พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 90 (เล่ม 31)

[๑๐๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว
ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ เป็นไฉน ภิกษุผู้เป็นอเสขะ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์... ปัญญินทรีย์
อินทรีย์ ๕ มีสิ่งใดเป็นคติ มีสิ่งใดเป็นอย่างยิ่ง มีสิ่งใดเป็นผล มีสิ่งใดเป็นที่สุด
อริยสาวกผู้เป็นอเสขะถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วย
ปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัย และ
ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ว่า เราเป็นพระอเสขะ.
[๑๐๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นอเสขะ
ย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๖ คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหิน-
ทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ อริยสาวกผู้เป็นอเสขะย่อมรู้ชัดว่า อินทรีย์
๖ เหล่านี้จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่มีเหลือ และอินทรีย์ ๖
เหล่าอื่น จักไม่เกิดขึ้นในภพไหน ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ที่
ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในอเสขภูมิ ย่อมรู้ชัดว่า เราเป็นพระอเสขะ.
9 เ ส. ่ร ๓
จบเสขสูตรที่ ๓
อรรถกถาเสขสูตร
เสขสูตรที่ ๓. คำว่า น เหวโข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ได้แก่
ย่อมไม่ถูกต้อง คือได้เฉพาะด้วยนามกายแล้วแลอยู่ อธิบายว่า ย่อมไม่อาจถูก
ต้องคือได้เฉพาะ. คำว่า แต่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา คือ ก็แล
ย่อมรู้ชัดด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาว่า ชื่อว่าอินทรีย์ คือ อรหัตผลเบื้อง
บน ยังมีอยู่. ในภูมิของอเสขะ คำว่า ถูกต้องแล้วอยู่ คือได้เฉพาะ
แล้วแลอยู่. คำว่า ด้วยปัญญา คือ ย่อมรู้ชัดด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาว่า

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 91 (เล่ม 31)

ชื่อว่าอินทรีย์คืออรหัตผล ยังมีอยู่. แม้คำทั้งสองว่า น กุหิญฺจิ กิสฺมิญฺจ
ก็เป็นคำที่ใช้แทนกันและกัน. อธิบายว่า จะไม่เกิดขึ้นในภพไรๆ. ในสูตรนี้
อินทรีย์ทั้งห้าเป็นโลกุตระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอินทรีย์ ๖ ที่เป็นโลกิยะ
อาศัยวัฏฏะเท่านั้น. 
จบอรรถกถาเสขสูตรที่ ๓
๕. ปทสูตร
บทธรรมที่เป็นไปเพื่อความตรัสรู้
[๑๐๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ผู้เที่ยวไปบนพื้นแผ่น
ดินชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมดย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอย
เท้าช้าง โลกกล่าวว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยใหญ่ แม้
ฉันใด บทแห่งธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ บท คือ
ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดแห่งบทธรรมเหล่านั้น เพราะเป็นไปเพื่อความ
ตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๐๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บทแห่งธรรมทั้งหลายเป็นไฉน ย่อม
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ได้แก่บทแห่งธรรม คือ สัทธินทรีย์ . . .วิริยินทรีย์ .....
สตินทรีย์...สมาธินทรีย์ ..ปัญญินทรีย์ ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.
จบปทสูตรที่ ๔
อรรถกถาปทสูตร
ปทสูตรที่ ๔. คำว่า บทแห่งธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมเป็น
ไปเพื่อความตรัสรู้ คือ บทธรรมบทใดบทหนึ่ง ได้แก่ส่วนธรรมส่วนใด
ส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.
จบอรรถกถาปทสูตรที่ ๔

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 92 (เล่ม 31)

๕. สารสูตร
ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งบทธรรม
[๑๐๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ผู้เที่ยวไปบนพื้นแผ่น
ดินชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง
รอยเท้าช้าง โลกกล่าวว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นรอยใหญ่
แม้ฉันใด บทแห่งธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ บท
คือ ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดของบทแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะเป็น
ไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๐๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง
จันทน์แดง โลกกล่าวว่าเป็นยอดของไม้เหล่านั้น แม้ฉันใด โพธิปักขิยธรรม
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่า
นั้น เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๐๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โพธิปักขิยธรรมเป็นไฉน คือ
สัทธินทรีย์... วิริยินทรีย์... สตินทรีย์... สมาธินทรีย์... ปัญญินทรีย์
เป็นโพธิปักขิยธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้.
[๑๐๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง
จันทน์แดง โลกกล่าวว่าเป็นยอดของไม้เหล่านั้น แม้ฉันใด โพธิปักขิยธรรม
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่า
นั้น เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
จบสารสูตรที่ ๕

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 93 (เล่ม 31)

