ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 460 (เล่ม 31)

๑๐. วาทีสูตร
ผู้รู้ชัดตามเป็นจริง ไม่หวั่นไหวต่อผู้ยกวาทะ
[๑๗๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมรู้ชัดตาม
ความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ถึงแม้สมณะหรือ
พราหมณ์ผู้มีความต้องการวาทะ ผู้แสวงหาวาทะ พึงมาจากทิศบูรพา... ทิศ
ประจิม... ทิศอุดร... ทิศทักษิณ ด้วยประสงค์ว่า. จักยกวาทะของภิกษุนั้น
ภิกษุนั้นจักสะเทือนสะท้านหรือหวั่นไหวต่อสมณะหรือพราหมณ์โดยสห-
ธรรม ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือนเสาหิน ๑๖ ศอก เสาหินนั้นมี
รากลึกไปข้างล่าง ๘ ศอก ข้างบน ๘ ศอก ถึงแม้ลมฝนอย่างแรงจะพัดมา
แต่ทิศบูรพา... ทิศประจิม... ทิศอุดร...ทิศทักษิณ ก็ไม่สะเทือนสะท้าน
หวั่นไหว ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะรากลึก เพราะเสาหินเขาฝังไว้ดีแล้ว
ฉันใด ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิ-
โรธคามินีปฏิปทา ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ต้องการวาทะ ผู้แสวงหาวาทะ
พึงมาจากทิศบูรพา... ทิศประจิม... ทิศอุดร... ทิศทักษิณ ด้วยประสงค์
ว่า จักยกวาทะของภิกษุนั้น ภิกษุนั้นจักสะเทือนสะท้านหรือหวั่นไหวต่อสมณะ
หรือพราหมณ์นั้นโดยสหธรรม ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเห็นอริยสัจ ๔ ดีแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน อริยสัจ ๔ เป็นไฉน คือ
ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
ฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้
ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบวาทีสูตรที่ ๑๐
จบสีสปาปัณณวรรคที่ ๔

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 461 (เล่ม 31)

อรรถกถาวาทีสูตร
พึงทราบอธิบายในวาทีสูตรที่ ๑๐.
คำว่า สิลายูโป ได้แก่ เสาหิน. คำว่า โสฬสกุกฺกุโก แปลว่า
๑๖ ศอก. บาลีว่า โสฬสุกุกฺกุ แปลว่า ๑๖ ศอก ก็มี. คำว่า มีรากลึกไป
ข้างล่าง ความว่า เข้าไปสู่หลุมข้างล่าง. คำว่า ข้างบน ๘ ศอก คือ
พึงสูงพ้นหลุมมา ๘ ศอก. คำว่า อย่างแรง ได้แก่ มีกำลัง. คำที่เหลือใน
บททั้งปวง ตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรรถกถาวาทีสูตรที่ ๑๐
จบสีสปาปัณณวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้คือ
๑. สีสปาสูตร ๒. ขทิรสูตร ๓. ทัณฑสูตร ๔. เจลสูตร ๕. สัตติ
สตสูตร ๖. ปาณสูตร ๗. ปฐมสุริยูปมสูตร ๘. ทุติยสุริยูปมสูตร ๙.
อินทขีลสูตร ๑๐ วาทีสูตร และอรรถกถา.

461
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 462 (เล่ม 31)

ปปาตวรรคที่ ๕
๑. จินตสูตร
การคิดเรื่องตายแล้วเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่มีประโยชน์
[๑๗๒๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ
วิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้น แล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมา
แล้ว บุรุษคนหนึ่งออกจากกรุงราชคฤห์ เข้าไปยังสระโบกขรณีชื่อสุมาคธา
ด้วยประสงค์ว่า จักคิดเรื่องโลก ครั้นแล้ว นั่งคิดเรื่องโลกอยู่ ชอบสระโบก-
ขรณี ชื่อ สุมาคธา เขาได้เห็นกองทัพประกอบด้วยองค์ เข้าไปสู่ก้านบัว
ที่ขอบสระโบกขรณีชื่อสุมาคธา ครั้นแล้ว ได้มีความคิดว่า เราชื่อว่าเป็นคน
บ้า ชื่อว่าเป็นคนมีจิตฟุ้งซ่านเสียแล้ว เราเห็นสิ่งที่ไม่มีในโลก ครั้งนั้น บุรุษ
นั้นเข้าไปยังนครบอกแกหมู่มหาชนว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราชื่อว่าเป็นคน
ถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านเป็นบ้าได้อย่างไร ท่านมีจิตฟุ้งซ่านอย่างไร
สิ่งอะไรที่ไม่มีในโลกซึ่งท่านเห็นแล้ว.
บุ. ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย จะบอกให้ทราบ เราออกจากกรุง-
ราชคฤห์เข้าไปยังสระโบกขรณีชื่อสุมาคธา ด้วยประสงค์ว่า จักคิดเรื่องโลก
ครั้น แล้วนั่งคิดเรื่องโลกอยู่ ณ ขอบสระโบกขรณีชื่อสุมาคธา เราได้เห็นกอง
ทัพประกอบด้วยองค์ ๔ เข้าไปสู่ก้านบัวที่ขอบสระโบกขรณีชื่อสุมาคธา เรา
เป็นบ้าได้อย่างนี้ เรามีจิตฟุ้งซ่านอย่างนี้ ก็สิ่งนี้ ไม่มีในโลก เราเห็นแล้ว.

