ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 300 (เล่ม 31)

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้นมาก เหมือนพวกปุถุชน เกิดขึ้นเบาบาง เหมือน
ปีกแมลงวัน.* ก็พระทีฆภาณกเตปิฎกมหาสิวเถระ กล่าวแล้วว่า พระสกทาคามี
ย่อมมีบุตรและธิดา (และ) หมู่สนม เพราะเหตุนั้น กิเลสทั้งหลายจึงมีมาก
แต่ว่า คำนี้ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจภพ. ก็คำนั้น เป็นอันถูกคัดค้านแล้ว
เพราะท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า เว้น ๗ ภพ ในภพที่ ๘ พระโสดาบัน ย่อม
ไม่มีสังโยชน์ที่เบาบางในภพ เว้น ๒ ภพ ใน ๕ ภพ พระสกทาคามี ย่อมไม่
มีสังโยชน์ที่เบาบางในภพ เว้นรูปภพ อรูปภพ ในกามภพ พระอนาคามี
ย่อมไม่มีสังโยชน์ที่เบาบางในภพ ในภพไร ๆ พระขีณาสพ ย่อมไม่มีสังโยชน์
ที่เบาบางในภพ. คำว่า โลกนี้ ท่านกล่าว หมายเอากามาวาจรโลกนี้.
ก็ในคำนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า ก็ถ้าว่า ภิกษุชื่อว่า สาฬหะ บรรลุ
สกทาคามิผลในมนุษยโลกแล้วเกิดในเทวโลก ทำให้แจ้งพระอรหัต นั่นเป็น
การดีแล. แต่ว่า เมื่อไม่อาจมามนุษยโลกแล้ว ก็จะทำให้แจ้งพระอรหัตแน่แท้.
แม้บรรลุพระสกทาคามิผลในเทวโลกแล้ว ถ้ามาเกิดในมนุษยโลกก็จะทำพระ-
อรหัตให้แจ้ง นั่นเป็นการดีแล. แต่ว่า เมื่อไม่สามารถ ครั้นไปเทวโลก
แล้ว ก็จะทำให้แจ้งแน่แท้. ความตกต่ำ ชื่อว่า วินิบาต ความตกต่ำเป็น
ธรรมของพระโสดาบันหามิได้ เหตุนั้น ชื่อว่า มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
อธิบายว่า มีความไม่ตกต่ำเป็นสภาวะในอบายทั้ง ๔. บทว่า เที่ยง ได้แก่
เที่ยงโดยทำนองแห่งธรรม.
บทว่า มีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า ความว่า การตรัสรู้กล่าวคือ
มรรค ๓ เบื้องสูง เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นคติ เป็นที่พึ่ง อันเขาพึง
บรรลุแน่แท้ เหตุนั้น ชื่อว่าผู้มีการตรัสรู้พร้อมเป็นไปในเบื้องหน้า. บทว่า
ข้อนี้เป็นความลำบาก ความว่า อานนท์ ความลำบากกายนั่นเทียว ย่อม
* ปาฐะเป็น มจฺฉิกปตฺตา พม่าเป็น มกฺขิกปตฺตํ แปลตามพม่า.

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 301 (เล่ม 31)

ปรากฏแม้แก่ตถาคคผู้ตรวจดู คติ การอุบัติ และ ญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ใน
เบื้องหน้าของคนเหล่านั้น ๆ ด้วยพระญาณ แต่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความ
ลำบากทางจิต. บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่แว่นที่สำเร็จด้วยธรรม. บทว่า เยน
ความว่า ประกอบแล้วด้วยแว่นที่สำเร็จด้วยธรรมใด. คำว่า มีอบาย ทุคติ
และวินิบาตสิ้นแล้ว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้วด้วยคำที่เป็นไวพจน์ของ
นรกเป็นต้นนั่นเอง. ก็นรกเป็นต้น ชื่อว่า อบาย เพราะไปปราศจากความ
ก้าวหน้ากล่าวคือความเจริญ. คติ คือที่แล่นไปของทุกข์ เหตุนั้น ชื่อว่า ทุคติ.
ผู้ที่มีปกติทำชั่ว ไร้อำนาจตกไปในนรกเป็นต้นนั้น เหตุนั้น นรกเป็นต้นนั้น
จึงชื่อว่า วินิบาต.
จบอรรถกถาคิญชกาวสถสูตรที่ ๘
๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมปริยาย ชื่อ ธรรมทาส
[๑๔๗๓] (ข้อความเบื้องต้นเหมือนคิญชกาวสถสูตรที่ ๑) ครั้นแล้ว
ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ
ชื่อว่าอโสกะมรณภาพแล้ว คติของเธอเป็นอย่างไร สัมปรายภพของเธอเป็น
อย่างไร ภิกษุณีชื่ออโสกามรณภาพแล้ว ฯลฯ อุบาสกชื่ออโสกะกระทำกาละ
แล้ว ฯ ล ฯ อุบาสิกาชื่ออโสกากระทำกาละแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร
สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร.
[๑๔๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุชื่ออโสกะ
มรณภาพแล้ว กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่

