ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 468 (เล่ม 30)

๖. ปเทสสูตร
ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าเป็นพระเสขะ
[๗๘๑] สมัยหนึ่งท่านพระสารีบุตรท่านพระมหาโมคคัลลานะ
และ ท่านพระอนุรุทธะอยู่ ณ กัณฏกีวัน ใกล้เมืองสาเกต. ครั้งนั้น
ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น
เข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระอนุรุทธะ ครั้น
ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้น
แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า
[๗๘๒] ดูก่อนท่านอนุรุทธะ ที่เรียกว่า พระเสขะ ๆ ดังนี้ ด้วย
เหตุเพียงเท่าไรหนอ บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นพระเสขะ. ท่านพระอนุรุทธะตอบ
ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลที่จะชื่อว่าเป็นพระเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔
ได้เป็นส่วน ๆ. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา
เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตใน
จิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลที่จะชื่อว่า
เป็นพระเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล ได้เป็นส่วน ๆ.
จบปเทสสูตรที่ ๖

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 469 (เล่ม 30)

อรรถกถาปเทสสูตร
ในสูตรที่ ๖. คำว่า เพราะอบรมได้เป็นบางส่วน คือเพราะความ
ที่อบรมได้โดยเป็นบางส่วน. จริงอยู่ ผู้ที่กำลังทำให้มรรค ๔ และผล ๓ เกิดขึ้น
ชื่อว่าได้อบรมสติปัฏฐานได้เป็นบางส่วน.
จบอรรถกถาปเทสสูตรที่ ๖
๗. สมัตตสูตร
ว่าด้วยบุคคลจะชื่อว่าเป็นพระอเสขะ
[๗๘๓] นิทานต้นสูตรเหมือนกัน. ครั้นท่านพระสารีบุตรนั่ง ณ ที่
ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า
[๗๘๔] ดูก่อนท่านอนุรุทธะ ที่เรียกว่า พระอเสขะ ๆ ดังนี้ ด้วย
เหตุเพียงเท่าไรหนอ บุคคลจึงจะชื่อว่าเป็นพระอเสขะ. ท่านพระอนุรุทธะ
ตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุ บุคคลที่จะชื่อว่าเป็นพระอเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน
๔ ได้บริบูรณ์. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา
เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นจิตใน
จิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 470 (เล่ม 30)

มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสโนโลกเสีย. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลที่จะ
ชื่อว่าเป็นพระอเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านั้นแลได้บริบูรณ์.
จบสมัตตสูตรที่ ๗
อรรถกถาสมัตตสูตร
ในสูตรที่ ๗. คำว่า เพราะอบรมสมบูรณ์แล้ว คือ เพราะความ
ที่ตนได้อบรมเต็มที่แล้ว . จริงอยู่ ผู้ที่กำลังทำให้เกิดอรหัตผลขึ้นชื่อว่าได้
อบรมสติปัฏฐานสมบูรณ์เเล้ว.
จบอรรถกถาสมัตตสูตรที่ ๗
๘. โลกสูตร
ว่าด้วยผู้รู้โลก
[๗๘๕] นิทานต้นสูตรเหมือนกัน. ครั้นท่านพระสารีบุตร นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถามท่านพระอนุรุทธะว่า
[๗๘๖] ท่านพระอนุรุทธะถึงความเป็นผู้มีอภิญญามาก เพราะได้
เจริญได้กระทำให้มากซึ่งธรรมเหล่าไหน. ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า ดูก่อนผู้
มีอายุ ผมถึงความเป็นผู้มีอภิญญามาก เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง
สติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณา

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 471 (เล่ม 30)

เห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . .. ย่อมพิจารณา
เห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัม-
ปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนผู้มีอายุ ผมถึงความ
เป็นผู้มีอภิญญามาก็เพราะได้เจริญได้กระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล
และเพราะได้เจริญ ได้ทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล ผมจึงรู้โลกได้ตั้งพัน.
จบโลกสูตรที่ ๘
อรรถกถาโลกสูตร
ในสูตรที่ ๘. คำว่า ความเป็นผู้มีอภิญญามาก พระเถระกล่าว
ด้วยอำนาจอภิญญา ๖ อย่าง. คำว่า ข้าพเจ้ารู้โลกได้ตั้งพัน ท่านกล่าวด้วย
อำนาจการอยู่ติดต่อกัน. เล่ากันมาว่า พระเถระตื่นแต่เช้า บ้วนปากแล้วนั่งบน
เสนาสนะ ตามระลึกถึงอดีต ๑ พันกัป อนาคต ๑ พันกัป. ตามพัวพันคติ
แห่งการคิดคำนึงนั้นของพันจักรวาลแม้ในปัจจุบัน. พระเถระนั้นทราบชัดพัน
โลกด้วยตาทิพย์ ดังว่ามานี้. นี้เป็นธรรมเครื่องอยู่ของท่าน.
คำที่เหลือ ในทุกบท ที่ใจความแจ่มแจ้งแล้วทั้งนั้นเเล.
จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๘

