ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 368 (เล่ม 30)

กลีบตาบนหนีไปในเบื้องบนด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของ
จิต ไม่มีใคร ๆ ชื่อว่า เปิดได้โดยสะดวก. จากนั้นจักขุวิญญาณ ให้สำเร็จกิจ
คือความเห็นได้เกิดขึ้น ก็ความรู้อย่างนั้น ชื่อว่า อสัมโมหสัมปชัญญะ
ในที่นี้. ก็แลพึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในที่นี้ ด้วยสามารถความเป็นมูล
ปริญญา อาคันตุกะ และตาวกาลิก. พึงทราบด้วยสามารถมูลปริญญา (ความ
รู้พื้นฐาน) ก่อน.
ภวังคะ อาวัชชนะ ทัสสนะ สัมปฏิจ
ฉนะ สันติรณะ โวฏฐัพพนะ ชวนะ
เป็นที่ ๗.
ในดวงจิตเหล่านั้น ภวังคะ ยังกิจอันเป็นองค์แห่งอุบัติภพให้สำเร็จ
เป็นไป. กิริยามโนธาตุ คำนึงถึงภวังคะนั้น ยังอาวัชชนะกิจให้สำเร็จ.
เพราะอาวัชชนกิจนั้นดับ จักขุวิญญาณยังทัสสนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะดับ
ทัสสนกิจนั้น วิปากมโนธาตุ ยังสัมปฏิจฉนกิจให้สำเร็จเป็นไป. เพราะดับ
สัมปฏิจฉนกิจนั้น วิปากมโนวิญญาณธาตุ ยังสันติรณกิจให้สำเร็จ. เพราะ
ดับสันติรณกิจนั้น กิริยามโนวิญญาณธาตุยังโวฏฐัพพนกิจให้สำเร็จ. เพราะ
ดับโวฏฐัพพนกิจนั้น ชวนะแล่นไป ๗ ครั้ง. ในชวนะเหล่านั้น แม้ใน
ปฐมชวนะก็ไม่มีการแลและการเหลียวด้วยอำนาจความกำหนัด ความโกรธ
และความหลงว่า นี้หญิง นี้ชาย ดังนี้. แม้ในทุติยชวนะ แม้ในสตัตมชวนะ
ก็ไม่มี. เมื่อชวนะเหล่านั้นถูกทำลายตกไป ด้วยอำนาจกิเลสอันมีในเบื้องล่าง
เบื้องบน ดุจทหารถูกทำลายพ่ายไปในสนามรบ การแลและการเหลียว ย่อมมี
ด้วยสามารถความกำหนัด เป็นต้น ว่า นี้เป็นหญิง นี้เป็นชาย ดังนี้. พึงทราบ
อสัมโมหสัมปชัญญะ ด้วยสามารถมูลปริญญาในที่นี้ก่อนด้วยประการฉะนี้.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 369 (เล่ม 30)

