ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 31)

พระราชาจึงส่งพวกบุรุษไปให้คร่าพวกดาบสออกไป พวกฤาษีที่ยืน
ภายนอก แลดูอยู่ว่า พวกดาบสนี้ให้อะไรหนอแลจึงได้แล้ว เห็นว่า ชื่อนี้
จึงคิดว่า ถึงแม้พวกเราให้สินบนแล้วก็จะถือเอาอีก จึงนิรมิตหน้าต่างรถแล้ว
ด้วยทอง ด้วยฤทธิ์ ถือไปแล้ว. พระราชาทรงเห็นแล้วยินดี ตรัสว่า เจ้าข้า
ข้าพเจ้าพึงทำอย่างไร.
พวกดาบส ทูลว่า มหาบพิตร คณะฤาษีอื่นนั่งที่โคนไม้ของพวก
ข้าพระองค์ ขอพระองค์จงประทานโคนไม้นั้นเถิด.
พระราชาทรงส่งพวกบุรุษไปให้คร่าดาบสเหล่านั้นออกไป. พวกดาบส
ทำการทะเลาะกันและกันแล้ว เป็นผู้เดือดร้อนว่า พวกเราทำกรรมไม่สมควร
แล้ว จึงได้ไปเชิงเขาแล้วแล. ลำดับนั้น เทวดาโกรธแล้วว่า พระราชานี้
รับสินบนจากมือของคณะดาบสแม้ทั้งสอง ให้ทำการทะเลาะกันและกัน จึงทด
มหาสมุทรทำที่แห่งหนทางประมาณพันโยชน์แห่งแว่นแคว้นของพระราชานั้น
ให้เป็นสมุทรทีเดียว.
ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า ภุรุราชา ทำให้
ดาบสทั้งหลายมีระหว่างใน (แตกกัน )
พระราชานั้น พร้อมกับแว่นแคว้นจึงถูก
ทำลายแล้วถึงความเสื่อมแล้ว.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอดีตนี้อย่างนี้แล้ว เพราะขึ้นชื่อว่า
ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย บุคคลควรเชื่อเหตุนั้น พระราชาทรงกำหนด
ใคร่ครวญกิริยาของพระองค์แล้ว ทรงดำริว่า กรรมที่ไม่ควรทำเราได้ทำแล้ว
จึงตรัสว่า พนาย พวกท่านจงไปคร่าเอาพวกเดียรถีย์ออกไป ครั้นให้คร่า
ออกไปแล้วทรงดำริว่า วิหารที่เราให้สร้างยังไม่มี เราจักให้สร้างวิหารในที่นั้น

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 31)

นั่นแหละ แล้วไม่พระราชทานทัพสัมภาระแก่เดียรถีย์เหล่านั้น ทรงให้สร้าง
วิหารแล้ว. คำนั้น (ราชการาม) พระสังคีติกาจารย์กล่าวแล้วหมายเอาวิหารนั้น.
จบอรรถกถาสหัสสสูตรที่ ๑.
๒. พราหมณสูตร
ว่าด้วยอุทยคามินีปฏิปทา
[๑๔๘๒] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติปฏิปทา ชื่ออุทยคามินี พวกเขาย่อม
ชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ มาเถิดท่าน ท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่
แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน ท่านอย่าเว้น บ่อ เหว ตอ ที่มีหนาม
หลุมเต็มด้วยคูถ บ่อโสโครกใกล้บ้าน ท่านพึงตกไปในที่ใด พึงรอความตาย
ในที่นั้น ด้วยวิธีอย่างนี้ เมื่อแตกกายตายไป ท่านจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
[๑๔๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อบัญญัติของพราหมณ์ทั้งหลายนั้น
เป็นความดำเนินของคนพาล เป็นความดำเนินของคนหลง ย่อมไม่เป็นไป
เพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความเข้าไปสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ส่วนในอริยวินัย เราก็บัญญัติ
ปฏิปทาชื่ออุทยคามินีที่เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อความคลาย-
กำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 31)

[๑๔๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุทยคามินีปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อ
ความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อนิพพาน เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์. .. ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไป
เพื่อสมาธิ นี้แล คือ อุทยคามินีปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว
เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
จบพราหมณสูตรที่ ๒
อรรถกถาพราหมณสูตร
พึงทราบอธิบายใน พราหมณสูตรที่ ๒.
คำว่า ปฏิปทา ชื่อว่า อุทยคามินี ความว่า ปฏิปทาเครื่องให้ถึง
ความเจริญในลัทธิของตน.
บทว่า พึงรอความตาย ได้แก่ พึงปรารถนาความตาย.
จบอรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๒

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 31)

๓. อานันทสูตร
ละธรรม ๔ ประกอบธรรม ๔ เป็นพระโสดาบัน
[๑๔๘๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระอานนท์อยู่ ณ
พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น
เวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่เร้นแล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึง
ที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน
ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ เพราะละธรรมเท่าไร เพราะเหตุประกอบธรรมเท่าไร หมู่สัตว์นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำ
เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๔๘๖] ท่านพระอานนท์กล่าวตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะ
ละธรรม ๔ ประการ เพราะเหตุประกอบธรรม ๔ ประการ หมู่สัตว์นี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำ
เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
เห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ปุถุชนนั้น
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-
พุทธเจ้าเห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าเห็นปานนั้น ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้นว่า
แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม.

