ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 380 (เล่ม 31)

๕. ทุติยมหัทธนสูตร*
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นผู้มั่งคั่ง
[๑๖๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ เราเรียกว่า เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มียศใหญ่
ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... เป็นผู้มีปัญญา ฯลฯ ให้ถึงความ
สิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการนี้แล เราเรียกว่า เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มียศใหญ่.
จบทุติยมหัทธนสูตรที่ ๕
๒. ภิกขุสูตร
องค์คุณของพระโสดาบัน
[๑๖๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่
จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไป
* สูตรที่ ๕-๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 381 (เล่ม 31)

เพื่อสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
นี้แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะ
ตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบภิกขุสูตรที่ ๖
๗. นันทิยสูตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นพระโสดาบัน
[๑๖๑๗] กบิลพัสดุ์นิทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้าศากยะ
นันทิยะ ผู้ประทับนั่ง ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนนันทิยะ อริยสาวกผู้
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้า... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระ-
อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนนันทิยะ อริยสาวก
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำ
เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบนันทิยสูตรที่ ๗

381
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 382 (เล่ม 31)

๘. ภัททิยสูตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นพระโสดาบัน
[๑๖๑๘] กบิลพัสดุ์นิทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้าศากยะ
ภัททิยะ ผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนภัททิยะ อริยสาวก
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา ... อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นพระ
โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบภัททิยสูตรที่ ๘
๙. มหานามสูตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นพระโสดาบัน
[๑๖๑๙] กบิลพัสดุ์นิทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้ามหา-
นามศากยราชผู้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนมหาบพิตร อริย
สาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตก
ต่ำเป็นธรรมดา... อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็น
พระโสดาบันมีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบมหานามสูตรที่ ๙

382
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 383 (เล่ม 31)

๑๐. โสดาปัตติยังคสูตร
โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการ
[๑๖๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการนี้ ๔
ประการเป็นไฉน คือ การคบสัตบุรุษ ๑ การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ การทำ
ไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
โสตปัตติยังคะ ๔ ประการนี้แล.
จบโสตาปัตติยังคสูตรที่ ๑๐
จบสคถกปุญญภิสันทวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมอภิสันทสูตร ๒. ทุติยอภิสันทสูตร ๓. ตติยอภิสันทสูตร
๔. ปรมมหัทธนสูตร ๕. ทุติยมหัทธนสูตร ๖. ภิกขุสูตร ๗. นันทิยสูตร
๘. ภัททิยสูตร ๙. มหานามสูตร ๑๐. โสตาปัตติยังคสูตร และอรรถกถา.

383
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 384 (เล่ม 31)

สัปปัญญวรรคที่ ๖
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นพระโสดาบัน
[๑๖๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะ
ตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว .. . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นพระโสดาบัน มีความไม่
ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
[๑๖๒๒] ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
ในพระตถาคต มีศีลอันงาม ที่พระอริย-
เจ้าใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อม
ใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณ-
ฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิต
ของเขาไม่เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น
บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของ
พระพุทธเจ้า พึงประกอบตามซึ่งศรัทธา
ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรม.
จบสคาถกสูตรที่ ๑
* สูตรที่ ๑ ไม่มีอรรถกถาแก้

384
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 385 (เล่ม 31)

๒. วัสสวุตถสูตร
ว่าด้วยพระอริยบุคคลมีน้อยกว่ากันโดยลำดับ
[๑๖๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั้น ภิกษุรูป
หนึ่งอยู่จำพรรษาในกรุงสาวัตถีแล้ว ไปโดยลำดับ ถึงกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วย
กรณีย์บางอย่าง พวกเจ้าศากยะชาวกรุงกบิลพัสดุ์ได้ทราบข่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่ง
อยู่จำพรรษาในกรุงสาวัตถี มาถึงกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว จึงเสด็จเข้าไปหาภิกษุรูป
นั้นถึงที่อยู่ ทรงอภิวาทภิกษุนั้นแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้ว ได้ตรัสถามภิกษุนั้นว่า
[๑๖๒๔] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประชวร และยัง
มีพระกำลังหรือ.
ภิกษุนั้นทูลว่า พระผู้มีภาคเจ้าไม่ประชวรและยังมีพระกำลัง ขอถวาย
พระพร.
ศ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไม่ป่วยไข้
และยังมีกำลังหรือ.
ภิ. แม้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็ไม่ป่วยไข้และยังมีกำลัง
ขอถวายพระพร.
ศ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ไม่ป่วยไข้ และยังมีกำลังหรือ.
ภิ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ไม่ป่วยไข้และยังมีกำลัง ขอถวายพระพร.
ศ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ระหว่างพรรษานี้ อะไร ๆ ที่ท่านได้ฟังมา
ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่หรือ.

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 386 (เล่ม 31)

ภิ. ขอถวายพระพร เรื่องนี้อาตมภาพได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระ
พักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้กระทำให้แจ้งซึ่ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสาวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ มีน้อย ที่แท้ ภิกษุผู้เป็นอุปปาติกะ
เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป จักนิพพานในภพที่เกิดนั้น มี
อันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา มีมากกว่า อีกประการหนึ่ง อาตมภาพ
ได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้เป็นอุปปาติกะ เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป จักนิพพาน
ในภพที่เกิดนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา มีน้อย ที่แท้ ภิกษุผู้
เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ
เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
มีมากกว่า อีกประการหนึ่ง อาตมภาพได้ฟังมารับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓
สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางกลับมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว
เท่านั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ มีน้อย ที่แท้ ภิกษุผู้เป็นพระโสดาบัน
เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้
ในเบื้องหน้า มีมากกว่า.
จบวัสสวุตถสูตรที่ ๒