ก็เมื่อรูปในจักขุทวารไปสู่คลอง เมื่ออาวัชชนะเป็นต้นเกิดแล้วดับไป
ด้วยสามารถทำกิจของตนให้สำเร็จเบื้องบนจากภวังคจลนะในที่สุด ชวนะย่อม
เกิดขึ้น. ชวนะนั้นย่อมเป็นเหมือนอาคันตุกบุรุษในจักขุทวารอันเป็นเรือนของ
อาวัชชนะเป็นต้นที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน. เมื่ออาคันตุกบุรุษนั้นเข้าไปในเรือน
ของคนอื่นเพื่อขออะไร ๆ แม้เมื่อเจ้าของบ้านนั่งนิ่งก็ไม่ควรบังคับ ฉันใด
แม้เมื่ออาวัชชนะเป็นต้น ในจักขุทวารอันเป็นเรือนของอาวัชชนะเป็นต้น ไม่-
กำหนัด ไม่โกรธ และไม่หลง ก็ไม่ควรกำหนัด โกรธ และหลงฉันนั้น. พึงทราบ
อสัมโมหสัมปชัญญะ ด้วยสามารถความเป็นอาคันตุกะ (ผู้จรมา) อย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้.
ก็จิตเหล่านี้ใด อันมีโวฏฐัพพนะเป็นที่สุด เกิดขึ้นในจักขุทวาร จิต
เหล่านั้น ย่อมแตกทำลายไปในที่นั้น ๆนั่นเอง พร้อมกับสัมปยุตตธรรม ย่อม
ไม่เห็นกันและกัน จิตนอกนี้ ย่อมเป็นไปชั่วคราว. ในข้อนั้น อุปมาเหมือน
ในเรือนหลังหนึ่ง เมื่อคนตายกันหมด คนหนึ่งที่เหลือไม่ควรยินดีในการฟ้อน
การขับเป็นต้น ของผู้มีมรณธรรมในขณะนั้น ฉันใด เมื่ออาวัชชนะเป็นต้น
สัมปยุตในทวารหนึ่ง ตายไปในที่นั้น ๆ แม้ชวนะแห่งมรณธรรมในขณะนั้น
ที่เหลือก็ไม่ควรยินดีด้วยสามารถ ความกำหนัด ความโกรธ และความหลง
พึงทราบ อสัมโมหสัมปชัญญะ ด้วยสามารถความเป็นตาวกาลิก (เป็นไป
ชั่วคราว) อย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบ อสัมโมหสัมปชัญญะ ด้วยสามารถการ
พิจารณาขันธ์ ธาตุ อายตนะ และปัจจัย. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ จักษุและรูปเป็น
รูปขันธ์ เวทนาสัมปยุตด้วยรูปขันธ์นั้น เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาสัมปุตด้วย
เวทนานั้น เป็นสัญญาขันธ์ สังขารมีผัสสะเป็นต้น เป็นสังขารขันธ์. การแล
และการเหลียวย่อมปรากฏในการพร้อมเพรียงแห่งขันธ์ทั้งหลาย ๕ เหล่านี้ ด้วย

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 370 (เล่ม 30)

ประการฉะนี้. ในข้อนั้น ใครหนึ่งย่อมแล ใครคนหนึ่งย่อมเหลียวมีหรือ.
อนึ่งจักษุเป็นจักขวายตนะรูปเป็นรูปายตนะ. การเห็นเป็นมนายตนะ. สัมปยุต
ธรรมทั้งหลาย มีเวทนาเป็นต้น เป็นธัมมายตนะ. การแล และการเหลียว
ย่อมปรากฏในความพร้อมเพรียงแห่งอายตนะ. เหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
ในข้อนั้น ใครคนหนึ่งย่อมแล ใครย่อมเหลียวหรือ อนึ่ง จักษุเป็นจักขุธาตุ
รูปเป็นรูปธาตุ ความเห็นเป็นจักขุวิญญาณธาตุ ธรรมมีเวทนาเป็นต้น
สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นธรรมธาตุ. การแล และการเหลียว
ย่อมปรากฏในความพร้อมเพรียงของธาตุ ๔ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ในข้อนั้น ใครคนหนึ่งย่อมแล ใครย่อมเหลียวหรือ. อนึ่ง จักษุเป็นนิสสย-
ปัจจัย รูปเป็นอารัมมณปัจจัย อาวัชชนะเป็น อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย
อันตรูปนิสสยปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย อาโลกะ (แสงสว่าง) เป็น
อุปนิสสยปัจจัย เวทนาเป็นต้น เป็นสหชาตาทิปัจจัย. การแล และการเหลียว
ย่อมปรากฏในความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้. ในข้อนั้น
ใครคนหนึ่งย่อมแล ใครย่อมเหลียว พึงทราบ อสัมโมหสัมปชัญญะ แม้ด้วย
สามารถการพิจารณาเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ และปัจจัย ในข้อนี้อย่างนี้ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า สมฺมิญฺชิเต ปริสาริเต ได้แก่ ในการงอและเหยียดของข้อ
ทั้งหลาย. ในบทนั้น มีอธิบายว่า การไม่ทำการงอและเหยียดด้วยอำนาจจิต
แล้วกำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ เพราะปัจจัยคือการงอ
และการเหยียดมือและเท้า แล้วกำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์ ชื่อว่า สาตถก-
สัมปชัญญะ. ในบทนั้น เมื่อผู้ที่งอหรือเหยียดมือและเท้านานเกินไป เวทนา
ย่อมเกิดขึ้นได้. จิตย่อมไม่ได้อารมณ์เดียว กรรมฐานย่อมตกไป ย่อมไม่
บรรลุคุณวิเศษ ดังนี้. ก็เมื่องอในเวลาและ เหยียดในเวลาอันควร เวทนาเหล่านั้น

