ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 40 (เล่ม 31)

๘. ทุติยอรหันตสูตร
การรู้อินทรีย์ ๖ ของพระพุทธเจ้า
[๙๐๖ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ๖ ประการ
เป็นไฉน คือ จักขุนทรีย์...มนินทรีย์.
[๙๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ทั่วถึงความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๖ ประการนี้ตามความเป็น
จริง เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ-
ญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
[๙๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด เรารู้ทั่วถึงความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๖ ประการนี้ ตามความ
เป็นจริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลn ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณ-
พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็แหละญาณทัสสนะได้บังเกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติ
ของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติมีในที่สุด บัดนี้ ความเกิดอีกไม่มี.
จบทุติยอรหันตสูตรที่ ๘

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 41 (เล่ม 31)

๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์
[๙๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็น
ไฉน คือ จักขุนทรีย์...มนินทรีย์.
[๙๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกเเห่ง
อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เรา
ไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะ
ท่านเหล่านั้นไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะหรือของความ
เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[๙๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่งรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
อินทรีย์ ๖ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เรา
นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะ
ท่านเหล่านั้นกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะและของความเป็น
พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
จบปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๙

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 42 (เล่ม 31)

๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยการรู้อินทรีย์ ๖
[๙๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัดซึ่งจักขุนทรีย์ ความเกิดแห่งจักขุนทรีย์ ความดับแห่งจักขุนทรีย์ และ
ปฎิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งจักขุนทรีย์ ไม่รู้ชัดซึ่งโสตินทรีย์... ฆานินทรีย์
. . .ชิวหินทรีย์ ...กายินทรีย์ ....มนินทรีย์ ความเกิดแห่งมนินทรีย์ ความดับ
แห่งมนินทรีย์ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งมนินทรีย์ สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น เราไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์
ในหมู่พราหมณ์ เพราะท่านเหล่านั้นไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็น
สมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[๙๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่งรู้ชัดซึ่งจักขุนทรีย์ ความเกิดแห่งจักขุนทรีย์ ความดับแห่งจักขุนทรีย์
และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งจักขุนทรีย์ รู้ชัดซึ่งโสตินทรีย์. . . ฆานิน-
ทรีย์...ชิวหินทรีย์..กายินทรีย์..มนินทรีย์ ความเกิดแห่งมนินทรีย์ ความ
ดับแห่งมนินทรีย์ แสะปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งมนินทรีย์ สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น เรานับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และว่าเป็นพราหมณ์ใน
หมู่พราหมณ์ เพราะท่านเหล่านั้นกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็น
สมณะและของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
จบทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๑๐
จบฉฬินทริยวรรคที่ ๓

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 43 (เล่ม 31)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปุนัพภวสูตร ๒. ชีวิตินทริยสูตร ๓. อัญญาตาวินทริยสูตร
๔. เอกาภิญญาสูตร ๕. สุทธกสูตร ๖. โสตาปันนสูตร ๗. ปฐมอรหันตสูตร
๘. ทุติยอรหันตสูตร ๙. ปฐมสมณพราหมณสูตร ๑๐. ทุติยสมณพราหมณสูตร
และอรรถกถา

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 44 (เล่ม 31)

สุขินทริยวรรคที่ ๔
๑. สุทธกสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๕
[๙๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ สุขินทรีย์ ๑ ทุกขินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ โทมนัสสินทรีย์ ๑
อุเบกขินทรีย์ ๑ อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล
จบสุทธกสูตรที่ ๑
สุขินทริยวรรควรรณนาที่ ๔
อรรถกถาสุทธกสูตร
สุขินทริยวรรคที่ ๔ สุทธกสูตรที่ ๑. ความเป็นสุขและเป็นอินทรีย์
เพราะอรรถว่าใหญ่ กล่าวคือ เป็นอธิบดีแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกันนั้น
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สุขินทรีย์. แม้ในทุกขินทรีย์เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.
และในอินทรีย์เหล่านั้น สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์เป็นกามาวจร
อย่างเดียว อรูปาวจร* รูปาวจร เว้นโสมนัสสินทรีย์ที่เหลือ เป็นไปในสามภูมิ
อุเปกขินทรีย์เป็นไปในสี่ภูมิ.
จบอรรถกถาสุทธกสูตรที่ ๑
๑. อรูปาวจรฌานและรูปาวจรฌาน (เฉพาะจตุตถฌาน) ไม่ประกอบด้วย โสมนัสสินทรีย์
รูปาวจรฌานที่เหลือ ประกอบด้วยโสมนัสสินทรีย์.

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 45 (เล่ม 31)

๒. โสตาปันนสูตร
รู้การเกิดดับแห่งอินทรีย์ ๕ เป็นโสดาบัน
[๙๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ สุขินทรีย์....อุเบกขินทรีย์.
[๙๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งความเกิด
ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้
ตามความเป็นจริง อริยสาวกนี้เรียกว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็น
ธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า
จบโสตาปันนสูตรที่ ๒
อรรถกถาโสตาปันนสูตรที่ ๒ เป็นต้น
สูตร ๔ สูตรมี สูตรที่ ๒ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ด้วยอำนาจสัจจะ ๔ อย่างเดียว.