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 31)

[๑๔๘๗] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมเห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระธรรมเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ปุถุชนนั้น ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมเห็นปานใด เมื่อแตก
กายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวใน-
พระธรรมเห็นปานนั้น ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้นว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน.
[๑๔๘๘] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์เห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระสงฆ์เห็นปานนั้น. ย่อมไม่มีแก่ปุถุชนนั้น ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์เห็นปานใด เมื่อแตก-
กายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระสงฆ์เห็นปานนั้น ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.
[๑๔๘๙] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ประกอบด้วย
ความทุศีลเห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ความทุศีลเห็นปานนั้น ย่อมไม่มีแก่ปุถุชนนั้น ส่วนอริยสาวกผู้
ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วเห็นปานใด เมื่อแตกกายตายไป ย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว เป็นศีลไม่ขาด... เป็นไป
เพื่อสมาธิ เห็นปานนั้น ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้น.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 31)

[๑๔๙๐] ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะละธรรม ๔ ประการนี้ เพราะเหตุ
ประกอบธรรม ๔ ประการนี้ หมู่สัตว์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่า
เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า.
จบอานันทสูตรที่ ๓
อานันทสูตรที่ ๓ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
๔. ปฐมทุคติยสูตร
มีธรรม ๕ ประการย่อมพ้นทุคติ
[๑๔๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ย่อมล่วงภัยคือทุคติทั้งหมดได้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวก
ในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ...
ในพระธรรมะ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่
ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ย่อมล่วงภัย คือ ทุคติทั้งหมดได้.
จบปฐมทุคติสูตรที่ ๔

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 31)

อรรถกถาปฐมทุคติสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมทุคติสูตรที่ ๕.
บทว่า ย่อมล่วงภัยคือทุคติทั้งหมดได้ ความว่า ทรงคัดค้านความ
เป็นผู้มีสองส่วนของมนุษย์.
จบอรรถกถาปฐมทุคติยสูตรที่ ๔
๕ .ทุติยทุคติสูตร
มีธรรม ๔ ประการ พ้นทุคติและวินิบาต
[๑๔๙๒ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ย่อมล่วงภัยคือทุคติและวินิบาตทั้งหมดได้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-
พุทธเจ้า... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า
ใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหล่านี้ ย่อมล่วงภัยคือทุคติและวินิบาตทั้ง
หมดได้.
จบทุติยทุคติสูตรที่ ๕

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 31)

อรรถกถาทุติยทุคติสูตร
พึงทราบอธิบายในทุติยทุคติสูตรที่ ๕.
บทว่า ย่อมล่วงภัยคือทุคติและวินิบาตทั้งหมดได้ ความว่า ทรง
คัดค้านอบาย ๔ กับความเป็นผู้มีสองส่วนของมนุษย์.
จบอรรถกถาทุติยทุคติสูตรที่ ๕
๖. ปฐมมิตตามัจจสูตร
องค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ
[๑๔๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้
เป็นมิตร อมาตย์ ญาติหรือสาโลหิต ผู้ที่สำคัญโอวาทว่าเป็นสิ่งที่ตนควรฟัง
พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็น
เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ
เป็นไฉน คือ พึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในความเลื่อมใสอันไม่
หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ในศีลที่พระ-
อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้เป็นมิตร อมาตย์ ญาติหรือสาโลหิต ผู้ที่
สำคัญโอวาทว่าเป็นสิ่งที่ตนควรฟัง พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้
ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการเหล่านี้.
จบปฐมมิตตามัจจสูตรที่ ๖

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 31)

อรรถกถาปฐมมิตตามัจจสูตร
พึงทราบอธิบายในปฐมมิตตามัจจสูตรที่ ๖.
คำว่า มิตร ได้แก่ มิตรตามโวหาร ด้วยอำนาจการบริโภคอามิสใน
เรือนของกันและกัน. คำว่า อมาตย์ ได้แก่ ผู้ที่ให้การงานที่ควรทำเป็น
ไปร่วมกันในการเชื้อเชิญการปรึกษา และอิริยาบถเป็นต้น. คำว่า ญาติ
ได้แก่ เป็นฝ่ายพ่อตาแม่ยาย. คำว่า สายโลหิต ได้แก่ พี่ชายน้องชาย พี่
สาวน้องสาวและลุงเป็นต้นที่มีโลหิตเสมอกัน.
จบอรรถกถาปฐมมิตตามัจจสูตรที่ ๖
๖. ทุติยมิตตามัจจสูตร
องค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ
[๑๔๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้
เป็นมิตร. . . ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ
องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการเป็นไฉน คือ พึงให้สมาทาน
ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้
เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม.
[๑๔๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ ธาตุลม พึงมีความแปรเป็นอื่นไปได้ ส่วนอริยสาวกผู้ประกอบด้วย
ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ไม่พึงมีความแปรเป็นอื่นไปได้

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 319 (เล่ม 31)

เลย ความแปรเป็นอย่างอื่นในข้อนั้นดังนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อม
ใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... จักเข้า
ถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานหรือปิตติวิสัย ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เธอ
ทั้งหลายพึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในความเลื่อมใส
อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ในศีลที่
พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ.
[๑๔๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ ธาตุลม พึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้ ส่วนอริยสาวกผู้ประกอบ
ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่พึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้เลย ความ
แปรเป็นอย่างอื่นในข้อนั้น ดังนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่
แล้ว จักเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ
ที่จะมีได้.
[๑๔๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้
เป็นมิตร อมาตย์ ญาติหรือสาโลหิต ผู้ที่สำคัญโอวาทว่าเป็นสิ่งที่ตนควรฟัง
พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็น
เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการเหล่านี้.
จบทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗

319