ความเพียรที่เป็นไปในทางกาย และทางจิตที่ประกอบกับธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
นั่นแหละ เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ ปีติ ปัสสัทธิ และจิตเตกัคคตา เป็นปีติ
สัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ และสมาธิสัมโพชฌงค์ อาการที่เป็นกลางๆ
คือไม่หย่อนไม่ตึงเกินไปของโพชฌงค์ทั้ง ๖ นี้ เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
เหมือนอย่างว่า เมื่อพวกม้า วิ่งไปสม่ำเสมอ การทิ่มแทงว่า ตัวนี้ชักช้า
หรือการรั้งว่า ตัวนี้วิ่งเร็วเกินไป ย่อมไม่มีแก่สารถี มีเพียงอาการตั้งอยู่ของม้า
ที่วิ่งอยู่อย่างนั้นอย่างเดียว ฉันใดเทียว อาการที่เป็นกลาง ๆ คือไม่หย่อนไม่
ตึงเกินไป ของโพชฌงค์ทั้ง ๖ นี้ ก็ชื่อว่าเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ฉันนั้นแล.
ด้วยถ้อยคำเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอะไรไว้ ได้ตรัสชื่อว่า วิปัสสนา
โพชฌงค์พร้อมทั้งลักษณะ ที่ประกอบด้วยขณะจิตเดียวไว้แล้ว.
คำเป็นต้น ว่า อันอาศัยวิเวก มีใจความที่กล่าวไว้เสร็จแล้ว. ถามว่า
ก็ในสูตรนี้ ทรงแสดงสติกำหนดลมหายใจออกและหายใจเข้า สิบหกครั้ง เป็น
แบบเจือกันไปอย่างไร. ตอบว่า การตั้งสติ (สติปัฏฐาน) ที่มีลมหายใจออกและ
หายใจเข้าเป็นมูล เป็นส่วนเบื้องต้น ความระลึกถึงลมหายใจออกและหายใจเข้า
ซึ่งเป็นมูล เป็นส่วนเบื้องต้นของการตั้งสติเหล่านั้น การตั้งสติที่ยังโพชฌงค์
ให้บริบูรณ์ ก็เป็นส่วนเบื้องต้น แม้โพชฌงค์เหล่านั้น ก็เป็นส่วนเบื้องต้น แต่
โพชฌงค์ที่ทำให้ความรู้แจ้ง และความหลุดพ้นบริบูรณ์ เป็นโลกุตระที่ให้เกิด
ขึ้นแล้ว ความรู้แจ้งและความหลุดพ้น เป็นสิ่งที่ประกอบกับอริยผล หรือความ
รู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ประกอบกับมรรคที่ ๔ ความหลุดพ้นเป็นสิ่งที่ประกอบกับผล
ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปฐมอานันทสูตรที่ ๓