ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 31)

๙. อัมพปาลิสูตร
ว่าด้วยวิหารธรรม
๑๒๘๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะและท่านพระสารีบุตร อยู่ใน
อัมพปาลีวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออก
จากที่พักเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะ ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า
ดูก่อนท่านอนุรุทธะ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวหน้าของท่านบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
ในเวลานี้ ท่านอนุรุทธะอยู่ด้วยวิหารธรรมข้อไหนมาก.
[๑๒๘๒] ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เวลานี้ผม
มีจิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฎฐาน ๔ มาก สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ผมย่อมพิจารณา
เห็นกายในกายอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณา
เห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ
เวลานี้ผมมีจิตตั้งมั่นอยู่ในวิหารธรรมเหล่านี้เป็นอันมากอยู่ ภิกษุใดเป็น
อรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว
บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพแล้ว เพราะรู้โดยชอบ
ภิกษุนั้นมีจิตตั้งมั่นในสติปัฎฐาน ๔ เหล่านี้อยู่มาก.
ส. เป็นลาภของเราแล้ว เราได้ดีแล้ว ที่ได้ฟังอาสภิวาจาในที่เฉพาะ
หน้าท่านพระอนุรุทธะผู้กล่าว.
จบอัมพปาลิสูตรที่ ๙

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 201 (เล่ม 31)

อรรถกถาอัมพปาลิสูตร
อัมพปาลิสูตรที่ ๙. คำว่า อาสภิวาจา หมายถึงวาจาสูงสุดที่ส่อง
ถึงความเป็นพระอรหันต์ของตน. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีใจความตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอัมพปาลิสูตรที่ ๙
จบรโหคตวรรควรรณนาที่ ๑
๑๐. คิลานสูตร*
จิตตั้งมั่นในสติปัฏฐานทุกขเวทนาไม่ครอบงำ
[๑๒๘๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้พระ-
นครสาวัตถี อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปเข้าไป
หาท่านพระอนุรุทธะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ท่าน
อนุรุทธะอยู่ด้วยวิหารธรรมข้อไหน ทุกขเวทนาในสรีรกายที่บังเกิดขึ้น จึง
ไม่ครอบงำจิต.
[๑๒๘๔] ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เรามี
จิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ ทุกขเวทนาในสรีรกายที่บังเกิดขึ้น จึงไม่ครอบงำจิต
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน เราย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ...ย่อมพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
* คิลานสูตรที่ ๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 202 (เล่ม 31)

ในโลกเสียได้ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรามีจิตตั้งมั่นอยู่ในสติปัฎฐาน ๔
เหล่านี้แล ทุกขเวทนาในสรีรกายที่บังเกิดขึ้น จึงไม่ครอบงำจิต.
จบคิลานสูตรที่ ๑๐
จบรโหคตวรรคที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมรโหคตสูตร ๒. ทุติยรโหคตสูตร ๓. สุตนุสูตร ๔. ปฐม
กัณฏกีสูตร ๕. ทุติยกัณฏกีสูตร ๖. ตติยกัณฏกีสูตร ๗. ตัณหักขยสูตร
๘. สลฬาคารสูตร ๙. อัมพปาลิสูตร ๑๐. คิลานสูตร และอรรถกถา

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 203 (เล่ม 31)

ทุติยวรรคที่ ๒*
๑. สหัสสูตร
การบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา
[๑๒๘๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศษรฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุมาก
รูปเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอนุรุทธะ ฯลฯ
ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านอนุรุทธะบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา
เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งธรรมเหล่าไหน.
[๑๒๘๖] ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เราบรรลุ
ภาวะแห่งมหาอภิญญา เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สติ-
ปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน เราย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่... ย่อมพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณา
เห็นธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสียได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เราบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญา เพราะ
ได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฎฐาน ๔ เหล่านี้แล อนึ่ง เราย่อมระลึก
ได้ตลอดพันกัป เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบสหัสสสูตรที่ ๑
* ทุติยวรรคที่ ๒ อรรถกถาแก้รวม ๆ กันไว้ท้ายสูตรวรรคนี้.

