ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 370 (เล่ม 31)

ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ
เป็นผู้จำแนกธรรม อริยสาวกนั้นยังไม่พอใจด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้านั้น พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้น
ในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อเกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจกอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มี
กายสงบ ย่อมได้เสวยสุข จิตของผู้มีความสุขย่อมเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ
ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ อริยสาวกนั้นย่อมถึง
ความนับว่า อยู่ด้วยความไม่ประมาท อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกนั้น
ยังไม่พอใจด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว พยายามให้ยิ่งขึ้นไป เพื่อความสงัด
ในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน เมื่ออริยสาวกนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท
อยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจ
กอปรด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยสุข จิตของผู้มีความสุข
ย่อมเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมปรากฎ อริยสาวกนั้นย่อม
ถึงความนับว่า อยู่ด้วยความไม่ประมาท ดูก่อนนันทิยะ อริยสาวกเป็นผู้อยู่
ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้แล.
จบนันทิยสูตรที่ ๑๐
จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 31)

อรรถกถาอานันทิยสูตร
พึงทราบอธิบายในนันทิยสูตรที่ ๑๐.
คำว่า เพื่อความสงัดในกลางวัน เพื่อหลีกเร้นในกลางคืน
ความว่า กลางวันสงัด กลางคืนหลีกเร้น. คำว่า ธรรมทั้งหลาย ย่อมไม่
ปรากฏ ได้แก่ธรรมคือสมถะและวิปัสสนา ย่อมไม่เกิดขึ้น. คำที่เหลือในบท
ทั้งปวงมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถานันทิยสูตรที่ ๑๐
จบปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมอภิสันทสูตร ๒. ทุติยอภิสันทสูตร ๓. ตติยอภิสันทสูตร
๔. ปฐมเทวปทสูตร ๕. ทุติยเทวปทสูตร ๖. สภาคตสูตร ๗. มหานาม-
สูตร ๘. วัสสสูตร ๙. กาฬิโคธาสูตร ๑๐. นันทิยสูตร และอรรถกถา.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 31)

สคาถกปุญญาภิสันทวรรคที่ ๕
๑. ปฐมอภิสันทสูตร
ห้วงบุญกุศล ๔ ประการ
[๑๖๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล อันเป็นปัจจัย
นำมาซึ่งความสุข ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล อันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๑ อีกประการหนึ่ง
อริยสาวกประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... นี้เป็น
ห้วงบุญห้วงกุศลอันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๒ อีกประการหนึ่ง อริยสาวก
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ... นี้เป็นห้วงบุญห้วง-
กุศลอันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๓ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ นี้เป็นห้วงบุญ
ห้วงกุศลอันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วง
กุศลอันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข ๔ ประการนี้แล.
[๑๖๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จะนับจะประมาณบุญของอริย
สาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศลอันเป็น
ปัจจัยนำมาซึ่งความสุข มีประมาณเท่านี้ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้
ห้วงบุญห้วงกุศลย่อมถึงความนับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับประมาณมิได้.

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 31)

[๑๖๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จะนับจะประมาณน้ำในมหา-
สมุทรว่า ประมาณเท่านี้ อาฬหกะ* หรือว่าร้อยอาฬหกะ พันอาฬหกะ
แสนอาฬหกะ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้ น้ำย่อมถึงความนับว่าเป็นกอง
น้ำใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้ แม้ฉันใด ใคร ๆ จะนับจะประมาณบุญของ
อริยสาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศล
อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข มีประมาณเท่านี้ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้
ห้วงบุญห้วงกุศล ย่อมถึงความนับว่าเป็นกองบุญใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้
ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
[๑๖๐๖] แม่น้ำเป็นอันมาก ที่หมู่ คือคณะ
นรชนอาศัยแล้ว ไหลไปยังสาครทะเล-
หลวง ซึ่งจะประมาณมิได้ เป็นที่ขังน้ำ
อย่างใหญ่ มีสิ่งที่น่ากลัวมาก เป็นที่อยู่ของ
หมู่รัตนะ ฉันใด สายธารแห่งบุญย่อม
ให้ไปสู่นรชนผู้เป็นบัณฑิต ผู้ให้ข้าวน้ำ
ผ้า ที่นอน ที่นั่งและเครื่องปูลาดเหมือน
แม่น้ำไหลไปสู่สาคร ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบปฐมอภิสันทสูตรที่ ๑
* อาฬหกะ เท่ากับ ๔ ทะนาน