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 371 (เล่ม 30)

ย่อมไม่เกิด. จิตย่อมเป็นอารมณ์เดียว กรรมฐานย่อมถึงการทรงไว้ ย่อม
บรรลุคุณวิเศษ พึงทราบ การกำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์
อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็แม้เนื้อมีประโยชน์ การกำหนดสิ่งอันเป็นสัปปายะและอสัปปายะ
แล้วกำหนดเอาสิ่งอันเป็นสัปปายะ ชื่อ สัปปายสัมปชัญญะ ในข้อนั้น
มีนัยดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ที่ลานมหาเจดีย์ พวกภิกษุหนุ่มท่องมนต์อยู่. พวกภิกษุณี
สาวฟังธรรมอยู่ข้างหลังภิกษุหนุ่มเหล่านั้น. ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุหนุ่ม
รูปหนึ่งเหยียดมือไปต้องกายสังสัคคะ. จึงเป็นคฤหัสถ์ด้วยเหตุนั่นเอง. ภิกษุ
อีกรูปหนึ่งเมื่อเหยียดเท้า ได้เหยียดไปที่ไฟ ไฟไหม้จดถึงกระดูก. อีกรูปหนึ่ง
เหยียดไปที่ไม้ปักกรด ถูกอสรพิษขบ. อีกรูปหนึ่งเหยียดไปที่ไม้ปักกรด งู
ปี่แก้ว ขบภิกษุนั้น. เพราะฉะนั้น ไม่ควรเหยียดไปในที่เป็นอสัปปายะเห็น
ปานนี้ ควรเหยียดไปในที่เป็นสัปปายะ. นี้ชื่อว่า สัปปายสัมปชัญะ ใน
ที่นี้.
ก็พึงแสดงโคจรสัมปชัญญะด้วยเรื่องพระมหาเถระ. ได้ยินว่า พระ-
มหาเถระนั่งในที่พักกลางวัน เมื่อพูดกับอันเตวาสิกทั้งหลาย งอมือทันทีแล้ว
วางไว้ในที่เดิมอีก ค่อย ๆ งอ. พวกอันเตวาสิกถามท่านว่า ท่านขอรับ
เพราะเหตุไร ท่านจึงงอมือทันที แล้ววางไว้ในที่เดิม แล้วค่อย ๆ งอเล่า.
พระมหาเถระกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็เพราะเราเริ่มมนสิการกรรมฐาน
เราไม่เคยปล่อยกรรมฐานแล้วงอมือเลย ก็บัดนี้ เราพูดกับพวกท่าน จึงปล่อย
กรรมฐานงอมือ ฉะนั้น เราจึงวางไว้ในที่เดิมอีก แล้วงอมือ. พวกอันเตวาสิก
กล่าวว่า ท่านขอรับ ดีแล้ว ธรรมดาภิกษุควรเป็นเห็นปานนั้น. การไม่ละ
กรรมฐานแม้ในบทนี้ พึงทราบว่า เป็นโคจรสัมปชัญญะ ด้วยประการฉะนี้.

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 372 (เล่ม 30)

