ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 478 (เล่ม 30)

๘ ที่ยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ. สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเหล่าใด
เหล่าหนึ่งปรารภแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าปรารภอริยมรรคประกอบด้วยองค์
๘ ที่ยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย. สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งไม่ปรารภแล้ว
บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าไม่ปรารภอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยังสัตว์ให้ถึง
ความสิ้นทุกข์โดยชอบ. สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ปรารภแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าปรารภอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ยัง
สัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ.
จบวิรัทธสูตรที่ ๓
๔. ภาวนาสูตร
ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐานเพื่อถึงฝั่ง
[๘๐๒] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง จากที่มิใช่ฝั่ง
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . . ย่อมพิจารณา

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 479 (เล่ม 30)

เห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. สติปัฏฐาน ๔ เหล่า
นี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่
มิใช่ฝั่ง.
จบภาวนาสูตรที่ ๔
อรรถกถาอนนุสสุตสูตร
ในวรรคที่ ๔ สูตรที่ ๕ คำว่า เวทนาที่รู้แจ้งแล้ว หมายความว่า
พิจารณาเวทนาใดแล้ว จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เวทนาที่ท่านรู้แจ้งแล้ว
นั่นแล ย่อมเกิดขึ้น. เวทนาที่รู้แจ้งแล้ว ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ เวทนาที่รู้แจ้งแล้ว
ชื่อว่า ย่อมถึงความดับไปสิ้นไป. ก็แล แม้เวทนาที่เป็นไปในอารมณ์ที่กำหนด
ถือเอาเหล่าใดที่รู้แจ้งแล้ว ย่อมเกิดขึ้น เวทนาที่รู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ก็ชื่อว่า
ย่อมถึงความดับไปสิ้นไป. แม้ในเรื่องวิตกเป็นต้น ก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ
คำที่เหลือในทุกบท มีใจความตื้นแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอนนุสสุตสูตรที่ ๔
๕. สติสูตร
ผู้เจริญสติปัฏฐานชื่อว่าผู้มีสติ
[๘๐๓] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะอยู่เถิด นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย. ก็อย่างไรเล่า
ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีสติ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรนวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา
* สูตรที่ ๕ ถึง ๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 480 (เล่ม 30)

และโทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . . ย่อม
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ .. . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้มีสติ.
[๘๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มี
สัมปชัญญะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนาอันภิกษุในธรรมวินัยนี้ทราบชัด แล้ว
ย่อมบังเกิดขึ้น ที่ทราบชัดแล้วปรากฏอยู่ ที่ทราบชัดแล้วย่อมถึงความตั้งอยู่
ไม่ได้. วิตกอันภิกษุทราบชัดแล้ว ย่อมบังเกิดขึ้น ที่ทราบชัดแล้วปรากฏอยู่
ที่ทราบชัดแล้ว ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้. ปัญญาอันภิกษุทราบชัดแล้วย่อม
บังเกิดขึ้น ที่ทราบชัดแล้วปรากฏอยู่ ที่ทราบชัดแล้วย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้
อย่างนั้นแล. ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีสัมปชัญญะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
พึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับ เธอทั้งหลาย.
จบสติสูตรที่ ๕
๖. อัญญสูตร
ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ หวังผลได้ ๒ อย่าง
[๘๐๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้
สติปัญฐาน ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . . ย่อมพิจารณา
เห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. สติปัฏฐาน ๔ เหล่า

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 481 (เล่ม 30)

นี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความที่ได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งสติ
ปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล พึงหวังผลได้ ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี
จบอัญญสูตรที่ ๖
๗. ฉันทสูตร
ผู้เจริญสติปัฏฐาน ชื่อว่าทำให้แจ้งอมตะ
[๘๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ สติปัฏฐาน ๔
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน
โลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ย่อมละความพอใจในกายนั้นได้
เพราะละความพอใจได้ จึงเป็นอันชื่อว่าทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
[๘๐๗] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่. มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ย่อมละความพอใจในเวทนานั้นได้ เพราะละความ
พอใจได้ จึงเป็นอันชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
[๘๐๘] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมป-
ชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นจิต
ในจิตอยู่ ย่อมละความพอใจในจิตนั้นได้ เพราะละความพอใจได้ จึงเป็นอัน
ชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 482 (เล่ม 30)

[๘๐๙] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมอยู่ ย่อมละความพอใจในธรรมนั้นได้ เพราะละความ
พอใจได้ จึงเป็นอันชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
จบฉันทสูตรที่ ๗
๘. ปริญญาสูตร
ผู้เจริญสติปัฏฐาน ชื่อว่าทำให้แจ้งอมตะ
[๘๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ สติปัฏฐาน ๔
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกาย
ในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน
โลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ย่อมกำหนัดรู้กายได้ เพราะ
กำหนดรู้กายได้ จึงเป็นอันชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
[๘๑๑] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาอยู่ ย่อมกำหนดรู้เวทนาได้ เพราะกำหนดรู้เวทนาได้ จึง
เป็นอันชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
[๘๑๒] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณา
เห็นจิตในจิตอยู่ ย่อมกำหนดรู้จิตได้ เพราะกำหนดรู้จิตได้ จึงเป็นอันชื่อว่า
กระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 483 (เล่ม 30)