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 31)

สคาถกปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่ ๕
อรรถกถาปฐมอภิสันทสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมอภิสันทสูตรที่ ๑ แห่ง สคาถกปุญญา-
ภิสันทวรรคที่ ๕.
คำว่า อสํเขยฺโย คือ ไม่สิ้นไปด้วยการนับตามสลาก. ก็การนับ
กองบุญนี้ ย่อมไม่มีด้วยอำนาจการประกอบ. คำว่า มีสิ่งที่น่ากลัวมาก คือ
มีสิ่งที่น่ากลัวมาก ด้วยอำนาจอารมณ์ที่น่ากลัว ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มี
วิญญาณ. คำว่า ปุถู คือมาก. คำว่า ไหลไป คือหลั่งอยู่. คำว่า อุปยนฺติ
ได้แก่ เข้าไปอยู่.
จบปฐมอภิสันทสูตรที่ ๑
๒. ทุติยอภิสันทสูตร
ห้วงบุญกุศล ๔ ประการ
[๑๖๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศลอันเป็นปัจจัยนำมา
ซึ่งความสุข ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เป็นห้วงบุญห้วง
กุศลอันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๑ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบ

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 375 (เล่ม 31)

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลอัน
นำมาซึ่งความสุขประการที่ ๒ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ... นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลอันนำมาซึ่ง
ความสุขประการที่ ๓ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกมีใจปราศจากความตระหนี่
อันเป็นมลทิน มีจาคะอันไม่ติดขัด มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่
การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครอบครองเรือน นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล
อันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศลอัน
เป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข ๔ ประการนี้แล.
[๑๖๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จะนับจะประมาณบุญของ
อริยสาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศล
อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข มีประมาณเท่านี้ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้
ห้วงบุญห้วงกุศลย่อมถึงความนับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้.
[๑๖๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหานทีเหล่านี้ คือ แม่น้ำคงคา
ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ย่อมไหลเรื่อยไปที่ปากน้ำใด จะนับจะประมาณ
น้ำที่ปากน้ำนั้นว่า ประมาณเท่านี้อาฬหกะ หรือร้อยอาฬหกะ พันอาฬหกะ
แสนอาฬหกะ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้ แม่น้ำย่อมถึงความนับว่าเป็น
กองน้ำใหญ่จะนับจะประมาณมิได้ แม้ฉันใด ใคร ๆ จะนับจะประมาณบุญ
ของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศล
อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข มีประมาณเท่านี้ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้
ห้วงบุญห้วงกุศลย่อมถึงความนับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้
ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 376 (เล่ม 31)

[๑๖๑๐] แม่น้ำเป็นอันมากที่หมู่คือคณะนรชน
อาศัยแล้ว ย่อมไหลไปสู่สาครทะเลหลวง
ซึ่งจะประมาณมิได้ เป็นที่ขังน้ำอย่างใหญ่
มีสิ่งที่น่ากลัวมาก เป็นที่อยู่ของรัตนะ
ฉันใด สายธารแห่งบุญย่อมไหลไปสู่
นรชนผู้เป็นบัณฑิต ผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า
ที่นอน ที่นั่งและเครื่องปูลาด เหมือน
แม่น้ำไหลไปสู่สาคร ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบทุติยอภิสันทสูตรที่ ๒
อรรถกถาทุติยอภิสันทสูตร
พึงทราบอธิบายในทุติยอภิสันทสูตรที่ ๒.
คำว่า มหานที ย่อมไหลเรื่อยไปที่ปากน้ำใด ความว่า ที่ปาก
น้ำใด แม่น้ำใหญ่เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกัน ไม่มีระหว่าง.
จบอรรถกถาทุติยอภิสันทสูตรที่ ๒