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 387 (เล่ม 31)

สัปปัญญวรรควรรณนาที่ ๖
อรรถกถาวัสสวุตถสูตร
พึงทราบอธิบายในวัสสวุตถสูตรที่ ๒ แห่ง สัปปัญญวรรคที่ ๖.
มีอธิบายดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้เป็นพระโสดาบัน ไม่ถึงการปลงลงด้วย
เหตุเท่านี้ ตั้งประชุมองค์แห่งการตรัสรู้คืออินทรีย์และพละ เจริญวิปัสสนา ก็
จักบรรลุพระสกทาคามิมรรค. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาเนื้อความนี้
ว่า สกทาคามิมรรค อนาคานิมรรค อรหัตมรรค แล้วตรัสเชื้อสายประเพณีใน
ศาสนาในพระสูตรนี้.
จบอรรถกถาวัสสสูตรที่ ๒
๓. ธรรมทินนสูตร
ธรรมทินนะอุบาสกพยากรณ์โสดาปัตติผล
[๑๖๒๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตน-
มฤคทายวัน กรุงพาราณสี ครั้งนั้น อุบาสกชื่อว่าธรรมทินนะ พร้อมด้วย
อุบาสก ๕๐๐ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้า
แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อใดจะพึงมีประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้า
พระองค์ทั้งหลาย ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดตรัสสอน โปรดทรงพร่ำสอน
ข้อนั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนธรรม

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 388 (เล่ม 31)

ทินนะ เพราะฉะนั้นแหละ ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า พระสูตรเหล่าใด
ที่พระตถาคตตรัสแล้ว อันลึกซึ้งมีเนื้อความอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบ
ด้วยความว่าง เราจักเข้าถึงพระสูตรเหล่านั้นตลอดกาลเป็นนิตย์อยู่ ดูก่อน
ธรรมทินนะ ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
[๑๖๒๖] ธ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายยังครอง
เรือนนอนกกลูกอยู่ ยังทาจันทน์แคว้นกาสี ยังใช้มาลาของหอมและเครื่องลูบ
ไล้ ยังยินดีทองและเงินอยู่ จะเข้าถึงพระสูตรที่พระตถาคตตรัสแล้ว อันลึกซึ้ง
มีเนื้อความอันลึก เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยความว่าง ตลอดนิตยกาลอยู่
มิใช่กระทำได้โดยง่าย ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมอันยิ่ง แก่
ข้าพระองค์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่แล้วในสิกขาบท ๕ เถิด.
พ. ดูก่อนธรรมทินนะ เพราะฉะนั้นแหละ ท่านทั้งหลายพึงศึกษา
อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีล
ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนธรรมทินนะ
ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
ธ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่าใด ที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในข้าพระองค์ทั้งหลาย
และข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นชัดในธรรมเหล่านั้น เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลาย
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไป
เพื่อสมาธิ.

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 389 (เล่ม 31)

พ. ดูก่อนธรรมทินนะ เป็นลาภของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้
ดีแล้ว โสดาปัตติผลอันท่านทั้งหลายพยากรณ์แล้ว.
จบธรรมทินนสูตรที่ ๓
อรรถกถาธรรมทินนสูตร
พึงทราบอธิบายในธรรมทินนสูตรที่ ๓.
คำว่า ธรรมทินนะ ความว่า เป็นอุบาสกคนหนึ่งในบรรดาเจ็ดคน.
ความพิสดารว่า ในครั้งพุทธกาล คนเจ็ดคนเหล่านี้ คือ ธรรมทินนอุบาสก ๑
วิสาขอุบาสก ๑ อุคคคฤหบดี ๑ จิตตคฤหบดี ๑ หัตถกะ ๑ อาฬวกะ ๑ จุลล-
อนาถปิณฑิกะ ๑ เป็นผู้มีอุบาสกห้าร้อยเป็นบริวาร. ธรรมทินนะอุบาสกเป็นคน
ใดคนหนึ่งบรรดาคนเจ็ดคนเหล่านั้น. บทว่า ลึกซึ้ง ได้เเก่ คัมภีรธรรมมี
สัลลสูตรเป็นต้น. บทว่า มีเนื้อความอันลึก ได้แก่ มีอรรถอันลึกซึ้งมีเปตวา-
สูตรเป็นต้น. บทว่า เป็นโลกุตระ ความว่า อันแสดงอรรถที่เป็นโลกุตระ
มีอสังขตสังยุตเป็นต้น. บทว่า ประกอบด้วยความว่าง ความว่า อัน
แสดงความว่างเปล่าแห่งสูตร มีขัชชนิกสูตรเป็นต้น. บทว่า จักเข้าถึงอยู่
ความว่าจักได้เฉพาะอยู่. บทว่า ดูก่อนธรรมทินนะท่าน ทั้งหลายพึงศึกษา
อย่างนี้ ความว่า เธอทั้งหลายพึงบำเพ็ญ จันโทปมปฏิปทา รถวินีตปฏิปทา
โมเนยยปฏิปทา มหาอริยวังสปฏิปทา ศึกษาอยู่ อย่างนี้.
พระศาสดา ทรงบอกภาระที่ไม่สามารถทนได้แก่อุบาสกเหล่านี้. ด้วย
ประการฉะนี้. ได้ยินว่า อุบาสกเหล่านั้น ดำรงอยู่ในภูมิของตนแล้ว ทูลขอ
โอวาท. ก็อุบาสกเหล่านั้น เป็นเหมือนสามารถยกภาระทั้งปวงขึ้นโดยไม่แปลกกัน

389