ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 31)

ก็ฉันนั้น เธอมีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ ด้วย
ประการฉะนี้.
[๑๒๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว
อย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คน
เดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไป
ตลอดพรหมโลกก็ได้.
[๑๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว
อย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญา
วิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
(แม้อภิญญาทั้งหกก็พึงขยายความออกไป)
จบมรรคสูตรที่ ๑
๒. อโยคุฬสูตร
ว่าด้วยการแสดงฤทธิ์
[๑๒๐๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่หรือว่า พระองค์ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วย
พระฤทธิ์ พร้อมทั้งพระกายอันสำเร็จแต่ใจ.

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 31)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราทราบอยู่ อานนท์ ว่าเราเข้าถึง
พรหมโลกด้วยฤทธิ์ พร้อมทั้งกายอันสำเร็จแต่ใจ.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่หรือว่า
พระองค์ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยพระฤทธิ์ พร้อมทั้งพระกายอันประกอบด้วย
มหาภูตรูป ๔ นี้.
พ. เราทราบอยู่ อานนท์ ว่าเราเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์ พร้อม
ทั้งกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้.
[๑๒๐๙] อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทราบว่า พระองค์ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยพระฤทธิ์ พร้อมทั้งพระกายอัน
สำเร็จด้วยใจ และทรงทราบว่า พระองค์ทรงเข้าถึงพรหมโลกด้วยพระฤทธิ์
พร้อมทั้งพระกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ทั้งไม่
เคยมีมาแล้ว.
พ. ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้อัศจรรย์ และประกอบ
ด้วยธรรมอันน่าอัศจรรย์ เป็นผู้ไม่เคยมีมา และประกอบด้วยธรรมอันไม่เคย
มีมา
[๑๒๑๐] ดูก่อนอานนท์ สมัยใด ตถาคตตั้งกายไว้ในจิต หรือตั้งจิต
ลงไว้ที่กาย ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของ
ตถาคตย่อมเบากว่าปกติ อ่อนกว่าปกติ ควรแก่การงานกว่าปกติ และ
ผุดผ่องกว่าปกติ.
[๑๒๑๑] ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนก้อนเหล็กที่เผาไฟอยู่วันยังค่ำ
ย่อมเบากว่าปกติ อ่อนกว่าปกติ ควรแก่การงานกว่าปกติ และผุดผ่อง
กว่าปกติ ฉันใด สมัยใด ตถาคตตั้งกายลงไว้ในจิต หรือตั้งจิตลงไว้ที่กาย
ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมเบา

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 31)

กว่าปกติ อ่อนกว่าปกติ ควรแก่การงานกว่าปกติ และผุดผ่องกว่าปกติ
ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๒๑๒] ดูก่อนอานนท์ สมัยใด ตถาคตตั้งกายลงไว้ในจิต หรือ
ตั้งจิตลงไว้ที่กาย ก้าวลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญาในกายอยู่ สมัยนั้น กายของ
ตถาคตย่อมลอยจากแผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย ตถาคตนั้นย่อมแสดง
ฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียว
ก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้.
[๑๒๑๓] ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย ซึ่งเป็น
เชื้อธาตุที่เบา ย่อมลอยจากแผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย ฉันใด
สมัยใด ตถาคตตั้งกายลงไว้ในจิต หรือตั้งจิตลงไว้ที่กาย ก้าวลงสู่สุขสัญญา
และลหุสัญญาอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมลอยจากแผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้
โดยไม่ยากเลย ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ
[๑๒๑๔] ดูก่อนอานนท์ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมลอยจาก
แผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย ตถาคตนั้นย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง
คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจ
ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้.
จบอโยคุฬสูตรที่ ๒

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 31)

อโยคุฬวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาอโยคุฬสูตร
อโยคุฬวรรคที่ ๓ สูตรที่ ๒. คำว่า อันประกอบด้วยมหาภูต
รูป ๔ นี้ คือ สำเร็จมาจากมหาภูตทั้ง ๔ นี้ แม้เป็นภาระ เป็นของหนักอย่างนี้.
คำว่า โอมาติ ได้แก่ ย่อมเพียงพอ คือ ย่อมสามารถ. บทนี้เป็นบทที่ไม่
แตกต่างในพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฏก. คำว่า ย่อมตั้งแม้กายไว้ในจิต
ได้แก่ ถือเอากายมาไว้ในจิต คือทำให้อาศัยจิต ส่งไปในคติของจิต. ที่ชื่อว่า
จิต หมายเอามหัคคตจิต. การไปของคติแห่งจิต ย่อมเป็นของเบาเร็ว. คำว่า
ย่อมตั้งแม้จิตไว้ในกาย ได้แก่ ยกเอาจิตมาไว้ในกาย คือ ทำให้อาศัยกาย
ส่งไปในคติของกาย. กรัชกายชื่อว่ากาย. การไปของคติแห่งกายเป็นของช้า.
คำว่า สุขสัญญา และลหุสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดพร้อมกับอภิญญา
จิต. จรึงอยู่ สัญญานั้น เพราะประกอบด้วยสุขสงบ จึงชื่อว่าสุขสัญญา และ
เพราะไม่มีความประพฤติชักช้าเพราะกิเลส จึงชื่อว่า ลหุสัญญา.
คำว่า ก้อนเหล็กที่เผาไฟ อยู่วันยังค่ำย่อมเบากว่าปกติ
ความว่า ก็แล ก้อนเหล็กนั้นแม้ถูกคนสองสามคนช่วยกันยกใส่ในเตาช่างเหล็ก
ถูกเผาอยู่ตลอดวัน เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันกับลม เพราะไฟที่ใส่เข้าไปตามช่อง
และเพราะลม เป็นของที่ไปด้วยกันกับไอ และเป็นของที่ไปด้วยกันกับไฟ
อย่างนี้จึงกลายเป็นของเบา. ช่างเหล็ก เอาคีมใหญ่มาคีบจับมันด้านหนึ่งพลิก
ไปมา ยกขึ้นเอาออกมาข้างนอกฉันใด กายของพระตถาคตก็ฉันนั้น ย่อมอ่อน

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 31)

และเหมาะแก่การงาน. ช่างเหล็กจะตัดมันเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่ จะเอาค้อน
มาทุบทำต่างด้วยรูปสี่เหลี่ยมยาวเป็นต้นได้ฉันใด ในพระสูตรนี้ทรงแสดงการ
แผลงฤทธิ์ฉันนั้น.
จบอรรถกถาอโยคุฬสูตรที่ ๒
๓. ภิกขุสุทธกสูตร
ว่าด้วยการเจริญอิทธิบาท
[๑๒๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อิทธิบาท ๔
เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอัน ประกอบด้วยฉันทสมาธิ
และปธานสังขาร. . .วิริยสมาธิ . . . จิตตสมาธิ ... วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๘ เหล่านี้แล.
[๑๒๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะได้เจริญ กระทำให้มากซึ่ง
อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน
เข้าถึงอยู่.
จบภิกขุสุทธกสูตรที่ ๓

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 31)

อรรถกถาภิกขุสุทธกสูตรที่ ๓
ในภิกขุสุทธกสูตรที่ ๓ ทรงตรัสฤทธิ์ที่มีวิวัฏฏะเป็นบาท.
จบอรรถกถาภิกขุสุทธกสูตรที่ ๓
๔. ปฐมผลสูตร
เจริญอิทธิบาทหวังผลได้ ๒ อย่าง
[๑๒๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อิทธิบาท ๔
เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิ
และปธานสังขาร... วิริยสมาธิ . . . จิตตสมาธิ . . . วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล.
[๑๒๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง
อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล ภิกษุพึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี.
จบปฐมผลสูตรที่ ๔

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 31)