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 472 (เล่ม 30)

๙. สิริวัฑฒสูตร *
ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้อนาคามิผล
[๗๘๗] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลัน-
ทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้น สิริวัฑฒคฤหบดีอาพาธ ได้
รับทุกข์ เป็นไข้หนัก. ครั้งนั้น สิริวัฑฒคฤหบดีเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า
มานี่แน่ะ บุรุษผู้เจริญ ท่านจงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จง
กราบเท้าทั้งสองของท่านด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
สิริวัฑฒคฤหบดีอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาขอกราบเท้าทั้งสองข้าง
ท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า ดังนี้ และจงเรียนอย่างนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้
เจริญ ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์ เข้าไป
ยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒคฤหบดีเถิด. บุรุษนั้นรับคำสิริวัฑฒคฤหบดีแล้ว จึง
เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ นมัสการท่านพระอานนท์แล้ว จึงนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้เรียนท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
สิริวัฑฒคฤหบดีอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของ
ท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า และสั่งให้เรียนอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์ เข้าไปยังนิเวศน์ของ
สิริวัฑฒคฤหบดีเถิด. ท่านพระอานนท์รับคำด้วยดุษณีภาพ.
[๗๘๘] ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและ
จีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒคฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูถวาย. ครั้น
แล้วได้ถามสิริวัฑฒคฤหบดีว่า
* อรรถกถาว่า มีเนื้อความง่าย

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 473 (เล่ม 30)

[๗๘๙] ดูก่อนคฤหบดี ท่านพอจะอดทนได้หรือ พอจะยังอัตภาพ
ให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาย่อมคลายลงไม่กำเริบขึ้นหรือ ความทุเลาปรากฏ
ความกำเริบไม่ปรากฏหรือ. สิริวัฑฒคฤหบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผม
อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมกำเริบหนัก
ไม่เสื่อมคลายไปเลย ความกำเริบปรากฏอยู่ ความทุเลาไม่ปรากฏ.
[๗๙๐] อา. ดูก่อนคฤหบดี เพราะเหตุนั้นและ ท่านพึงศึกษาอย่าง
นี้ว่า เราจักพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. จักพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . .
จักพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่.. . จักพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนคฤหบดี
ท่านพึงศึกษาอย่างนั้นแล.
[๗๙๑] สิ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมคือสติปัฏฐาน ๔ เหล่าใดที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ในกระผม และกระผม
ย่อมเห็นชัดในธรรมเหล่านั้น. ก็กระผมย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความ
เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ย่อม
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อม
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา
และโทมนัสในโลกเสีย.
[๗๙๒] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ เหล่า
ใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ กระผมยังไม่แลเห็นสังโยชน์ข้อใดข้อหนึ่ง
ที่ยังละไม่ได้แล้วในตน.
อา. ดูก่อนคฤหบดี เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว อนาคามิผลอัน
ท่านกระทำให้แจ้งแล้ว.
จบสิริวัฑฒสูตรที่ ๙

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 474 (เล่ม 30)

