ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 320 (เล่ม 31)

อรรถกถาทุติยมิตตามัจจสูตร
พึงทราบอธิบายในทุติยมัตตามัจจสูตรที่ ๗.
ชื่อว่า ความแปรเป็นอย่างอื่น มีหลายอย่าง คือ ความแปรเป็นอย่าง
อื่นโดยความเลื่อมใส ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะ ความแปรเป็นอย่างอื่น
โดยคติ ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยลักษณะ ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยการ
เปลี่ยนแปลง" ในความแปรเป็นโดยอย่างอื่นนั้น ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในมหาภูตทั้งหลาย ก็เมื่อปฐวีธาตุที่เชื่อมกัน
โดยความเป็นแท่งทึบ โดยภาวะเป็นทองเป็นต้น ย่อยยับแล้วถึงความเป็นน้ำอยู่
ภาวะในครั้งก่อนก็จะหายไป ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะก็จะปรากฏอยู่.
ส่วนลักษณะไม่หายไป คือปฐวีธาตุมีความแข็งกระด้างเป็นลักษณะแล และเมื่อ
อาโปธาตุที่สืบต่อโดยอาการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยความเป็นรสอ้อยเป็นต้น
ขาดไป ถึงความเป็นแผ่นดินแท่งทึบ ภาวะในครั้งก่อนก็จะหายไป ความแปร
เป็นอย่างอื่นโดยภาวะก็จะยังปรากฏอยู่ แต่ลักษณะจะไม่หายไป อาโปธาตุ
นั้นมีการประสานให้ติดกันเป็นลักษณะ. ก็ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยคตินี้ ใน
ความเป็นแปรเป็นอย่างอื่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทนี้ว่า
ความแปรเป็นอย่างอื่น. ก็ความแปรเป็นอย่างอื่นนั้น ย่อมไม่มีแก่อริยสาวก.
ถึงแม้ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยความเลื่อมใส ก็ไม่มีนั่นเอง. เพื่อประกาศ
ผลของความเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงความแปรเป็นอย่างอื่น
โดยคติไว้ในบทนี้นั่นเอง. คำที่เหลือในทุก ๆ บทตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗
จบราชการามวรรคที่ ๒

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 321 (เล่ม 31)

๘. ปฐมเทวจาริกสูตร*
ข้อปฏิบัติเข้าถึงสุคติ
[๑๔๙๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้หาย
จากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ เหมือนบุรุษมีกำลัง
เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ลำดับนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์
มากด้วยกันเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ อภิวาทแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้นว่า
[๑๔๙๙] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย การประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกาย
ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น
ไหวในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... สัตว์บาง
พวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นความดีแล
เพราะเหตุที่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อ
แตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
[๑๕๐๐] เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้
นิรทุกข์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ใน
* สูตรที่ ๘-๙-๑๐. ไม่มีอรรถกถาแก้

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 322 (เล่ม 31)

พระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... เป็นความดีแล การประกอบด้วยศีลที่พระอริย-
เจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นความดีแล ข้าแต่ท่าน
พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น
ไหวในพระพุทธเจ้า. . . ในพระธรรม. . . ในพระสงฆ์... การประกอบด้วยศีล
ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้า
ถึงสุคติโลกสวรรค์.
จบปฐมเทวจาริกสูตรที่ ๘
๙. ทุติยเทวจาริกสูตร
ข้อปฏิบัติเข้าถึงสุคติ
[๑๕๐๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้หาย
จากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในเทวโลกชั้นดาวดึงส์เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียด
แขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์มากด้วย
กันเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะ อภิวาทท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าว
กะเทวดาเหล่านั้นว่า
[๑๕๐๒] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย การประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... เป็นความดี
แล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...
ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 323 (เล่ม 31)

ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยศีลที่พระ
อริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึสุคติโลก
สวรรค์.
[๑๕๐๓] เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้
นิรทุกข์ การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ใน
พระธรรม... ในพระสงฆ์ ... เป็นความดีแล ... การประกอบด้วยศีลที่พระ-
อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นความดีแล เพราะเหตุที่
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตาย
ไป เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติโลกสวรรค์.
จบทุติยเทวจาริกสูตรที่ ๙
๑๐. ตติยเทวจาริกสูตร
องค์คุณของพระโสดาบัน
[๑๕๐๔] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายจาก
พระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียด
แขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ครั้งนั้น. เทวดาชั้นดาวดึงส์มากด้วยกัน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่
ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเทวดาเหล่านั้นว่า
[๑๕๐๕] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย การประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... เป็นความดี