301
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 302 (เล่ม 31)

ภิกษุณีชื่ออโสกา... อุบาสกชื่ออโสกะ ... อุบาสิกาชื่ออโสกา กระทำกาละ
แล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยง ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๔๗๕] ดูก่อนอานนท์ นี้แล คือธรรมปริยาย ชื่อ ธรรมาทาส ที่
อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามี
นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็น
พระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
จบทุติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๙
ทุติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๙ มีอรรถตื้นทั้งนั้น
๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร
ว่าด้วยธรรมปริยาย ชื่อ ธรรมาทาส
[๑๔๗๖] (ข้อความเบื้องต้นเหมือนคิญชกาวสถสูตรที่ ๑) ครั้นแล้ว
ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อุบาสกชื่อกกุฏะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง กระทำกาละแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร
สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร... อุบาสกชื่อกฬิภะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง...
อุบาสกชื่อทนิกัทธะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อกฏิสสหะในหมู่บ้าน
แห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อตุฏฐะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบสกชื่อสันตุฏฐะ

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 303 (เล่ม 31)

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อภัททะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง... อุบาสกชื่อ
สุภัททะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง กระทำกาละแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร
สัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร.
[๑๔๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ อุบาสกชื่อ
กกุฏะ กระทำกาละแล้ว เป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้นมีอันไม่กลับ
จากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป อุบาสก
ชื่อกฬิภะ... ชื่อทนิกัทธะ... ชื่อกฏิสสหะ... ชื่อตุฏฐะ.. ชื่อสันตุฏฐะ...
ชื่อภัททะ... ชื่อสุภัททะ กระทำกาละแล้ว เป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพาน
ในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป.
[๑๔๗๘] ดูก่อนอานนท์ อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เกิน
กว่า ๕๐ คน กระทำกาละแล้ว เป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น
มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕
สิ้นไป อุบาสกทั้งหลายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกินกว่า ๙๐ คน กระทำกาละแล้ว
เป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ
เบาบาง มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ อุบาสกทั้งหลายใน
หมู่บ้านแห่งหนึ่งจำนวน ๕๐๖ คน กระทำกาละแล้ว เป็นพระโสดาบัน เพราะ
สังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า.
[๑๔๗๙] ดูก่อนอานนท์ ข้อที่บุคคลเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว พึง
กระทำกาละ มิใช่เป็นของน่าอัศจรรย์ ถ้าเมื่อผู้นั้น ๆ กระทำกาละแล้ว เธอ

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 304 (เล่ม 31)

ทั้งหลายพึงเข้ามาหาเราแล้วสอบถามเนื้อความนั้น ข้อนี้เป็นความลำบากของ
ตถาคต เพราะฉะนั้นแหละ เราจักแสดงธรรมปริยายชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวก
ประกอบแล้ว เมื่อหวังอยู่พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิด
สัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
[๑๔๘๐] ดูก่อนอานนท์ ก็ธรรมปริยาย ชื่อธรรมาทาส ที่อริยสาวก
ประกอบแล้ว เมื่อหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก กำเนิด
สัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-
พุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า
ใคร่แล้ว... เป็นไปเพื่อสมาธิ นี้แล คือ ธรรมปริยาย ชื่อ ธรรมาทาส ที่
อริยสาวกประกอบแล้ว เมื่อหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เรามีนรก
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็น
พระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบตติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๑๐
จบเวฬุทวารวรรคที่ ๒

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 305 (เล่ม 31)

อรรถกถาตติยคิญชกาวสถสูตร
พึงทราบอธิบายในตติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๑๐
บทว่า เกินกว่า ๕๐ ได้แก่ มากกว่า ๕๐ คน. บทว่า เกินกว่า
๙๐ คน ได้แก่ มากกว่า ๙๐ คน. บทว่า ฉาติเรกานิ ได้แก่ จำนวน ๖ คน
ทราบมาว่า หมู่บ้านั้น ไม่ได้ใหญ่ยิ่งก็จริง ถึงกระนั้น ในหมู่บ้านนั้นก็ยังมี
อริยสาวกมาก ในหมู่บ้านนั้น สัตว์ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ตายคราวเดียวกัน ด้วย
อหิวาตกโรค. ในคนเหล่านั้น อริยสาวกได้มีประมาณเท่านี้. คำที่เหลือในที่
ทุกแห่งตื้นนั่นเทียวแล.
จบอรรถกถาตติยคิญชกาวสถสูตรที่ ๑๐
จบอรรถกถาเวฬุทวารวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในรรรคนี้ คือ
๑. ราชสูตร ๒. โอคธสูตร ๓. ทีฆาวุสูตร ๔. ปฐมสาริปุตตสูตร
๕. ทุติยสาริปุตตสูตร ๖. ถปติสูตร ๗. เวฬุทวารสูตร ๘. ปฐมคิญชกาวสถ
สูตร ๙. ทุติยคิญชกาวสถสูตร ๑๐. ตติยคิญชกาวสถสูตร และอรรถกถา.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 306 (เล่ม 31)