สารสูตรที่ ๕ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
๖. ปติฏฐิตสูตร
ว่าด้วยธรรมอันเอก
[๑๐๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เป็นอันภิกษุผู้ตั้งอยู่ใน
ธรรมอันเอกเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ธรรมอันเอกเป็นไฉน คือ ความไม่
ประมาท.
[๑๐๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความไม่ประมาทเป็นไฉน ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ ย่อมรักษาจิตไว้ในอาสวะและธรรมที่มีอาสวะ เมื่อเธอรักษาจิตไว้
ในอาสวะและธรรมที่มีอาสวะ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์
แม้ปัญญินทรีย์ ก็ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์.
[๑๐๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เป็นอันภิกษุผู้ตั้งอยู่ใน
ธรรมอันเอกเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว แม้ด้วยประการฉะนั้นแล.
จบปติฏิฐิตสูตรที่ ๖
อรรถกถาปติฏฐิสูตร
ปติฏฐิตสูตรที่ ๖. คำว่า ย่อมรักษาจิตไว้ในอาสวะและธรรม
ที่มีอาสวะ คือ ผู้ปรารภธรรมที่เป็นไปในสามภูมิแล้วห้ามการเกิดขึ้นแห่ง
อาสวะ ชื่อว่าย่อมรักษาในสิ่งที่เป็นอาสวะและที่ประกอบด้วยอาสวะ.
จบอรรถกถาปติฏฐิตสูตรที่ ๖

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 94 (เล่ม 31)

๗. พรหมสูตร
ว่าด้วยท้าวสหัมบดีพรหม
[๑๐๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้
อชปาลนิโครธ แทบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ทรงเกิดความปริวิตกแห่งพระ-
หฤทัยอย่างนี้ว่า อินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่
อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ
สัทธินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็น
เบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ปัญญินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕
เหล่านี้ ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็น
เบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด.
[๑๐๔๘] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความปริวิตกแห่งพระ-
หฤทัยด้วยใจแล้ว จึงหายตัวจากพรหมโลกมาปรากฏเบื้องของพระพักตร์พระผู้มี
พระภาคเจ้า เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.
[๑๐๘๙] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง
ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ
ภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อินทรีย์ ๕
ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า
มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำ

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 95 (เล่ม 31)

ให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ
ปัญญินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็น
เบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ที่เจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด.
[๑๐๕๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์ได้
ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ แม้
ในเวลานั้น เขารู้จักข้าพระองค์อย่างนี้ว่า สหกะภิกษุ ๆ เพราะความที่อินทรีย์
๕ เหล่านี้ อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ข้าพระองค์จึงคลาย
กามฉันท์ในกามทั้งหลายเสียได้ เมื่อตายไป ได้เข้าถึงสุคติพรหมโลก แม้ใน
พรหมโลกนั้น เขาก็รู้จักข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ท้าวสหัมบดีพรหม ๆ.
[๑๐๕๑] ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต
ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าพระองค์รู้ ข้าพระองค์เห็น ข้อที่อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ที่
บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า
มีอมตะเป็นที่สุด.
จบพรหมสูตรที่ ๗
พรหมสูตรที่ ๗ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 96 (เล่ม 31)

๘. สูกรขาตาสูตร
ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ
[๑๐๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ถ้ำสูกรขาตา
เขาคิชฌกูฎ ใกล้กรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้น พระองค์ตรัสเรียกท่านพระสารีบุตร
แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นอำนาจประโยชน์อะไรหนอ
จึงประพฤตินอบน้อมอย่างยิ่งในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต.
[๑๐๕๓] ท่านสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้
ขีณาสพเห็นธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม จึงประพฤตินอบน้อม
อย่างยิ่งในพระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต.
[๑๐๕๔] พ. ถูกละ ๆ สารีบุตร ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นธรรมเป็น
แดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม จึงประพฤตินอบน้อมในตถาคตหรือในศาสนา
ของตถาคต.
[๑๐๕๕] ดูก่อนสารีบุตร ก็ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน
ยอดเยี่ยม ที่ภิกษุขีณาสพเห็นอยู่ จึงประพฤตินอบน้อมอย่างยิ่งในตถาคตหรือ
ในศาสนาของตถาคตนั้น เป็นไฉน.
[๑๐๕๖] สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ขีณาสพในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสัทธินทรีย์ อันให้ถึงความสงบ ให้ถึงความตรัสรู้ ย่อมเจริญ
วิริยินทรีย์.. สตินทรีย์... สมาธินทรีย์... ปัญญินทรีย์ อันให้ถึงความสงบ
ให้ถึงความตรัสรู้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน
ยอดเยี่ยมนี้แล ที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นอยู่ จึงประพฤตินอบน้อมอย่างยิ่งใน
พระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต.