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 324 (เล่ม 31)

แล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า...
ในพระธรรมะ... ในพระสงฆ์... สัตว์บางพวกในโลกนี้ เป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า การประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ... เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สัตว์บางพวกในโลกนี้ เป็นพระโสดาบัน มี
ความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๕๐๖] เทวดาทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์... เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... หมู่สัตว์นี้
เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไป
เพื่อสมาธิ เป็นความดีแล เพราะเหตุที่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว
หมู่สัตว์นี้เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้
ในเบื้องหน้า.
จบตติยเทวจาริกสูตรที่ ๑๐.
จบราชการามวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สหัสสสูตร ๒. พราหมณสูตร ๓. อานันทสูตร ๔. ปฐม-
ทุคติสูตร ๕. ทุติยทุคติสูตร ๖. ปฐมมิตตามัจจสูตร ๗. ทุติยมิตตามัจจสูตร
๘. ปฐมเทวจาริกสูตร ๙. ทุติยเทวจาริกสูตร ๑๐. ตติยเทวจาริกสูตร
และอรรถกถา.

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 31)

สรกานิวรรคที่ ๓
๑. ปฐมมหานามสูตร
ว่าด้วยกาลกิริยาอันไม่เลวทราม
[๑๕๐๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุง
กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชเสด็จเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทรงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระนครกบิลพัสดุ์นี้ เป็นพระนครมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาก
แออัดไปด้วยมนุษย์ มีถนนคับแคบ หม่อนฉันนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
หรือนั่งใกล้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจแล้ว เมื่อเข้าไปยังพระนครกบิลพัสดุ์
ในเวลาเย็น *ย่อมไม่ไปพร้อมกับช้าง ม้า รถ เกวียน และแม้กับบุรุษ
สมัยนั้น หม่อมฉันลืมสติที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
หม่อมฉันมีความดำริว่า ถ้าในเวลานี้ เรากระทำกาละลงไป คติของเราจะ
เป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเราจะเป็นอย่างไร.
[๑๕๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร
อย่ากลัวเลย ๆ การสวรรคตอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร กาลกิริยาอันไม่
เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร ดูก่อนมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรมแล้ว
* คำว่า ย่อมไม่ไป ปาฐะว่า ภนฺเต น แปลว่า . . . ย่อมไม่ไป
อรรถกถาแก้เป็น วิพฺภนฺเตน แปลว่าหมุนไปรอบ ๆ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 31)

ด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดกาลนาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูป
ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดงเกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและ
ขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดพื้น และมีอันแตกกระจัดกระจาย
ไปเป็นธรรมดา พวกกา แร้ง นกตะกรุม สุนัข สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์
ต่างชนิด ย่อมกัดกินกายนี้แหละ ส่วนจิตของผู้นั้นอันศรัทธา ศีล สุตะ
จาคะ ปัญญาอบรมแล้วตลอดกาลนาน ย่อมเป็นคุณชาติไปในเบื้องบน ถึง
คุณวิเศษ.
[๑๕๐๙] ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนบุรุษลงไปยังห้วงน้ำลึกแล้ว
พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน สิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้นจะเป็นก้อนกรวด
หรือกระเบื้องก็ตาม สิ่งนั้นจะจมลง สิ่งใดเป็นเนยใสหรือน้ำมัน สิ่งนั้นจะ
ลอยขึ้นถึงความวิเศษ ฉันใด จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรมแล้วด้วยศรัทธา
ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาตลอดกาลนาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูป ประกอบด้วย
มหาภูตรูป ๔... ส่วนจิตของผู้นั้นซึ่งอบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญาตลอดกาลนาน ย่อมเป็นคุณชาติไปในเบื้องบน ถึงคุณวิเศษ ฉันนั้น
เหมือนกัน ขอถวายพระพร มหาบพิตรอย่ากลัวเลย ๆ การสวรรคตอันไม่
ลามกจักมีแก่มหาบพิตร กาลกิริยาอันไม่ลามกจักมีแก่มหาบพิตร.
จบปฐมมหานามสูตรที่ ๑

