้าว่าแอกนั้นไม่พึงเน่า น้ำในทะเลจะ
ไม่แห้ง และเต่านั้นยังไม่ตาย เหตุนั้นก็จะพึงมีด้วยอำนาจตามความปรารถนา
ได้บ้าง. ในคำว่า ภิกษุทั้งหลาย การได้ความเป็นมนุษย์เป็นของยาก
อย่างนี้ นี้พระมหาสีวเถระได้แสดงยุตทั้ง ๔ คือการได้ความเป็นมนุษย์ ชื่อว่า
ได้ยากอย่างยิ่ง เหมือนการทำเต่าตาบอดนั้น สอดคอเข้าไปทางช่องแอก ที่บุรุษ
ยืนอยู่ที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันออกโยนใส่เข้าไป.
ก็การเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตเจ้า ชื่อว่าเป็นเหตุให้ถึงฝั่งก็ยากอย่างยิ่ง
เหมือนการที่เต่าตาบอดตัวที่บุรุษผู้ยืนที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศใต้ โยนใส่
เข้าไปแล้วหมุนไปรอบๆ อยู่ ถึงเเอกอันแรกแล้ว ขึ้นไปสู่ช่องข้างบนโดยทาง
ช่องสอดคอเข้าไปทางช่องอยู่.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 478 (เล่ม 31)

ก็การแสดงธรรมและวินัย ที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแล้วชื่อว่าเป็น
เหตุเกิดที่ยากยิ่งกว่า เหมือนการที่เต่าตาบอดตัวที่บุรุษผู้ยืนที่ขอบปากจักรวาล
ด้านทิศตะวันตกโยนใส่เข้าไปแล้ว หมุนไปรอบ ๆ แล้วถึงแอก ๒ อันข้างบน
แล้วขึ้นสู่ช่องข้างบนโดยทางช่อง แล้วสอดคอเข้าไปทางช่องอยู่.
ก็การแทงตลอดสัจจะ ๔ พึงทราบว่า เป็นเหตุเกิดที่ยากยิ่งกว่าอย่างยิ่ง
เหมือนการที่เต่าตาบอดตัวที่บุรุษผู้ยืนที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศเหนือ โยนใส่
เข้าไปแล้วหมุนไปรอบ ๆ อยู่ ถึงแอก ๓ อันข้างบนแล้ว ขึ้นไปสู่ช่องข้างบน
โดยทางช่องแล้วสอดคอเข้าไปทางช่องอยู่. สูตรที่ ๘ เป็นต้น มีนัยตามที่กล่าว
แล้วในอภิสมยสังยุตนั่นเทียวแล.
จบอรรถกถาทุติยฉิคคฬสูตรที่ ๘
จบปปาตวรรควรรณนาที่ ๕
๙. ปฐมสิเนรุสูตร*
ทุกข์ของพระอริยบุคคลหมดไปมากกว่าที่เหลือ
[๑๗๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเก็บก้อนหิน
ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนแห่งขุนเขาสิเนรุราช เธอจะสำคัญความข้อ
นั้นเป็นไฉน ก้อนหินประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนที่บุรุษเก็บแล้วกับขุน
เขาสิเนรุราช อย่างไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ ขุนเขาสิเนรุราชมากกว่า ก้อนหินประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗
ก้อนที่บุรุษเก็บแล้ว น้อยกว่า เมื่อเทียบกับขุนเขาสิเนรุราชแล้ว ก้อนหิน
ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนที่บุรุษนั้นเก็บไว้แล้ว ย่อมไม่ถึงซึ่งการนับ
การเปรียบเทียบ หรือแม้ส่วนเสี้ยว.
* สูตรที่ ๙ - ๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้.

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 479 (เล่ม 31)

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ของบุคคลผู้เป็นอริยสาวก สมบูรณ์
ด้วยทิฏฐิตรัสรู้แล้ว ผู้รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาที่สิ้นไป หมดไปแล้ว มากกว่า ที่ยังเหลือมีประมาณน้อย ย่อมไม่
ถึงซึ่งการนับ การเปรียบเทียบ หรือแม้ส่วนเสี้ยว เมื่อเทียบกับกองทุกข์อันมี
ในก่อนที่สิ้นไปหมดไปแล้ว อย่างสูงเพียง ๗ ชาติ ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบปฐมสิเนรุสูตรที่ ๙
๑๐. ทุติยสิเนรุสูตร
ทุกข์ของพระอริยบุคคลหมดไปมากกว่าที่เหลือ
[๑๗๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนขุนเขาสิเนรุราชพึงถึง
ความสิ้นไป หมดไป เว้นก้อนหินประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อน เธอทั้ง
หลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ขุนเขาสิเนรุราชที่สิ้นไป หมดไป กับ
ก้อนหินประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนทั้งเหลืออยู่ อย่างไหนจะมากกว่า
กัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขุนเขาสิเนรุราชที่สิ้นไป
หมดไป นี้แหละมากกว่า ก้อนหินประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนที่ยังเหลือ
อยู่ น้อยกว่า เมื่อเทียบกับขุนเขาสิเนรุราชที่สิ้นไป หมดไป ก้อนหินประมาณ
เท่าเมล็ดถั่วเขียว ๗ ก้อนที่ยังเหลืออยู่ ย่อมไม่ถึงซึ่งการนับ การเปรียบเทียบ
หรือแม้ส่วนเสี้ยว.

479