ราชากามวรรคที่ ๒
๑. สหัสสสูตร
องค์คุณของพระโสดาบัน
[๑๔๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ราชการาม กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้น ภิกษุณีสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุณีเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุณีทั้งหลาย อริย-
สาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำ
เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระ-
อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกผู้ประกอบด้วย
ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบสหัสสสูตรที่ ๑

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 31)

ราชการามวรรควรรณนา
อรรถกถาสหัสสสูตร
พึงทราบอธิบายในสหัสสสูตรที่ ๑ แห่งราชการามวรรคที่ ๒.
คำว่า ราชการาม ได้แก่ อารามที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะพระราชา
ทรงให้สร้าง. ถามว่า พระราชาองค์ไหน. ตอบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล.
ทราบมาว่า ในปฐมโพธิกาล พวกเดียรถีย์เห็นพระศาสดา ที่ทรง
ถึงความเลิศด้วยยศและลาภ พากันคิดแล้วว่า พระสมณโคดมถึงความเลิศ
ด้วยลาภและยศ ก็ศีลหรือสมาธิอย่างอื่นไร ๆ ของพระสมณโคดมนั้นไม่มี
พระสมณโคดมนั้นถึงความเลิศด้วยลาภและยศอย่างนี้ เป็นเหมือนถือเอาพื้น
แผ่นดินที่สมบูรณ์เป็นเลิศ ถ้าแม้พวกเราอาจให้สร้างวัดใกล้พระเชตวันได้
ก็จะพึงเป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศ. เดียรถีย์เหล่านั้น จึงชักชวนอุปัฏฐาก
ของตนได้ประมาณแสนคน ได้กหาปณะ แล้วได้พาอุปัฏฐากเหล่านั้นไปราช
สำนัก. พระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกัน. ทูลว่า พวกข้าพระองค์จะสร้างวัด
ของเดียรถีย์ใกล้เชตวัน ถ้าว่าพระสมณโคดม หรือพวกสาวกของพระสมณโคดม
จักมาห้ามไซร้ ขอพระองค์อย่าให้เพื่อจะห้ามเลย แล้วได้ถวายสินบน.
พระราชารับสินบนแล้วตรัสว่า พวกท่านจงไปสร้างเถิด พวกเดียรถีย์นั้น
จึงให้พวกอุปัฏฐากของตนขนทัพพสัมภาระมา เเล้วทำการยกเสาเป็นต้น
เปล่งเสียงอึกทึกลือลั่น ทำโกลาหลเป็นอย่างเดียวกัน. พระศาสดาเสด็จออกจาก
พระคันธกุฎีประทับที่หน้ามุข ตรัสถามแล้วว่า อานนท์ ก็คนพวกนั้น
เหล่าไหน เห็นจะเป็นพวกชาวประมง เปล่งเสียงอึกทึกลือลั่น แย่งปลากันอยู่.
อา. พวกเดียรถีย์ สร้างวัดของเดียรถีย์ใกล้พระเชตวัน พระเจ้าข้า.
ศ. อานนท์ พวกนี้เป็นศัตรูต่อศาสนา จะทำให้อยู่ไม่เป็นสุขแก่หมู่
ภิกษุ เธอจงทูลพระราชา และให้รื้อออกไป.

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 31)