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 463 (เล่ม 31)

มหา. ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านเป็นบ้าแน่ ท่านมีจิตฟุ้งซ่านแน่ ก็
สิ่งที่ท่านเห็นแล้วไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นได้เห็นสิ่งที่เป็น
จริง ไม่ใช่ได้เห็นสิ่งที่ไม่เป็นจริง.
[๑๗๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามเทวดากับ
อสูรประชิดกัน ก็ในสงครามนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ ก็พวกอสูร
ที่แพ้กลัวแล้ว ยังจิตของพวกเทวดาให้งวยงงอยู่ เข้าไปสู่บุรีอสูรโดยทาง
ก้านบัว เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงอย่าคิดเรื่องโลกว่า โลกเที่ยง
โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพ
เป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้า
แต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่
เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก
ก็หามิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความคิดนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ไม่ใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด
ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
[๑๗๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะคิด พึงคิดว่า
นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความคิด
นั้นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นพรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมเป็นไปเพื่อความ
หน่าย... เพื่อนิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลาย
พึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธ
คามินีปฏิปทา.
จบจินตสูตรที่ ๑

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 464 (เล่ม 31)

ปปาตวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาจินตสูตร
พึงทราบอธิบายในจินตสูตรที่ ๑ แห่งปปาตวรรคที่ ๕.
คำว่า สระโบกขรณี ชื่อว่า สุมาคธา ได้แก่ สระโบกขรณีที่มี
ชื่ออย่างนี้. คำว่า คิดเรื่องโลก ความว่า นั่งคิดเรื่องโลกอย่างนี้ว่า ใคร
หนอแล สร้างดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ใครสร้างแผ่นดินใหญ่ ใครสร้างมหาสมุทร
ใครสร้างสัตว์ผู้อุปปาติกะ ใครสร้างภูเขา ใครสร้างมะม่วง ตาล และมะพร้าว
เป็นต้น. คำว่า วิเจโต ได้แก่ เป็นผู้มีจิตฟุ้งไปหรือว่า มีจิตซ่านไป. คำว่า
ภูตํเยว อทฺทส ความว่า ได้ยินว่า พวกอสูรนั้นยังสัมพริมายา (มายาของ
จอมอสูร)ให้เป็นไปแล้วอธิษฐาน โดยประการที่บุรุษนั้นเห็นเขาเหล่านั้น ผู้ขึ้น
บนช้างและม้าเป็นต้น แล้วยกขึ้นเข้าไปทางช่องก้านบัว พระศาสดาทรงหมาย
เอาอสูรนั้น จึงตรัสว่า ได้เห็นสิ่งที่เป็นจริงแล้วเทียว. คำว่า ยังจิตของ
พวกเทวดาให้งวยงง คือ ยังจิตของพวกเทวดาให้หลงอยู่. คำว่า เพราะ
ฉะนั้น ความว่า เพราะเมื่อคิดเรื่องโลก ก็เป็นคนบ้า.
จบอรรถกถาจินตสูตรที่ ๑

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 465 (เล่ม 31)

๒. ปปาตสูตร
ว่าด้วยเหว คือ ความเกิด
[๑๗๒๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ
กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาเถิด เราจักเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดนเพื่อพักกลางวัน
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเข้าไปยังยอดเขากั้นเขตแดน
ภิกษุรูปหนึ่งได้เห็นเหวใหญ่บนยอดเขากั้นเขตแดน ครั้นแล้วได้ทูลถามพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหวนี้ใหญ่ เหวนี้ใหญ่เเท้ ๆ เหว
อื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้ มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสตอบว่า เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้มีอยู่.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เหวอื่นที่ใหญ่กว่าและน่ากลัวกว่าเหวนี้
เป็นไฉน.
[๑๗๒๙] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ... นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไป
เพื่อความเกิด. . . เพื่อความแก่.. . เพื่อความตาย .. . เพื่อความโศก ความ
ร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัสและความคับแค้นใจ ยินดีแล้ว ย่อมปรุงแต่ง
สังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิดบ้าง. .. และความคับแค้นใจบ้าง
ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง... และความคับแค้น
ใจบ้าง เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นไปจากความเกิด

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 466 (เล่ม 31)

ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส
ความคับแค้นใจ ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์
[๑๗๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อ
ความเกิด... และความคับแค้นใจ ไม่ยินดีแล้ว ย่อมไม่ปรุงแต่งสังขาร
ทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อความเกิด... และความคับแค้นใจ ครั้นไม่ปรุงแต่ง
แล้ว ย่อมไม่ตกลงสู่เหวคือความเกิดบ้าง... และความคับแค้นใจบ้าง เรา
กล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมพ้นจากความเกิด และความ
คันแค้นใจ ย่อมพ้นจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอ
ทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกข-
นิโรธคามินีปฏิปทา.
จบปปาตสูตรที่ ๒
อรรถกถาปปาตสูตร
พึงทราบอธิบายในปาปตสูตรที่ ๒.
คำว่า ยอดเขากั้นเขตแดน ความว่า เขากั้นเขตแดน เช่นกับ
ภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง.
จบอรรถกถาปปาตสูตรที่ ๒

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 467 (เล่ม 31)

๓. ปริฬาหสูตร
ว่าด้วยความเร่าร้อน
[๑๗๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นรกชื่อว่ามีความเร่าร้อนมาก มีอยู่
ในนรกนั้น บุคคลยังเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยนัยน์ตาได้ (แต่) เห็นรูป
ที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าปรารถนา เห็นรูปที่ไม่น่าใคร่
อย่างเดียว ไม่เห็นรูปที่น่าใคร่ เห็นรูปที่ไม่น่าชอบใจอย่างเดียว ไม่เห็นรูป
ที่น่าชอบใจ ได้ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยหูได้. . . ได้สูดกลิ่นอย่างใด
อย่างหนึ่งด้วยจมูกได้ ... ได้ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยลิ้นได้. . . ได้ถูกต้อง
โผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายได้. . . ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่าง
หนึ่งด้วยใจได้ (แต่) รู้แจ้งรูปที่ไม่น่าปรารถนาอย่างเดียว ไม่รู้แจ้งรูปที่น่า
ปรารถนา รู้แจ้งรูปที่ไม่น่าใคร่อย่างเดียว ไม่รู้แจ้งรูปที่น่าใคร่ รู้แจ้งรูปที่
ไม่น่าพอใจอย่างเดียว ไม่รู้แจ้งรูปที่น่าพอใจ.
[๑๗๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้
ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเร่าร้อนมาก ความ
เร่าร้อนมากแท้ ๆ ความเร่าร้อนอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความเร่าร้อนนี้
มีอยู่หรือ.
พ. ดูก่อนภิกษุ ความเร่าร้อนอื่นที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความ
เร่าร้อนนี้มีอยู่.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเร่าร้อนอื่นที่มากกว่าและน่ากลัว
กว่าความเร่าร้อนนี้ เป็นไฉน.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 468 (เล่ม 31)

[๑๗๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปเพื่อ
ความเกิด ฯลฯ ยินดีแล้ว ย่อมปรุงแต่ง ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมเร่าร้อน
ด้วยความเร่าร้อนเพราะความเกิดบ้าง ความแก่บ้าง ความตายบ้าง ความ
เศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจบ้าง
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่พ้นไปจากความเกิด...ความ
คับแค้นใจ ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์.
[๑๗๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด
เหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินี-
ปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่ยินดีในสังขารทั้งหลาย ซึ่งเป็น
ไปเพื่อความเกิด ฯลฯ ไม่ยินดีแล้ว ย่อมไม่ปรุงแต่ง ครั้งไม่ปรุงแต่งแล้ว
ย่อมไม่เร่าร้อน ด้วยความเร่าร้อนเพราะความเกิด . . . และความคับแค้นใจ
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมพ้นจากความเกิด ... ความ
คับแค้นใจ ย่อมพ้นจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แหละ เธอ
ทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯ ล ฯ นี้
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
จบปริฬาหสูตรที่ ๓

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 469 (เล่ม 31)

อรรถกถาปริฬาหสูตร
พึงทราบอธิบายในปริฬาหสูตรที่ ๓.
คำว่า รูปที่ไม่น่าปรารถนา ได้แก่ สภาวะที่ไม่น่าปรารถนา.
จบอรรถกถาปริฬาหสูตรที่ ๓
๔. กูฏสูตร
ว่าด้วยฐานะที่มีได้และมีไม่ได้
[๑๗๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่ตรัสรู้
ทุกขอริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว ฯลฯ ไม่ตรัสรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ ข้อนี้
มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่ได้กระทำ
เรือนชั้นล่าง แล้วจักยกเรือนชั้นบนแห่งเรือนยอด ดังนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะ
มีได้ ฉันใด ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจตามความ
เป็นจริงแล้ว ฯลฯ ไม่ตรัสรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจตามความเป็นจริง
แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้น
เหมือนกัน.
[๑๗๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราได้ตรัสรู้
ทุกขอริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว ฯลฯ ได้ตรัสรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อริยสัจตามความเป็นจริงแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ ข้อนี้

469