ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 270 (เล่ม 31)

โสตาปัตติสังยุตวรรณนา
อรรถกถาราชสูตร
พึงทราบอธิบายในราชสูตรที่ ๑.
คำว่า กิญฺจาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าอนุเคราะห์และติเตียน.
จริงอยู่ พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์ (เมื่อถือเอา) ราชสมบัติ คือความเป็น
อิสฺราธิบดีแห่งมหาทวีปทั้ง ๔ และเมื่อจะทรงติเตียนความเป็น คือการละบาย
ทั้ง ๔ ยังไม่ได้ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิ...
แม้ก็จริง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า แห่งทวีปทั้ง ๔ ได้แก่ ทวีปใหญ่ ๔
มีทวีปพันหนึ่งเป็นบริวาร.
บทว่า อิสฺสริยาธิปจฺจํ ความว่า ความเป็นอิสระ ความเป็นอธิบดี
ชื่อว่า ความเป็นใหญ่ ความเป็นอิสระ ความเป็นใหญ่ ชื่อว่า ความเป็น
อิสราธิบดี เพราะอรรถว่า ไม่มีความแตกต่างกันในราชสมบัติ. บทว่า
กาเรตฺวา ได้แก่ ให้ราชสมบัติเห็นปานนี้เป็นไป. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้
ตรัสคำเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ... แม้ก็จริง.
ผ้ามีชายหามิได้ ชื่อว่า นนฺตกานิ (ผ้าที่เศร้าหมอง) ในบทนั้น. ก็ผ้า
สาฎกแม้ ๑๓ ศอก ตั้งแต่ตัดชายผ้าออก ถึงการนับว่า ผ้าไม่มีชายเหมือนกัน. บทว่า
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ได้แก่ ความเลื่อมใสอันไม่คลอนแคลน.
บทว่า ก็ความเลื่อมใสนี้นั้น ความว่า ความเลื่อมใสอย่างหนึ่งมี
หลายอย่างเทียว ก็ความเลื่อมใสที่มาถึงแล้วโดยมรรคนั้น ย่อมเกิดขึ้นไม่ก่อน
ไม่หลังในวัตถุเหล่าใด ด้วยอำนาจวัตถุเหล่านั้น ความเลื่อมใสนั้น ท่านจึง
กล่าวไว้ ๓ อย่าง โดยนัยเป็นต้นว่า ด้วยความเลื่อมในอันไม่หวั่นไหวในพระ-
* ไม่มีการช่วงชิงหรือโค่นล้มราชสมบัติหนึ่ง.

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 271 (เล่ม 31)

พุทธเจ้า. เพราะความเลื่อมใสอย่างเดียว เหตุนั้น ความเลื่อมใสนั้น ย่อมเป็น
เหตุให้น้อมไปต่างๆกัน. จริงอยู่ อริยสาวก ย่อมมีความเลื่อมใส ความรักและ
ความเคารพในพระพุทธเจ้าเท่านั้นมาก ในพระธรรมหรือในพระสงฆ์ไม่มาก
หรือย่อมมีความเลื่อมใสในพระธรรมเท่านั้นมาก ในพระพุทธเจ้า หรือใน
พระสงฆ์ไม่มาก หรือย่อมมีความเลื่อมใสในพระสงฆ์เท่านั้นมาก ในพระพุทธเจ้า
หรือพระธรรมไม่มาก เพราะเหตุนั้น อริยสาวกมีความเลื่อมใส ความรักและ
ความเคารพ (ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) เพียงอย่างเดียวก็หาไม่.
คำเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ดังนี้ ท่านให้พิสดารแล้ว ในปกรณ์วิเสส ชื่อว่า วิสุทธิมรรคนั่นแล. บทว่า
ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ความว่า ที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ใคร่เเล้ว คือ เป็นที่
ชอบใจเทียว เพราะว่า พระอริยบุคคลทั้งหลาย ไปแล้วระหว่างภพก็ไม่ทำให้
ศีลห้ากำเริบ ท่านกล่าวแล้วอย่างนี้ หมายเอาศีลห้าเหล่านั้น แม้ของพระอริย-
บุคคลเหล่านั้น. คำว่า ไม่ขาด เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว เช่น
เดียวกันเทียว. ส่วนหนึ่งขาดที่ริม ท่านเรียกว่า ขาดตามลำดับ. บทว่า
ขาดทะลุในท่ามกลาง ความว่า ส่วนเหล่านั้นมีชนิดต่างกันในที่หนึ่ง.
บทว่า ด่าง ได้แก่ มีลวดลายต่าง ๆ. บทว่า พร้อย ความว่า
ศีลที่แตกในข้อต้น หรือที่สุดไปตามลำดับอย่างนี้ ชื่อว่า ขาด ที่แตกใน
ท่ามกลาง ชื่อว่า ทะลุ ชื่อว่า ด่าง เพราะขาดไปตามลำดับ ๒-๓ สิกขาบท
ในที่ใดที่หนึ่ง ที่ทำลายระหว่างสิกขาบทหนึ่ง ชื่อว่า พร้อย พึงทราบความ
ที่ศีลไม่ขาดเป็นต้น เพราะไม่มีโทษเหล่านั้น. บทว่า เป็นไทย ได้แก่โดย
กระทำความเป็นไท. บทว่า วิญญูชนสรรเสริญ ความว่า อันวิญญูชนทั้ง
หลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 272 (เล่ม 31)