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 97 (เล่ม 31)

[๑๐๕๗] พ. ถูกละ ๆ สารีบุตร ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน
ยอดเยี่ยมนี้แล ที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นอยู่ จึงประพฤตินอบน้อมอย่างยิ่งใน
ตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต.
[๑๐๕๘] ดูก่อนสารีบุตร การนอบน้อมอย่างยิ่ง ที่ภิกษุผู้ขีณาสพ
พระพฤติในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต เป็นไฉน.
[๑๐๕๙] สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ขีณาสพในธรรมวินัยนี้
มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา
ในสมาธิ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การนอบน้อมอย่างยิ่งนี้แล ที่ภิกษุผู้ขีณาสพ
ประพฤติในพระตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต.
[๑๐๖๐] พ. ถูกละ ๆ สารีบุตร การนอบน้อมอย่างยิ่งนี้แล ที่ภิกษุ
ผู้ขีณาสพประพฤติในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต.
จบสูกรขาตาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูกรขาตาสูตร
สูตรที่ ๘. คำว่า สูกรขาตายํ คือในที่เร้นที่หมูขุดไว้. เล่ากันว่า
ในเวลาพระกัสสปพุทธเจ้า ถ้ำนั้น เมื่อแผ่นดินงอกขึ้นมาในพุทธันดรหนึ่ง
ก็จมอยู่ในแผ่นดิน. วันหนึ่ง หมูตัวหนึ่ง ขุดคุ้ยดินในที่ใกล้ รอบ ๆ หลังคา
ถ้ำนั้น. เมื่อฝนตกมา ดินก็ถูกชะ จึงปรากฏรอบ ๆ เป็นหลังคา พรานป่า
คนหนึ่งมาพบเข้า จึงคิดว่า แต่ก่อนต้องเป็นที่ที่ท่านผู้มีศีลทั้งหลายเคยใช้
สอยมาแล้วเป็นแน่ เราจะปรับปรุงมัน จึงขนเอาดินโดยรอบออกไป ทำถ้ำ
ให้สะอาด ล้อมรั้วรอบกระท่อม ติดประตูหน้าต่าง โบกปูนขาววาดภาพ

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 98 (เล่ม 31)

จิตรกรรมจนสำเร็จเป็นอย่างดี แล้วเอาทรายที่เหมือนแผ่นเงินมาเกลี่ยจนทั่ว
บริเวณ ตั้งเตียงและตั้งไว้แล้ว ได้ถวายเพื่อประโยชน์เป็นที่ประทับของพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าเป็นของลึก เป็นของที่พึงขึ้นลงได้ คำนั้น พระอานนท์
หมายเอาถ้ำนั้นจึงกล่าวแล้ว. คำว่า การนอบน้อมอย่างยิ่ง เป็นคำ
นปุงสกลิงค์แสดงถึงภาวะ มีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า เป็นผู้ทำความอ่อนน้อม
เป็นอย่างยิ่งแล้ว กำลังเป็นไปอยู่ ย่อมเป็นไป. คำว่า เกษมจากโยคะอัน
ยอดเยี่ยม ได้แก่ ความเป็นพระอรหันต์. คำว่า ผู้มีความเคารพยำเกรง คือ
ผู้มีความเจริญที่สุด คำที่เหลือทุกแห่งมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูกรขาตาสูตรที่ ๘
จบสูกรขาตาวรรควรรณนาที่ ๖
๙. ปฐมอุปาทสูตร
อินทรีย์ ๕ ไม่เกิดนอกพุทธกาล
[๑๐๖๑] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น นอกจาก
ความอุบัติแห่งพระตถาคตอรหันตสัมนาสัมพุทธเจ้า หาเกิดไม่. อินทรีย์ ๕
เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์... ปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์
๕ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น
นอกจากความอุบัติแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หาเกิดไม่.
จบปฐมอุปาทสูตรที่ ๙

98
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 99 (เล่ม 31)

๑๐. ทุติยอุปาทสูตร
อินทรีย์ ๕ ไม่เกิดนอกวินัยพระสุคต
[๑๐๖๒] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น นอกจากวินัย
ของพระสุคต หาเกิดไม่. อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์... ปัญญินทรีย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้น นอกจากวินัยของพระสุคต หาเกิดไม่.
จบทุติยอุปาทสูตรที่ ๑๐
จบสูกรขาตาวรรคที่ ๖
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โกสลสูตร ๒. มัลลกสูตร ๓. เสขสูตร ๔. ปทสูตร ๕.
สารสูตร ๖. ปติฏฐิตสูตร ๗. พรหมสูตร ๘. สูกรขาตาสูตร ๙. ปฐม-
อุปาทสูตร ๑๐. ทุติยอุปาทสูตร และอรรถกถา.

99