อรรถกถาปฐมผลสูตรที่ ๔ เป็นต้น
ในปฐมผลสูตรที่ ๔ ก็อย่างนั้น อีกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ผลสอง
เป็นต้นไป ทรงแสดงเครื่องรองรับฤทธิ์ที่เจือปนกันไว้ในหนหลัง. ทรงแสดง
บุพภาคในผลทั้ง ๗ อีก ๔ สูตรมีสูตรที่ ๗ เป็นต้น ก็มีทำนองอย่างที่กล่าวไว้
ในหนหลังแล้วแล.
จบอรรถกถาปฐมผลสูตรที่ ๔ เป็นต้น
๕. ทุติยผลสูตร
ว่าด้วยผลานิสงส์ ๗
[๑๒๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ อิทธิบาท ๔
เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิ
และปธานสังขาร . . . วิริยสมาธิ . . . จิตตสมาธิ . . .วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล.
[๑๒๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง
อิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล ภิกษุพึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการ ผลานิสงส์ ๗
ประการเป็นไฉน คือ จะได้ชมอรหัตผลในปัจจุบันก่อน ๑ ถ้าไม่ได้ชมอรหัต-
ผลในปัจจุบันก่อน จะได้ชมเวลาใกล้ตาย ๑ ถ้าในปัจจุบันไม่ได้ชม ในเวลา
ใกล้ตายก็ไม่ได้ชมไซร้ เพราะสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป จะได้
เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ๑ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑ ผู้อสังขาร

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 31)

ปรินิพพายี ๑ ผู้สสังขารปรินิพพายี ๑ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้แล
ภิกษุพึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้.
จบทุติยผลสูตรที่ ๕
๖. ปฐมอานันทสูตร
ว่าด้วยปฏิปทาที่จะให้ถึงอิทธิบาท
[๑๒๒๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ อิทธิเป็นไฉน อิทธิบาทเป็นไฉน อิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ปฏิปทา
ทำจะให้ถึงอิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน.
[๑๒๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้
หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
นี้เรียกว่า อิทธิ.
[๑๒๒๓] ก็อิทธิบาทเป็นไฉน บรรดาอัน ใด ปฏิปทาอันใด ย่อม
เป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ เพื่อได้เฉพาะฤทธิ์ นี้เรียกว่า อิทธิบาท.
[๑๒๒๔] ก็อิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร. .. ย่อมเจริญ

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 31)

อิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิ. . . จิตตสมาธิ . . . วิมังสาสมาธิและ
ปธานสังขาร นี้เรียกว่า อิทธิบาทภาวนา.
[๑๒๒๕] ปฏิปทาที่จะถึงอิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน อริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เรียกว่า ปฏิปทา
ที่จะให้ถึงอิทธิบาทภาวนา.
จบปฐมอานันทสูตรที่ ๖
๗. ทุติยอานันทสูตร
ว่าด้วยอิทธิฤทธิ์
[๑๒๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ผู้นั่งอยู่ ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนอานนท์ อิทธิเป็นไฉน อิทธิบาทเป็นไฉน
อิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ปฏิปทาที่จะให้ถึงอิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ท่าน
พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย
มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ
[๑๒๒๗] พ. ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์
ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ
ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ นี้เรียกว่า อิทธิ.
[๑๒๒๘] ก็อิทธิบาทเป็นไฉน บรรดาอันใด ปฏิปทาอันใด ย่อม
เป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ เพื่อได้เฉพาะซึ่งฤทธิ์ นี้เรียกว่า อิทธิบาท
[๑๒๒๙] ก็อิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาท

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 31)

อันประกอบด้วยวิริยสมาธิ . .. จิตสมาธิ . .. วิมังสาสมาธิและปธานสังขาร นี้
เรียกว่า อิทธิบาทภาวนา.
[๑๒๓๐] ก็ปฏิปทาที่จะให้ถึงอิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน อริยมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เรียกว่า
ปฏิปทาที่จะให้ถึงอิทธิบาทภาวนา.
จบทุติยอานันทสูตรที่ ๗
๘. ปฐมภิกขุสูตร
ว่าด้วยอิทธิฤทธิ์
[๑๒๓๑] ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปเข้าไปเข้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์เจริญ อิทธิเป็นไฉน
อิทธิบาทเป็นไฉน อิทธิบาทภาวนาเป็นไฉน ปฏิปทาที่จะให้ถึงอิทธิบาทภาวนา
เป็นไฉน.
[๑๒๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคน
ก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวดีได้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้
นี้เรียกว่า อิทธิ.
[๑๒๓๓] ก็อิทธิบาทเป็นไฉน มรรคาอันใด ปฏิปทาอันใด ย่อม
เป็นไปเพื่อได้ฤทธิ์ เพื่อได้เฉพาะซึ่งฤทธิ์ นี้เรียกว่า อิทธิบาท.

179