บทว่า อันตัณหาและทิฏฐิไม่ลูบคลำแล้ว ความว่า อันตัณหา
และทิฏฐิไม่อาจลูบคลำอย่างนี้ว่า ความตรึกชื่ออันท่านทำแล้ว ความตรึกนี้ท่าน
ทำแล้ว. บทว่า เป็นไปเพื่อสมาธิ ความว่า สามารถเพื่อให้อัปปนาสมาธิ
หรืออุปจารสมาธิเป็นไป.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๑
๒. โอคธสูตร
องค์คุณของพระโสดาบัน
[๑๔๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔
ประการ ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะ
ตรัสรู้ในเบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม
ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ อริยสาวกผู้
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำ
เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อ
ไปอีกว่า
[๑๔๑๕] ศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและการ
เห็นธรรมมีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นแล ย่อมบรรลุ
ความสุข อันหยั่งลงในพรหมจรรย์ตาม
กาล.
จบโอคธสูตรที่ ๒

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 273 (เล่ม 31)

อรรถกถาโอคธสูตร
พึงทราบอธิบายในโอคธสูตรที่ ๒.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ด้วยบทว่า
เยสํ สทฺธา. ทรงถือเอาศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ด้วยบทว่า ศีล.
ทรงถือเอาความเลื่อมใสในพระสงฆ์ ด้วยบทว่า ความเลื่อมใส. ทรงถือ
เอาความเลื่ยมใสในธรรม ด้วยบทว่า การเห็นธรรม เป็นอันว่า ตรัส
องค์แห่งการบรรลุโสดา ๔ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า กาเล ปจฺเจนฺติ ได้แก่
บรรลุ (ผล) ตามกาล. บทว่า ความสุขอันหยั่งลงในพรหมจรรย์ ได้แก่
สุขที่สัมปยุตด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงที่รวมเอาพรหมจรรย์แล้วดำรงอยู่. ก็ความ
เลื่อมใสที่มาแล้วในคาถา จัดว่าเป็นความเลื่อมใสอันเป็นโลกุตระ พระติ-
ปิฏกจูฬาภยเถระ กล่าวว่า ความเลื่อมใสก่อน. พระติปิฏกจูฬนาคเถระ
กล่าวว่า ความเลื่อมใสคือ การพิจารณามรรคที่มาแล้ว. พระเถระ แม้ทั้งสอง
เป็นบัณฑิต มีสุตะมาก สุภาษิตของพระเถระทั้งสองว่า นี้เป็นความเลื่อมใส
ที่เจือกัน.
จบอรรถกถาโอคธสูตรที่ ๒

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 31)

๓. ทีฆาวุสูตร
องค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา
[๑๔๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เวฬุวัน กลันทกนิวาปนสถาน กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ทีฆาวุอุบาสกป่วย ได้
รับทุกข์ เป็นไข้หนัก. ได้เชิญคฤหบดีชื่อโชติยะ ผู้เป็นบิดามาสั่งว่า ข้าแต่
คฤหบดี ขอท่านจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถวายบังคมพระบาททั้งสอง
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วกราบทูลตามคำของผมว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาถวายบังคม
พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และจงกราบทูลอย่างนี้
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาเสด็จไปยัง
นิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสก โชติยคฤหบดีรับคำทีฆาวุอุบาสกแล้ว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๑๔๑๗ ] ครั้นแล้ว โชติยคฤหบดีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาถวาย
บังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และเขากราบทูล
มาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาเสด็จไปยังนิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสก พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรับด้วยดุษณีภาพ.
[๑๔๑๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและ
จีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้
แล้วได้ตรัสถามทีฆาวุอุบาสกว่า ดูก่อนทีฆาวุอุบาสก ท่านพอจะอดทนได้หรือ

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 31)

พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ละหรือ ทุกขเวทนาทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นแลหรือ
ความทุเลาย่อมปรากฏ ความกำเริบไม่ปรากฎแลหรือ ทีฆาวุอุบาสกกราบทูล
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ เยียวยาอัตภาพให้เป็น
ไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำเริบหนักไม่ทุเลาลงเลย ความกำเริบ
ย่อมปราฎ ความทุเลาย่อมไม่ปรากฏ.
[๑๔๑๙] พ. ดูก่อนทีฆาวุ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านพึงศึกษาอย่าง
นี้ว่า เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าฯลฯ
ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า
ใคร่แล้ว ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
[๑๔๒๐] ที. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุ
โสดา ๔ เหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้น มีอยู่ใน
ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ
ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ เป็นไปเพื่อ
สมาธิ.
พ. ดูก่อนทีฆาวุ เพราะฉะนั้นแหล่ะ ท่านตั้งอยู่ในองค์แห่งธรรม
เป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่ง
วิชชา ๖ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป.
[๑๔๒๑] ดูก่อนทีฆาวุ ท่านจงพิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าเป็น
ของไม่เที่ยง มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ มีความสำคัญในสิ่งที่
เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา มีความสำคัญในการละ มีความสำคัญในความคลาย-
กำหนัด มีความสำคัญในการดับ ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 31)

