ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 438 (เล่ม 30)

สำนักของท่านพาไปกราบทูลพระศาสดา จึงได้เข้าไปหา เพราะความเคารพ
ในพระศาสดา และพระเถระ.
บทว่า นี้บาตรจีวรของท่าน ความว่า พระเถระกราบทูลแต่ละอย่าง
ดังนี้ว่า นี้บาตรสำหรับใช้สอยของท่าน นี้ผ้ากรองน้ำห่อธาตุของท่าน. แต่ใน
บาลีท่านกล่าวเพียงเท่านี้ว่า นี้บาตรจีวรของท่าน.
คำว่า ถ้อยคำอันดั้งเดิม คือ ถ้อยคำที่เป็นต้นทุน. มูล ท่าน
เรียกว่า ต้นทุน ดุจที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้มีปัญญา พิจารณาแล้ว ย่อมตั้งตน
ได้ด้วยต้นทุนแม้น้อย เหมือนคนก่อไฟ
น้อยฉะนั้น.
บทว่า เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า เพื่อต้องการเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ถามว่า ก็พระจุนทะนี้ ไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าหรือ. ตอบว่า
ไม่เคยเห็นหามิได้ ด้วยว่าท่านผู้นี้ ย่อมไปที่บำรุงนั่นเทียววันละ ๑๘ ครั้ง คือ
กลางวัน ๙ ครั้ง กลางคืน ๙ ครั้ง แต่ท่านประสงค์จะไปวันละร้อยครั้ง
พันครั้งก็ไปหามิได้ เพราะไม่มีเหตุ ด้วยประการฉะนี้ จึงยกปัญหาหนึ่งเป็น
เหตุแล้วไป. วันนั้น ท่านประสงค์จะไปด้วยถ้อยคำซึ่งเป็นมูลเดิม จึง
กราบทูลอย่างนั้นว่า นี้บาตรจีวรของท่าน. ฝ่ายพระเถระ ก็กราบทูลชี้แจง
เฉพาะอย่างๆ ทีเดียวว่า นี้บาตรจีวรของท่าน และนี้ผ้ากรองน้ำห่อธาตุของท่าน.
พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ รับเอาผ้ากรองน้ำห่อธาตุ วางไว้
บนฝ่าพระหัตถ์ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นใด
วันก่อนทำปาฏิหาริย์หลายร้อยอย่าง ขออนุญาตปรินิพพาน บัดนี้ ธาตุทั้งหลาย
เปรียบด้วยสีสังข์เหล่านี้ของเธอปรากฏอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้บำเพ็ญบารมี

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 439 (เล่ม 30)

มาหนึ่งอสงไขย กำไรแสนกัป ให้ธรรมจักรทำเราให้เป็นไปเป็นไปแล้ว เธอ
เป็นผู้สอนองค์ที่สองที่เราได้เฉพาะ เป็นผู้ให้สาวกสันนิบาตครบ ภิกษุนี้เว้น
เราเสีย หาผู้เสมอด้วยปัญญาในหมื่นจักรวาลไม่ได้ เธอมีปัญญามาก มีปัญญา
หนาแน่น มีปัญญากล่าวให้บันเทิงได้ มีปัญญาแล่นไปเร็ว มีปัญญากล้า
มีปัญญาในการแทงตลอด เธอมีความปรารถนาน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี
ปรารภความเพียร เป็นผู้ตักเตือน ติเตียนความชั่ว เธอผู้มหาสมบัติที่ได้แล้ว
โดยเฉพาะ บวชแล้วห้าร้อยชาติ มีความอดทนเสมอด้วยแผ่นดินในศาสนา
ของเรา เช่นกับโคอุสภะที่มีเขาขาด มีจิตอ่อนโยน เช่นบุตรคนจัณฑาล ภิกษุ-
ทั้งหลาย พวกเธอจงดูธาตุของผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญากว้าง
มีปัญญาแล่นไปเร็ว มีปัญญากล้าแข็ง มีปัญญาแห่งผู้ควรแทงตลอด ผู้มี
ความปรารถนาน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร ผู้ตักเตือน
ติเตียนความชั่ว.
สารีบุตรใด ละกามทั้งหลายอันเป็น
ที่รื่นรมย์แห่งใจ บวชแล้วห้าร้อยชาติ
พวกเธอจงไหว้พระสารีบุตรนั้น ผู้
ปราศจากราคะ มีอินทรีย์สำรวมดีแล้ว
ปรินิพพานแล้วเถิด.
สารีบุตรใด มีความอดทนเป็นกำลัง
เสมอด้วยแผ่นดิน ย่อมไม่หวั่นไหว ทั้งไม่
เป็นไปในอำนาจจิต ด้วยมีความอนุเคราะห์
เป็นผู้ประกอบด้วยกรุณา ปรินิพพานแล้ว
พวกเธอจงไหว้สารีบุตรนั้นเถิด.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 440 (เล่ม 30)