๑๐. มานทินนสูตร *
ผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้อนาคามิผล
[๗๙๓] นิทานต้นสูตรเหมือนกัน. ก็สมัยนั้น มานทินนคฤหบดี
อาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ครั้งนั้น มานทินนคฤหบดีเรียกบุรุษคนหนึ่ง
มาสั่งว่า มานี่แน่ะ บุรุษผู้เจริญ ท่านจงเข้าไปหาพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้น
แล้ว จงกราบเท้าทั้งสองของท่านด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ มานทินนคฤหบดีอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เขาขอกราบเท้า
ทั้งสองของท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า ดังนี้ และจงเรียนอย่างนี้ว่า ข้า
แต่ท่านผู้เจริญ ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์จงอาศัยความอนุเคราะห์
เข้าไปยังนิเวศน์ของมานทินนคฤหบดีเถิด. บุรุษนั้นรับคำมานทินนคฤหบดี
แล้ว เข้าไปหาพระอานนท์ถึงที่อยู่ นมัสการท่านพระอานนท์แล้ว จึงนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้เรียนท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
มานทินนคฤหบดีอาพาธ ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ท่านขอกราบเท้าทั้งสองของ
ท่านพระอานนท์ด้วยเศียรเกล้า และสั่งให้เรียนอย่างนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ได้โปรดเถิด ขอท่านพระอานนท์อาศัยความอนุเคราะห์ เข้าไปยังนิเวศน์ของ
มานทินนคฤหบดีเถิด. ท่านพระอานนท์รับคำด้วยดุษณีภาพ. ครั้งนั้น เวลา
เช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของมานทินน-
คฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูถวาย. ครั้นแล้วได้ถามมานทินนคฤหบดีว่า
ดูก่อนคฤหบดี ท่านพอจะอดทนได้หรือ พอจะยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ
ทุกขเวทนาย่อมคลายลงไม่กำเริบขึ้นหรือ ความทุเลาปรากฏ ความกำเริบไม่
* อรรถกถาว่า มีเนื้อความง่าย

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 475 (เล่ม 30)

ปรากฏหรือ. มานทินนคฤหบดีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอดทนไม่
ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของกระผมยังกำเริบหนัก ไม่เสื่อม
คลายไปเลย ความกำเริบยังปรากฏอยู่ ความทุเลาไม่ปรากฏ.
[๗๙๔] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอันทุกขเวทนาเห็นปานนี้กระทบ
แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . .
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.
[๗๙๕] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ เหล่า
ใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ กระผมยังไม่แลเห็นสังโยชน์ข้อใดข้อหนึ่ง
ที่ยังละไม่ได้แล้วในตน. ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูก่อนคฤหบดี เป็นลาภ
ของท่าน ท่านได้ดีแล้ว อนาคามิผลอันท่านกระทำให้แจ้งแล้ว.
จบมานทินนสูตรที่ ๑๐
จบสีลัฏฐิติวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีลสูตร ๒. ฐิติสูตร ๓. ปริหานสูตร ๔. สุทธกสูตร
๕. พราหมณสูตร ๖. ปเทสสูตร ๗. สมัตตสูตร ๘. โลกสูตร ๙. สิริ-
วัฑฒสูตร ๑๐. มานทินนสูตร

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 476 (เล่ม 30)

อนนุสสุตวรรคที่ ๔
๑. อนนุสสุตสูตร*
ว่าด้วยธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน
[๗๙๖] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา
วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า
นี้คือการพิจารณาเห็นกายในกาย . . . การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นอันเรา
ควรเจริญ . . . การพิจารณาเห็นกายในกายอันเราเจริญแล้ว.
[๗๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้คือการพิจารณา
เห็นเวทนาในเวทนา. . . การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้นอันเราควร
เจริญ . . . การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้อันเราเจริญแล้ว.
[๗๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้คือการพิจารณา
เห็นจิตฝนจิต ... การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้นอันเราควรเจริญ ... การ
พิจารณาเห็นจิตในจิตนี้อันเราเจริญแล้ว.
[๗๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้คือการพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมะ..การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้นอันเราควรเจริญ ...
การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้อันเราเจริญแล้ว .
จบอนนุสสุตสูตรที่ ๑
* สูตรที่ ๑ - ๒ - ๓ ไม่มีอรรถกถาแก้

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 477 (เล่ม 30)

๒. วิราคสูตร
เจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อความหน่าย
[๘๐๐] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านั้น
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความ
คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมป-
ชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. ย่อมพิจารณาเห็นเวทนา
ในเวทนาอยู่... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . ย่อมพิจารณาเห็นธรรม
ในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย. ก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด
เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
โดยส่วนเดียว.
จบวิราคสูตรที่ ๒
๓. วิรัทธสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่ปรารภและปรารภอริยมรรค
[๘๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเหล่าใดเหล่า
หนึ่งไม่ปรารภแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อวาไม่ปรารภอริยมรรคประกอบด้วยองค์

477