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 377 (เล่ม 31)

๓. ตติยอภิสันทสูตร
ห้วงบุญกุศล ๔ ประการ
[๑๖๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศลอันเป็นปัจจัยนำมา
ซึ่งความสุข ๔ ประการนี้ ๔ ประการนี้ไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เป็นห้วงบุญห้วง
กุศลอันนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๑ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบ
ด้วยความเลื่อมในอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม... นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลอัน
นำมาซึ่งความสุขประการที่ ๒ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์... นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลอันนำมาซึ่ง
ความสุขประการที่ ๓ อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบ
ด้วยปัญญา อันเป็นเหตุให้ถึงความเกิดและความดับเป็นอริยะ เป็นไปเพื่อ
ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลอันเป็น
ปัจจัยนำมาซึ่งความสุขประการที่ ๔ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงบุญห้วงกุศล
อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข ๔ ประการนี้แล.
[๑๖๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จะนับจะประมาณบุญของ
อริยสาวกผู้ประกอบด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศล
อันเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความสุข มีประมาณเท่านี้ มิใช่กระทำได้โดยง่าย ที่แท้
ห้วงบุญห้วงกุศลย่อมถึงความนับว่า เป็นกองบุญใหญ่ จะนับจะประมาณมิได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 378 (เล่ม 31)

[๑๖๑๓] ผู้ใดต้องการบุญ ตั้งมั่นในกุศล
เจริญมรรคเพื่อบรรลุอมตธรรม ผู้นั้น
บรรลุธรรมที่เป็นสาระ ยินดีในธรรมเป็น
ที่สิ้นไป (แห่งอาสวะ) ย่อมไม่หวั่นไหว
ในเมื่อมัจจุราชมาถึง.
จบตติยอภิสันทสูตรที่ ๓
อรรถกถาตติยอภิสันทสูตร
พึงทราบอธิบายในตติยอภิสันทสูตรที่ ๓.
คำว่า ปุญฺญกาโม คือ ผู้ต้องการบุญ. คำว่า ผู้ตั้งมั่นในกุศล คือ
ผู้ตั้งอยู่ในมรรคกุศล. คำว่า เจริญมรรคเพื่อบรรลุอมตธรรม คือ เจริญ
อรหัตมรรค เพื่อบรรลุนิพพาน. ในบทว่า ผู้บรรลุธรรมที่เป็นสาระ มี
วิเคราะห์ว่า ธรรมที่เป็นสาระคือ อริยผล ท่านเรียกว่า ธรรมที่เป็นสาระ การ
บรรลุธรรมที่เป็นสาระของบุคคลนั้น มีอยู่ เหตุนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า ผู้บรรลุ
ธรรมที่เป็นสาระ อธิบายว่า ผู้บรรลุผล. คำว่า ยินดีในธรรมเป็นที่สิ้นไป
คือ ยินดีในความสิ้นกิเลส.
จบอรรถกถาตติยอภิสันทสูตรที่ ๓

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 379 (เล่ม 31)

๔. ปฐมมหัทธนสูตร
ผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นผู้มั่งคั่ง
[๑๖๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
เราเรียกว่า เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มียศใหญ่ ธรรม ๔ ประการ
เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด
ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกประกอบด้วยธรรม
๔ ประการนี้แล เราเรียกว่า เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มียศใหญ่.
จบปฐมมหัทธนสูตรที่ ๔
อรรถกถาปฐมมหัทธนสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมมหัทธนสูตรที่ ๔.
คำว่า เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก คือ ผู้มั่งคั่ง และมีทรัพย์มาก
ด้วยอริยทรัพย์เจ็ดอย่าง. ผู้มีโภคะมากด้วยโภคะนั้นนั่นแหละ คำที่เหลือใน
ที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมมหัทธนสูตรที่ ๔
จบสคาถกปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่ ๕

379