ลูกคนจัณฑาล เข้าไปพระนครแล้ว
มีใจเจียมตัว ถือกระเบื้องเที่ยวไป ฉันใด
สารีบุตรนี้ก็อยู่ ฉันนั้น พวกเธอจงไหว้
สารีบุตรผู้ปรินิพพานแล้วเถิด.
ก็โคอุสภะตัวมีเขาและหูขาดแล้วไม่
เบียดเบียน เที่ยวไปภายในเมืองฉันใด
สารีบุตรนี้ก็อยู่ฉันนั้น พวกเธอจงไหว้
สารีบุตร ผู้ปรินิพพานแล้วเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญพระเถระ ด้วยพระคาถาห้าร้อย
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญคุณพระเถระ
โดยประการใด ๆ พระเถระก็ไม่อาจจะดำรงอยู่โดยประการนั้น ๆ หวั่นไหว
เหมือนไก่วิ่งไปข้างหน้าแมวฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระอานนทเถระ จึง
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กายของข้าพระองค์ ย่อมหวั่นไหวปาน
ประหนึ่งจะงอมระงมไป. เรื่องทั้งหมดควรให้พิสดาร.
เนื้อความแห่งบทเป็นต้นว่า ประหนึ่งจะงอมระงมไป ในบทนั้น
ท่านกล่าวไว้แล้วเที่ยว. ก็ธรรม คือ อุทเทศและการสอบถาม ท่านประสงค์
เอาในบทว่า ธรรม นี้. เพราะว่า เมื่อไม่ถือเอาธรรมคืออุทเทศและการ
สอบถาม จิตก็ไม่เป็นไปเพื่อจะถือเอา หรือว่า ครั้นถือเอาแล้ว จิตก็ไม่เป็นไป
เพื่อจะสาธยาย. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงลืมพระเนตรที่วิจิตรด้วยประสาท
ทั้ง ๕ ขึ้น ทรงแลดูพระเถระ ทรงถอนพระทัยด้วยหวังว่า เราจะให้เธอเบาใจ
จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อานนท์ สารีบุตรของเธอไปไหนหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น สีลขนฺธํ กองแห่งศีล ได้แก่ ศีลที่
เป็นโลกิยะและโลกุตระ. แม้ในสมาธิและปัญญาก็นัยนี้แหละ. ส่วนวิมุตติ

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 441 (เล่ม 30)