พระเถระพร้อมด้วยหมู่ภิกษุ ได้ไปยืนที่พระทวารหลวง. ราชบุรุษ
ทั้งหลายกราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกพระเถระมาเฝ้า.
พระราชามิได้เสด็จออกไป เพราะได้รับสินบนไว้แล้ว พระเถระทั้งหลายจึง
ไปกราบทูลพระศาสดา. พระศาสดาทรงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
ไป. พระราชาไม่ได้พระราชทาน แม้การเฝ้าแก่พระเถระทั้งสองนั้น พระเถระ
เหล่านั้น จึงมากราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชาไม่ได้
เสด็จออกเลย.
พระศาสดาทรงพยากรณ์ในขณะนั้นทีเทียวว่า พระราชาดำรงอยู่ใน
ราชสมบัติของตนจักไม่ได้เพื่อจะทำกาละ. วันที่สอง พระองค์นั่นเทียว มีหมู่
ภิกษุเป็นบริวาร ได้เสด็จไปประทับยืนที่ประตูหลวง พระราชาทรงสดับว่า
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว จึงเสด็จออกไปกราบทูลให้เสด็จเข้านิเวศน์ ให้ประทับ
นั่งบนสารบัลลังก์ ได้ทรงถวายข้าวต้มและของเคี้ยว พระศาสดาเสวยข้าวต้ม
และของเคี้ยวแล้ว ไม่ตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทำเหตุนี้แล้ว กะพระราชา
ผู้เสด็จมาประทับนั่ง ด้วยพระราชดำริว่า เราจักนั่งในสำนักของพระศาสดา
จนกว่าพระกระยาหารจะเสร็จ จึงทรงดำริว่า เราจะให้พระราชานั้นยินยอม
ด้วยเหตุทีเดียว จึงทรงนำเหตุในอดีตนี้มาว่า มหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า การให้
พวกบรรพชิตรบกันและกันไม่สมควร พระราชาทรงให้พวกฤาษีเหล่านั้น
รบกันและกันแล้ว ได้จมมหาสมุทรไปพร้อมกับแว่นแคว้น. พระราชาตรัส
ถามว่า เมื่อไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
มหาบพิตร ในอดีต พระราชาพระนามว่า ภุรุ ในแว่นแคว้นภุรุ
ครองราชสมบัติอยู่. คณะฤาษี ๒ คณะ ๆ ละ ๕๐๐ ไปจากเชิงภูเขาสู่ภุรุนคร
เพื่อจะเสพรสเค็มและเปรี้ยว ที่ไม่ไกลพระนครมีต้นไม้อยู่สองต้น. คณะฤาษี
ที่มาก่อนนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง. แม้คณะฤาษีที่มาภายหลังก็ได้นั่งที่โคน

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 31)

ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง. พวกฤาษีได้อยู่ตามความพอใจแล้วไปที่เชิงเขาเทียว. พวก
ฤาษีนั้นแม้มาอีกก็ได้นั่งในที่หนึ่งแห่งโคนต้นไม้ของตน. พวกฤาษีนั้นที่มา
ภายหลังก็ได้นั่งที่โคนต้นไม้ของตนเหมือนกัน. เมื่อเวลาผ่านไปนาน ต้นไม้
ต้นหนึ่งแห้ง ( ตาย). พวกดาบสมาที่ต้นไม้แห้งนั้น คิดว่า ต้นไม้ต้นนี้ ( ต้นที่
ไม่แห้ง) ใหญ่ จักเพียงพอ แม้แก่พวกเรา แม้แก่ดาบสเหล่านั้น จึงนั่งในที่
แห่งหนึ่งของต้นไม้ของพวกดาบสนอกนี้. ดาบสเหล่านั้นมาแล้วภายหลังไม่เข้า
ไปที่โคนไม้นั้น ยืนอยู่ภายนอกเทียว กล่าวแล้วว่า ท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในที่นี้
เพราะเหตุไร. ดาบสเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านอาจารย์ ต้นไม้ของพวกกระผม
แห้งตาย ต้นไม้นี้ต้นใหญ่ แม้พวกท่านก็จงเข้าไปเถิด จักพอแม้แก่พวกท่าน.
พวกดาบสกล่าวว่า พวกเราจะไม่เข้าไป พวกท่านจงออกไป แล้ว
ขยายถ้อยคำกล่าวว่า พวกท่านจักไม่เต็มใจออกไปหรือ จึงจับที่มือเป็นต้น
ดึงออกไป.
ดาบสเหล่านั้นจึงคิดว่า ช่างเถิด เราจักให้พวกฤาษีนั้นสำเหนียก แล้ว
นิรมิตล้อ ๒ ล้อสำเร็จด้วยทอง และเพลาสำเร็จด้วยเงินด้วยฤทธิ์ได้ให้หมุนไป
พระทวารหลวง. พวกราชบุรุษ กราบทูลคำเห็นปานนี้ให้พระราชาทรงทราบ
ว่า พระเจ้าข้า พวกดาบสถือเครื่องบรรณาการยืนอยู่แล้ว. พระราชาทรงยินดี
แล้วตรัสว่า พวกท่านจงเรียกมา ให้เรียกมาแล้วตรัสว่า พวกท่านทำกรรม
ใหญ่แล้ว เรื่องไร ๆ ที่ข้าพเจ้าจะพึงทำแก่พวกท่านมีอยู่หรือ.
ดา. ขอถวายพระพร หาบพิตร มีโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นั่ง
ของพวกข้าพระองค์ โคนไม้นั้น ถูกพวกฤาษีอื่นยึดแล้ว ขอพระองค์จงให้
พวกฤาษีนั้นให้โคนไม้นั้นแก่พวกข้าพระองค์.

309