[๑๘๒๒] ที. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่ง
วิชชา ๖ ประการเหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้น
มีอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์
พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าเป็นของไม่เที่ยง มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยง
ว่าเป็นทุกข์ . . . มีความสำคัญในความดับ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์มีความ
คิดอย่างนี้ว่า โชติยคฤหบดีนี้ อย่าได้ถึงความทุกข์โดยล่วงไปแห่งข้าพระองค์
เลย โชติยคฤหบดีได้กล่าวว่า พ่อทีฆาวุ พ่ออย่าได้ใส่ใจถึงเรื่องนี้เลย พ่อ
ทีฆาวุ จงใส่ใจพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ท่านให้ดีเถิด.
[๑๔๒๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนทีฆาวุอุบาสกด้วย
พระโอวาทนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จไปแล้วไม่นาน ทีฆาวุอุบาสกกระทำกาละแล้ว.
[๑๔๒๔] ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสก
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนด้วยพระโอวาทโดยย่อ กระทำกาละแล้ว คติ
ของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทีฆาวุอุบาสกเป็นบัณฑิต มีปกติพูดจริง
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่ยังตนให้ลำบาก เพราะมีธรรมเป็นเหตุ
ทีฆาวุอุบาสกเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพที่เกิดนั้น มีอันไม่กลับมา
จากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป.
จบทีฆาวุสูตรที่ ๓

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 31)

อรรถกาทีฆาวุสูตร
พึงทราบอธิบายในทีฆาวุสูตรที่ ๓.
บทว่า เพราะเหตุนั้น ความว่า เพราะท่านปรากฎในองค์แห่ง
ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ บทว่า วิชฺชาภาคิเย ความว่า ในส่วนแห่งวิชชา.
บทว่า ในสังขารทั้งปวง ความว่า ในสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิปัสสนาแห่งมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูง แก่ทีฆาวุอุบาสก
อย่างนี้. บทว่า วิฆาตํ ได้แก่ ความทุกข์.
จบอรรถกถาทีฆาวุสูตรที่ ๓
๔. ปฐมสาริปุตตสูตร
เป็นพระโสดาบันเพราะมีธรรม ๔ ประการ
[๑๔๒๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรกับท่านพระอานนท์อยู่
พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น
เวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออกจากที่เร้นเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่แล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนท่าน
สารีบุตร เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรมเท่าไร หมู่สัตว์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงจะทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง
ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 31)

[๑๔๒๖] ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เพราะเหตุที่
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ หมู่สัตว์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงจะทรงพยากรณ์
ว่าเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ใน
เบื้องหน้า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบ
ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ
ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ฯลฯ เป็นไปเพื่อ
สมาธิ เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล หมู่สัตว์นี้พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงจะทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
จบปฐมสาริปุตตสูตรที่ ๔
ปฐมสาริปุตตสูตรที่ ๔ มีอรรถง่ายทั้งนั้น.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 31)

๕. ทุติยสาริปุตตสูตร
ว่าด้วยองค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา
[๑๔๒๗] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนสารีบุตร
ที่เรียกว่า โสตาปัตติยังคะ* ๆ ดังนี้ โสตาปัตติยังคะเป็นไฉน.
[๑๔๒๘] ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
โสตาปัตติยังคะ คือ สัปปุริสสังเสวะ การคบสัตบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ
ฟังคำสั่งสอนของท่าน ๑ โยนิโสมนสิการ กระทำไว้ในใจโดยอุบายที่ชอบ ๑
ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑.
[๑๔๒๙] พ. ถูกละ ๆ สารีบุตร โสตาปัตติยังคะ คือ สัปปุริส-
สังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ๑.
[๑๔๓๐] ดูก่อนสารีบุตร ก็ที่เรียกว่า ธรรมเพียงดังกระแส ๆ ดังนี้
ก็ธรรมเพียงดังกระแสเป็นไฉน ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ
ชื่อว่า ธรรมเพียงดังกระแส.
[๑๔๓๑] พ. ถูกละ ๆ สารีบุตร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘
นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ชื่อว่าธรรมเพียงดังกระแส.
[๑๔๓๒] ดูก่อนสารีบุตร ที่เรียกว่า โสดาบัน ๆ ดังนี้ โสดาบัน
เป็นไฉน.
* องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา

279