เป็นโลกุตระ วิมุตติญาณทัสสนะ ปัจจเวกขณญาณ นั้นเป็นโลกิยะทั้งนั้น.
บทว่า โอวาทโก ผู้สั่งสอน คือผู้ให้โอวาท. ผู้มีปกติกล่าวสั่งสอน โดย
ประการต่าง ๆ ในเรื่องทั้งหลาย ที่หยั่งลงแล้ว ๆ. บทว่า วิญฺญาปโก ให้
รู้แจ้ง ความว่า ให้รู้แจ้งเหตุและผล ตลอดเวลาที่กล่าวธรรม.
บทว่า สนฺทสฺสโก ผู้แสดงพร้อมอยู่ ความว่า ชี้แจงธรรม
เหล่านั้น ๆ ด้วยอำนาจขันธ์ธาตุและอายตนะ. บทว่า สมาทปโก ผู้ชักชวน
ความว่า ให้ถือเอาอย่างนี้ว่า พวกท่านจงถือเอาสิ่งนี้ด้วย ๆ. บทว่า สมุตฺเตช-
โก ให้อาจหาญ ได้แก่ ให้อุตสาหะขึ้น. บทว่า สมฺปหํสโก ให้รื่นเริง
ได้แก่ให้บรรเทิง คือให้โพลงขึ้นด้วยคุณที่ได้แล้ว. บทว่า อกิลาสุ ธมฺม-
เทสนาย ไม่เกียจคร้านในการแสดงธรรม ความว่า เมื่อเริ่มการ
แสดงธรรม ก็เป็นผู้เว้น จากการทำย่อหย่อนอย่างนั้นว่า ข้าพเจ้าปวดศีรษะ
ปวดหัวใจ ปวดท้อง หรือปวดหลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน คือเป็นผู้
องอาจ แล่นไปอย่างเร็วดุจสีหะ ตัวหนึ่งหรือสองตัว. เนื้อความแห่งบทว่า
อนุคฺคาหโก สพฺรหฺมจารีนํ อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ท่าน
ให้พิสดารแล้วในขันธกวรรค. โภคะนั้นเทียว พระเถระกล่าวแล้ว แม้ด้วย
บททั้งสองว่า ธรรมโอชะ ธรรมโภคะ. บทว่า ธมฺมานุคฺคหํ การ
อนุเคราะห์ด้วยธรรม ได้แก่ การสงเคราะห์ด้วยธรรม. พระศาสดาทรงดำริ
อยู่ว่า ภิกษุย่อมลำบากอย่างยิ่ง เมื่อจะปลอบโยนเธออีก จึงตรัสคำเป็นต้นว่า
อานนท์ ข้อนั้น เราได้บอกเธอไว้แล้วมิใช่หรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิเยหิ มนาเปหิ ของรักของชอบใจ
ความว่า ความเป็นต่าง ๆ กัน โดยชาติ ความเว้นจากกันโดยความตาย (และ)
ความเป็นโดยประการอื่นโดยภพ จากมารดาบิดาพี่น้องชายและพี่น้องหญิงเป็น
ต้นย่อมมี. บทว่า อานนท์ จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 442 (เล่ม 30)

ความว่า เพราะเหตุนั้นใด จึงมีความต่าง ๆ กัน จากสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ
เพราะฉะนั้น บุคคลบำเพ็ญบารมี ๑๐ ก็ดี บรรลุสัมโพธิญาณก็ดี ให้ธรรม
จักรเป็นไปก็ดี แสดงยมกปาฏิหาริย์ก็ดี ทำการก้าวลงจากเทวโลกก็ดี ร้องไห้
บ้าง กล่าวอยู่บ้าง ก็ไม่อาจเพื่อจะได้เหตุที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุง
แต่งแล้ว มีความแตกดับไปเป็นธรรมดานั้น ซึ่งมิใช่ฐานะมีอยู่ด้วยความ
ปรารถนาว่าขอพระสรีระแม้ของพระตถาคตเจ้านั้นอย่าแตกดับไปเลย.
บทว่า โส ปลุชฺเชยฺย ต้นไม้นั้น พึงทำลาย ความว่า ต้นไม้
นั้นพึงแตก. ในคำว่า เอวเมว โข ฉันนั้นเหมือนกันแล มีอธิบายว่า
ภิกษุสงฆ์ เหมือนต้นหว้าใหญ่สูงร้อยโยชน์. พระธรรมเสนาบดี เปรียบเหมือน
ลำต้น ใหญ่ประมาณห้าสิบโยชน์ ทางเบื้องขวาแห่งต้นไม้นั้น. พระเถระ
ปรินิพพานแล้ว เหมือนต้นไม้ใหญ่นั้นหักแล้ว ก็ไม่มีลำต้นอื่นที่สามารถ
เจริญขึ้นโดยลำดับแต่ต้นไม้ที่หักแล้วนั้น อันสามารถเพื่อให้ที่นั้นเต็มด้วยดอก
และผลเป็นต้น. ความไม่มีภิกษุอื่นผู้ถึงที่สุดแห่งปัญญาสิบหกอย่างเช่นกับ
พระสารีบุตร ผู้สามารถที่จะนั่งบนอาสนะข้างขวาแต่ภิกษุสงฆ์นั้น เหมือนต้น
ไม้ในทิศนั้น ส่วนลำต้นพึงทราบว่า เถิดแล้ว. บทว่า ตสฺมา เพราะเหตุ
นั้น ความว่า เพราะสิ่งที่ปัจจัยทั้งหมดปรุงแต่งแล้ว มีความย่อยยับเป็นธรรมดา
บุคคลไม่อาจเพื่อจะได้ว่า ขอสิ่งนั้นจงอย่าทำลายไปเลย.
จบอรรถกถาจุนทสูตรที่ ๓