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 46 (เล่ม 31)

๓. อรหันตสูตร
รู้ความเกิดดับแห่งอินทรีย์ ๕ เป็นพระอรหันต์
[๙๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการ
เป็นไฉน คือ สุขินทรีย์. ..อุเบกขินทรีย์.
[๙๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ
คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ตามความ
เป็นจริง เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรียกว่า เป็น
พระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลง
แล้ว บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นสังโยชน์ที่จะนำไปสู่ภพ หลุดพ้นแล้ว
เพราะรู้โดยชอบ.
จบอรหันตสูตรที่ ๓
๔. ปฐมสมณพราหมณสูตร
รู้ความเกิดดับแห่งอินทรีย์ ๕ นับว่าเป็นสมณพราหมณ์
[๙๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ สุขินทรีย์...อุเบกขินทรีย์.
[๙๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เรา

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 47 (เล่ม 31)

ไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะ
ท่านเหล่านั้นไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความ
เป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
[๙๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่งรู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เรา
นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะ
ท่านเหล่านั้นกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะและของความเป็น
พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
จบปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๔
๕. ทุติยสมณพราหมณสูตร
รู้ความเกิดดับแห่งอินทรีย์ ๕ เป็นสมณพราหมณ์
[๙๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ สุขินทรีย์...อุเบกขินทรีย์.
[๙๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ไม่รู้ชัดซึ่งสุขินทรีย์ ความเกิดแห่งสุขินทรีย์ ความดับแห่งสุขินทรีย์ และปฏิปทา
ที่จะให้ถึงความดับแห่งสุขินทรีย์ ไม่รู้ชัดซึ่งทุกขินทรีย์...โสมนัสสินทรีย์...
โทมนัสสินทรีย์...อุเบกขินทรีย์ ความเกิดแห่งอุเบกขินทรีย์ความดับแห่งอุเบก-
ขินทรีย์และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอุเบกขินทรีย์ สมณะหรือพราหมณ์

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 48 (เล่ม 31)

เหล่านั้น เราไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์เพราะท่านเหล่านั้น ไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ
หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
[๙๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่งรู้ชัดซึ่งสุขินทรีย์ ความเกิดแห่งสุขินทรีย์ ความดับแห่งสุขินทรีย์ และ
ปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งสุขินทรีย์ รู้ชัดซึ่งทุกขินทรีย์...โสมนัสสินทรีย์
.... โทมนัสสินทรีย์... อุเบกขินทรีย์ ความเกิดแห่งอุเบกขินทรีย์ ความดับ
แห่งอุเบกขินทรีย์ และปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับแห่งอุเบกขินทรีย์ สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่านั้น เรานับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่
พราหมณ์ เพราะท่านเหล่านั้น กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ
และของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่.
จบทุติยสมณพราหมณสูตรที่ ๕
๖. ปฐมวิภังคสูตร
ว่าด้วยการจำแนกอินทรีย์
[๙๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
ไฉน คือ สุขินทรีย์... อุเบกขินทรีย์.
[๙๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สุขินทรีย์เป็นไฉน ความสุขทางกาย
ความสำราญทางกาย เวทนาอันเป็นสุขสำราญเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่า
สุขินทรีย์.

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 49 (เล่ม 31)

[๙๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขินทรีย์เป็นไฉน ความทุกข์ทาง
กาย ความไม่สำราญทางกาย เวทนาอันเป็นทุกข์ไม่สำราญ เกิดแต่กายสัมผัส
นี้ เรียกว่า ทุกขินทรีย์.
[๙๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โสมนัสสินทรีย์เป็นไฉน ความสุข
ทางใจ ความสำราญทางใจ เวทนาอันเป็นสุขสำราญเกิดแต่มโนสัมผัส นี้ เรียก
ว่า โสมนัสสินทรีย์.
[๙๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โทมนัสสินทรีย์เป็นไฉน ความทุกข์
ทางใจ ความไม่สำราญทางใจ เวทนาอันเป็นทุกข์ไม่สำราญ เกิดแต่มโนสัมผัส
นี้เรียกว่า โทมนัสสินทรีย์.
[๙๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขินทรีย์เป็นไฉน เวทนาอัน
สำราญก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ความสำราญก็ไม่ใช่ ทางกายหรือทางใจ นี้ เรียกว่า
อุเบกขินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล.
จบปฐมวิภังคสูตรที่ ๖
อรรถกถาปฐมวิภังคสูตร
ปฐมวิภังคสูตรที่ ๖. คำว่า กายิกํ ทางฺกาย ได้แก่ สุขที่มีกาย
ประสาทเป็นที่ตั้ง นี้เป็น คำแสดงสรุปของสุขนั้น ด้วยประการฉะนี้. คำว่า
สาตะ (ความสำราญ) ก็เป็นคำใช้แทนคำว่าสุขนั้นเอง. นี้อธิบายว่าอร่อย.
คำว่า กายสมฺผสฺสชํ เกิดแต่กายสัมผัส ก็มีทำนองที่กล่าวแล้วว่า ความสุข
ความสำราญที่เกิดจากกายสัมผัส. คำว่า เวทยิตํ นี้เป็นคำแสดงสภาวะที่วิเศษ
ของธรรมข้ออื่นจากเวทนาที่ทั่วไปทั้งหมดของสุขนั้น. แม้ในข้อที่เหลือทั้งหลาย

49