[๘๑๓] ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มี
สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมอยู่ ย่อมกำหนดรู้ธรรมได้ เพราะกำหนดรู้ธรรมได้ จึง
เป็นอันชื่อว่ากระทำให้แจ้งซึ่งอมตะ.
จบปริญญาสูตรที่ ๘
๙. ภาวนาสูตร
การเจริญสติปัฏฐาน ๔
[๘๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการเจริญสติปัฏฐาน
เธอทั้งหลายจงฟัง การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่...
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
นี้แล คือการเจริญสติปัฏฐาน ๔.
จบภาวนาสูตรที่ ๙
๑๐. วิภังคสูตร
ปฏิปทาอันให้ถึงการเจริญสติปัฏฐาน
[๘๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสติปัฏฐาน การเจริญ
สติปัฏฐานและปฏิปทาอันให้ถึงการเจริญสติปัฏฐาน แก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง ก็สติปัฏฐานเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 484 (เล่ม 30)

กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่...
ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มี
ความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสโนโลกเสีย ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสติปัฏฐาน.
[๘๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การเจริญสติปัฏฐานเป็นไฉน ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกาย
พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในกาย พิจารณาเห็นธรรม คือความ
เกิดขึ้น และความเสื่อมไปในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสโนโลกเสีย พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้น
ในเวทนา . . . พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในจิต... พิจารณา
เห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นในธรรม พิจารณาเห็นธรรม. คือ ความเสื่อม
ในธรรม พิจารณาเห็นธรรม คือ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน.
[๘๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาอันให้ถึงการเจริญสติปัฏฐาน
เป็นไฉน อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฐิ. . . สัมมาสมาธิ
นี้แลเรียกว่า ปฏิปทาอันให้ถึงการเจริญสติปัฏฐาน.
จบวิภังคสูตรที่ ๑๐
จบอนนุสสุตวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อนนุสสุตสูตร ๒. วิราคสูตร ๓. วิรัทธสูตร ๔. ภาวนาสูตร
๕. สติสูตร ๖. อัญญสูตร ๗. ฉันทสูตร ๘. ปริญญาสูตร ๙. ภาวนา
สูตร ๑๐. วิภังคสูตร

484
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 485 (เล่ม 30)

อมตวรรคที่ ๕
๑. อมตสูตร *
ว่าด้วยจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน
[๘๑๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีจิต
ตั้งมั่นด้วยดีในสติปัฏฐาน ๔ อยู่เถิด อย่ามีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่เลย และอมตะจะ
พึงมีแก่เธอทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน.
ธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
อยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสโนโลกเสีย เธอ
ทั้งหลาย จงมีจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๕ เหล่านี้อยู่เถิด อย่ามีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่เลย
และอมตะจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย.
จบอมตสูตรที่ ๑
๒. สมุทยสูตร
ว่าด้วยการเกิดดับแห่งสติปัฏฐาน ๔
[๘๑๙] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเกิด
และความดับแห่งสติปัฏฐาน ๔ เธอทั้งหลายจงฟัง ก็ความเกิดแห่งกายเป็น
* ไม่มีอรรถกถาแก้

485
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 486 (เล่ม 30)

อย่างไร ความเกิดแห่งกายย่อมมี เพราะความเกิดแห่งอาหาร ความดับ
แห่งกายย่อมมี เพราะความดับแห่งอาหาร ความเกิดแห่งเวทนาย่อมมี เพราะ
ความเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ
ความเกิดแห่งจิตย่อมมี เพราะความเกิดแห่งนามรูป ความดับแห่งจิตย่อมมี
เพราะความดับแห่งนามรูป ความเกิดแห่งธรรมย่อมมี เพราะความเกิดแห่ง
มนสิการ ความดับแห่งธรรมย่อมมี เพราะความดับแห่งมนสิการ.
จบสมุทยสูตรที่ ๒
อมตวรรควรรณนา
อรรถกถาสมุทยสูตร
อมตวรรคที่ ๕ สมุทยสูตรที่ ๒. คำว่า ความเกิดแห่งกาย
เพราะการเกิดขึ้นแห่งอาหาร หมายความว่า การเกิดขึ้นพร้อมแห่งกาย
ย่อมมีได้ เพราะการเกิดขึ้นพร้อมแห่งอาหาร. ในคำที่เหลือ ก็ทำนอง
เดียวกันนี้แหละ. ส่วนในคำว่า เพราะการเกิดขึ้นพร้อมแห่งมนสิการ
(ความใส่ใจ) หมายความว่า การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมอันเป็นส่วน
ประกอบแห่งความตรัสรู้ ย่อมมีได้เพราะการเกิดขึ้นพร้อมแห่งการเอาใจใส่
อย่างมีเหตุผล และธรรมคือนิวรณ์ (เครื่องกีดกั้น) จะเกิดมีได้ก็เพราะการ
ไม่เอาใจใส่อย่างมีเหตุผลเกิดขึ้น. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส
การตั้งสติไว้อย่างมั่นคงในอารมณ์ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสมุทยสูตรที่ ๒

486
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 487 (เล่ม 30)

๓. มรรคสูตร *
ว่าด้วยทางเป็นที่ไปอันเอก
[๘๒๐] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง เมื่อแรก
ตรัสรู้ เราอยู่ที่ควงไม้อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในตำบลอุรุเวลา
เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกขึ้นในใจอย่างนั้นว่า
[๘๒๑] ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย
เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔
สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ภิกษุพึงพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ หรือพิจารณาเห็นธรรมใน
ธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน
โลกเสีย ทางเป็นที่ไปอันเอกนี้ เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อ
ก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อ
บรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔.
[๘๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความ
ปริวิตกในใจของเราด้วยใจ จึงหายตัวจากพรหมโลกมาปรากฏเบื้องหน้าเรา
เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ท้าวสหัมบดี-
พรหมกระทำผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือมาทางเราแล้วได้กล่าวว่า
[๘๒๓] ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต
ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความ
บริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความ
* ไม่มีอรรถกถาแก้

487