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 443 (เล่ม 30)

๔. เจลสูตร
ว่าด้วยการมีธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึง
[๗๔๑] สมัยหนึ่ง เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
ปรินิพพานแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แทบฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้
อุกกเจลนครในแคว้นวัชชี กับพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่. ก็สมัยนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ประทับนั่งที่กลางแจ้ง. ครั้งนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นิ่งอยู่ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า เมื่อสารีบุตร
และโมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในทิศใด ทิศ
นั้นของเราย่อมไม่ว่างเปล่า ความไม่ห่วงใยย่อมมีในทิศนั้น.
[๗๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้
เหล่าใด ได้มีมาแล้วในอดีตกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เหล่านั้นก็มีคู่สาวกนั้น
เป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลานะของเรา. พระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด จักมีในอนาคตกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้
เหล่านั้นก็จักมีคู่สาวกนั้นเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น เหมือนกับสารีบุตรและโมค-
คัลลานะของเรา.
[๗๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความอัศจรรย์ของสาวกทั้งหลาย
เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของสาวกทั้งหลาย สาวกทั้งหลายจักกระทำตามคำสอน
และกระทำตามโอวาทของพระศาสดา และจักเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่ตั้ง
* พม่าเป็น ปรินิพฺพุเตสุ ปรินิพพานแล้ว. ๒. ยุโรปและพม่าเป็น สุญฺญา เม ภิกฺขเว ปริสา
โหติ บริษัทของเราก็ว่างเปล่าไป.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 444 (เล่ม 30)

แห่งความเคารพและสรรเสริญของบริษัท ๔. เป็นความอัศจรรย์ของตถาคต
เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาของตถาคต เมื่อคู่สาวกแม้เห็นปานนี้ปรินิพพานแล้ว
ความโศกหรือความร่ำไรก็มิได้มีแก่ตถาคต เพราะฉะนั้น จะพึงได้ข้อนี้แต่ที่
ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา
การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้.
[๗๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ มีแก่นดัง
อยู่ลำต้นที่ใหญ่กว่าพึงทำลายลง ฉันใด เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ซึ่งมีแก่น ดำรง
อยู่ สารีบุตรและโมคคัลลานะปรินิพพานแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น
จะพึงได้ในข้อนี้แต่ที่ไหน. สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความ
ทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่
ฐานะที่จะมีได้ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ
มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง
อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.
[๗๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่งอยู่อย่างไร. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่...
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่... พิจารณา
เห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง
ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่
พึ่งอยู่อย่างนั้นแล.
[๗๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพวกใดพวกหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ใน
กาลที่ล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็น

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 445 (เล่ม 30)