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 204 (เล่ม 31)

๒. อิทธิสูตร
เจริญสติปัฏฐานแสดงฤทธิ์ได้
[๑๒๘๗] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลาย
อย่างคือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลก
ก็ได้ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบอิทธิสูตรที่ ๒
๓ . ทิพโสตสูตร
ว่าด้วยเสียง ๒ ชนิด
[๑๒๘๘] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด
คือ เสียงทิพย์และมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ล่วง
โสตของมนุษย์ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบทิพโสตสูตรที่ ๓

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 205 (เล่ม 31)

๔. เจโตปริจจสูตร
ว่าด้วยการกำหนดรู้ใจผู้อื่น
[๑๒๘๙] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์
อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ ฯลฯ จิตหลุดพ้น
ก็รู้ว่า จิตหลุดพ้น เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบเจโตปริจจสูตรที่ ๔
๕. ฐานาฐานสูตร
ว่าด้วยการรู้ฐานะและอฐานะ
[๑๒๙๐] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ฐานะโดยความเป็น
ฐานะและอฐานะโดยความเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้
การทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบฐานาฐานสูตรที่ ๕
๖.วิปากสูตร
ว่าด้วยการรู้วิบากของกรรม
[๑๒๙๑] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้วิบากของการกระ
ทำกรรมทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความ
เป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบวิปากสูตรที่ ๖

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 206 (เล่ม 31)

๗. สัพพัตถคามินีปฏิปทาสูตร
ปฏิปทาอันให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง
[๑๒๙๒] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้จักปฏิปทาอันให้ถึง
ประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติ
ปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบสัพพัตถคามินีปฏิปทาสูตรที่ ๗
๘. นานาธาตุสูตร
ว่าด้วยการรู้ธาตุต่าง ๆ
[๑๒๙๓] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ธาตุเป็นอเนกและ
โลกธาตุต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติ-
ปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบนานาธาตุสูตรที่ ๘

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 207 (เล่ม 31)

๙. อธิมุตติสูตร
ว่าด้วยการรู้อธิมุตติต่าง ๆ
[๑๒๙๔] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้อธิมุตติอันเป็นต่างๆ
กันของสัตว์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง
สติปัฎฐาน ๔ เหล่านี้.
จบอธิมุตติสูตรที่ ๙
๑๐. อินทริยสูตร
ว่าด้วยการรู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์
[๑๒๙๕] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ความยิ่งและหย่อน
แห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง เพราะได้เจริญ
ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบอินทริยสูตรที่ ๑๐

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 208 (เล่ม 31)

๑๑. สังกิเลสสูตร
ว่าด้วยรู้ความเศร้าหมองความผ่องแผ้ว
[๑๒๙๖] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมรู้ความเศร้าหมอง
ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความ
เป็นจริง เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบสังกิเลสสูตรที่ ๑๑
๑๒. ปฐมวิชชาสูตร
ว่าด้วยการระลึกชาติได้
[๑๒๙๗] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้
เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เราย่อมระลึกถึง
ชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มาซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบปฐมวิชชาสูตรที่ ๑๒

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 209 (เล่ม 31)

๑๓. ทุติยวิชชาสูตร
ว่าด้วยการเห็นจุติและอุบัติ
[๑๒๙๘] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลัง
จุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่ง
หมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน
๔ เหล่านี้.
จบทุติยวิชชาสูตรที่ ๑๓
๑๔. ตติยวิชชาสูตร
ว่าด้วยการทำอาสวะให้สิ้นไป
[๑๒๙๙] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อนึ่ง เราย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง
เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วย
ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง
สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้.
จบตติยวิชชาสูตรที่ ๑๔
จบทุติยวรรคที่ ๒
จบอนุรุทธสังยุต

209