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 327 (เล่ม 31)

สรกานิวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาปฐมมหานามสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมมหานามสูตรที่ ๑ แห่งสรกานิวรรคที่ ๓.
คำว่า มั่งคั่ง คือ สำเร็จแล้วด้วยน้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น.
คำว่า เจริญรุ่งเรือง คือเบิกบานแล้ว ด้วยอำนาจเครื่องประดับ มีเครื่องสวมมือ
และสวนศีรษะเป็นต้น. คำว่า แออัดไปด้วยมนุษย์ คือมีมนุษย์หาระหว่างมิได้.
ถนนที่เดินไม่ได้ตลอด ท่านเรียกว่า พยูหะ ในบทว่า มีถนนคับแคบ
คนทั้งหลายเข้าถึงทางที่เข้าโดยทางที่เข้าไปในถนนเหล่าใดแล ถนนเหล่านั้น
คับแคบมีมากในนครนี้ เหตุนั้น พระนครนี้ชื่อว่า มีถนนคับแคบ. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงการอยู่กัน อย่างหนาแน่นของชาวพระนคร แม้ด้วย
บทนี้. บทว่า วิพฺภนฺเตน ได้แก่ หมุนไปรอบ ๆ ข้างโน้นข้างนี้ เพราะ
ความฟุ้ง.
จบอรรถกถาปฐมมหานามสูตรที่ ๑
๒. ทุติยมหานามสูตร
ว่าด้วยกาลกิริยาอันไม่เลวทราม
[๑๕๑๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุง
กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชเสด็จเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 328 (เล่ม 31)

ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทรงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ พระนครกบิลพัสดุ์นี้ เป็นพระนครมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาก
แออัดไปด้วยมนุษย์ มีถนนคับแคบ หม่อมฉันนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า
หรือนั่งใกล้ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจแล้ว เมื่อเข้าไปยังพระนครกบิลพัสดุ์
ในเวลาเย็น ย่อมไม่ไปพร้อมกับช้าง ม้า รถ เกวียน และแม้กับบุรุษ
สมัยนั้น หม่อมฉันลืมสติที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
หม่อมฉันมีความดำริว่า ถ้าในเวลานี้ เรากระทำกาละลงไป คติของเราจะเป็น
อย่างไร อภิสัมปรายภพของเราจะเป็นอย่างไร.
[๑๕๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร
อย่ากลัวเลย ๆ การสวรรคตอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร กาลกิริยาอัน
ไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร ดูก่อนมหาบพิตร อริยสาวกผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่
นิพพาน ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม... ใน
พระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ.
[๑๕๑๒] ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนต้นไม้ที่น้อมโน้มโอนไป
ทางทิศปราจีน เมื่อรากขาดแล้ว จะพึงล้มไปทางไหน.
ม. ก็พึงล้มไปทางที่ต้นไม้น้อมโน้มโอนไป พระเจ้าข้า.
พ. ฉันใด อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ก็ย่อม
เป็นผู้น้อมโน้มโอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกันแล.
จบทุติยมหานามสูตรที่ ๒

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 329 (เล่ม 31)

ทุติยมหานามสูตรมีอรรถตื้นทั้งนั้น.
๓. โคธาสูตร
ปัญหาเกี่ยวกับการเป็นพระโสดาบัน
[๑๕๑๓] กบิลพัสดุ์นิทาน. ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราช
เสด็จเข้าไปหาเจ้าศากยะพระนามว่าโคธา ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า
[๑๕๑๔] ดูก่อนโคธา พระองค์ย่อมทรงทราบบุคคลผู้ประกอบด้วย.
ธรรมกี่ประการ ว่าเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่
จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า. เจ้าศากยะพระนามว่าโคธาตรัสตอบว่า ดูก่อนมหานาม
หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ว่าเป็นพระ-
โสดาบัน... ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน. อริยสาวกในธรรนวินัยนี้ เป็นผู้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม...
ในพระสงฆ์... หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ประการนี้เเล
ว่าเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า.
[๑๕๑๕] ดูก่อนมหานาม ก็พระองค์เล่าย่อมทรงทราบบุคคลผู้
ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน.
ม. ดูก่อนโคธา หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ... ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน. อริยสาวกใน

329