ที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่. ภิกษุ
เหล่านี้นั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักเป็นผู้เลิศ.
จบเจลสูตรที่ ๔
อรรถกถาเจลสูตร
พึงทราบอธิบายใน เจลสูตรที่ ๔.
บทว่า เมื่อพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ปรินิพพาน
แล้วไม่นาน ความว่า เมื่อพระอัครสาวกทั้งสองปรินิพพานนานแล้วหามิได้
ก็บรรดาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น พระธรรมเสนาบดี ปรินิพพานในวันเพ็ญ
เดือนสิบสอง จากนั้นล่วงมาครึ่งเดือน ในวันอุโบสถแห่งกาฬปักข์กึ่งเดือน
นั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงปรินิพพาน พระศาสดา เมื่อพระอัครสาวกทั้ง
สองปรินิพพานแล้ว มีหมู่ภิกษุใหญ่แวดล้อมเสด็จจาริกไปในมหามณฑลชนบท
เสด็จถึงอุกกเจลนครโดยลำลับ เสด็จไปบิณฑบาตในอุกกเจลนครนั้น แล้ว
ประทับอยู่บนหาดทรายมีสีดุจแผ่นเงิน ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา เพราะเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า เมื่อพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ปรินิพพานแล้วไม่นาน.
แม้ไม่บทว่า ลำต้นที่ใหญ่กว่าเหล่านั้นใด พึงทำลาย มีอธิบายว่า หมู่
ภิกษุเปรียบเหมือนต้นหว้าใหญ่สูงร้อยโยชน์ พระอัครสาวกทั้งสองเปรียบเหมือน
ลำต้น ที่ใหญ่ทั้ง ๒ ประมาณห้าสิบโยชน์ที่แผ่ไปทั้งเบื้องขวา และเบื้องซ้ายแห่ง
ต้นไม้นั้น. คำที่เหลือ ควรประกอบในนัยก่อนนั่นเทียว.
จบอรรถกถาเจลสูตรที่ ๔

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 446 (เล่ม 30)

๕. พาหิยสูตร
ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม
[๗๔๗] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระพาหิยะเข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยย่อ
แก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดู
ก่อนพาหิยะ เพราะฉะนั้น เธอจงชำระเบื้องต้น ในกุศลธรรมให้บริสุทธิ์เสียก่อน
ก็อะไรเป็นเบื้องต้น ของกุศลธรรม คือศีลที่บริสุทธิ์ดี และความเห็นอันตรง.
[๗๔๘] ดูก่อนพาหิยะ เมื่อใดแล ศีลของเธอจักบริสุทธิ์ดี และ
ความเห็นของเธอจักตรง เมื่อนั้น เธอพึงอาศัยศีล ตั้งมั่นในศีล แล้วเจริญ
สติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ดูก่อนพาหิยะ เธอจงพิจารณาเห็น
กายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน
โลกเสีย. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่. . . พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . พิจารณา
เห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสีย. เมื่อใด เธออาศัยศีล ตั้งมั่น อยู่ในศีลแล้ว จักเจริญสติ-
ปัฏฐาน ๔ เหล่านี้อย่างนี้ เมื่อนั้น เธอพึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้ง
หลายได้ทีเดียว ตลอดราตรีหรือวันที่จักมาถึง ไม่มีความเสื่อมเลย.
[๗๔๙] ครั้งนั้น ท่านพระพาหิยะชื่นชม อนุโมทนา ภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำ

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 447 (เล่ม 30)

ประทักษิณแล้วหลีกไป. ท่านพระพาหิยะหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท
มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหม-
จรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. และ
ท่านพระพาหิยะเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.
จบพาหิยสูตรที่ ๕
อรรถกถาพาหิยสูตร
พึงทรามอธิบายในพาหิยสูตรที่ ๕.
บทว่า ความเห็น ได้แก่ ความเห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน.
จบอรรถกถาพาหิยสูตรที่ ๕
๖. อุตติยสูตร
อาศัยศีลเจริญสติปัฏฐาน ๔
[๗๕๐] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระอุตติยะเข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีก

447