ชื่อว่า อัตตาในภายใน ไม่มีใครงอหรือเหยียด. ก็การงอและเหยียด
ย่อมมีได้ด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของจิตดังกล่าวแล้ว ดุจ
การชักมือและเท้าของช่างหูกด้วยสามารถการชักด้าย เพราะฉะนั้น การ
กำหนดรู้ พึงทราบว่า เป็น อสัมโมหสัมัปชัญญะ ในที่นี้.
ในบทว่า สํฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ นี้ มีอธิบายว่า การใช้สอย ชื่อว่า
ทรงไว้ ด้วยสามารถการนุ่งและการห่มสังฆาฏิและจีวร ด้วยสามารถการรับ
ภิกษาเป็นต้น แห่งบาตร. ในการทรงสังฆาฏิและจีวรนั้น ประโยชน์มีประการ
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ผู้ได้อามิส นุ่งห่มก่อนแล้วจึง
เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เพื่อกำจัด ความหนาว. ดังนี้ชื่อว่า ประโยชน์ พึงทราบ
สาตถกสัมปชัญญะ ด้วยสามารถประโยชน์นั้น. ก็จีวรเนื้อละเอียด เป็นที่
สบายของผู้มีความร้อนเป็นปกติ และผู้ทุพลภาพ จีวรเนื้อหนาสองชั้นเป็นที่
สบายของผู้มีความหนาวเป็นปกติ ผิดไปจากนั้น ไม่เป็นที่สบายเลย จีวร
ชำรุดไม่เป็นที่สบายแก่ใคร ๆ เลย. ด้วยว่า จีวรชำรุดนั้น ทำความกังวลให้
แก่เขาด้วยการให้ผ้าปะเป็นต้น. จีวรที่ควรได้มีประเภทเป็นผ้าขนแกะสองชั้น
เป็นต้นก็อย่างนั้น. ด้วยว่าจีวรเช่นนั้นย่อมเป็นการทำอันตรายแก่การนุ่งและ
ทำอันตรายแก่ชีวิตของภิกษุรูปหนึ่งในป่าได้. ก็โดยไม่อ้อมค้อมจีวรได้เกิด
ด้วยอำนาจมิจฉาชีพ มีนิมิตตกรรมเป็นต้น (เป็นหมอดู) และอกุศลธรรม
ย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้เสพ กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรนั้น ไม่เป็นที่สบาย ผิดไป
จากนั้นเป็นที่สบาย. พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะในข้อนี้ด้วยสามารถสัปปายะ
นั้น และโคจรสัมปชัญญะด้วย สามารถการไม่ละกรรมฐาน. ชื่อว่า อัตตาใน
ภายใน ไม่มีใคร ๆ ห่มจีวร. แต่การห่มจีวรย่อมมีได้ด้วยการซ่านไปแห่ง
วาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของจิตดังที่กล่าวแล้ว ในการห่มจีวรนั้น แม้จีวรก็
ไม่มีเจตนา แม้กายก็ไม่มีเจตนา จีวรย่อมไม่รู้ว่า เราห่มกาย แม้กายก็ไม่รู้ว่า

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 373 (เล่ม 30)

เราห่มจีวร ธาตุเท่านั้นปกปิดหมู่ธาตุ ดุจในการปกปิดผ้าป่านด้วยผ้าขี้ริ้ว
เพราะฉะนั้น ได้จีวรดี ก็ไม่ควรดีใจ ได้จีวรไม่ดี ก็ไม่ควรเสียใจ. จริงอยู่
คนบางพวก กระทำสักการะด้วยดอกไม้ของหอม ธูปและผ้าเป็นต้น ในไม้
กะทิง จอมปลวก เจดีย์และต้นไม้เป็นต้น บางพวกกระทำอสักการะด้วย
คูถ มูตร เปียกตม และเครื่องประหารคือ ท่อนไม้และศัสตราเป็นต้น
จอมปลวกและต้นไม้เป็นต้น ไม่ทำความดีใจด้วยเหตุนั้น อย่างนั้นแหละได้
จีวรดีแล้ว ก็ไม่ควรดีใจ ได้จีวรไม่ดีก็ไม่ควรเสียใจ. พึงทราบ อสัมโมห-
สัมปชัญญะ ในที่นี้ ด้วยสามารถการพิจารณาอันเป็นไปแล้ว อย่างนี้ ด้วย
ประการฉะนี้.
แม้ในการทรงบาตร ก็พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะ ด้วยสามารถ
ประโยชน์ที่พึงได้ เพราะการถือบาตรเป็นปัจจัยอย่างนี้ว่า เราจักไม่ถือบาตร
ทันที ถือบาตรนี้แล้ว เที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต จักได้ภิกษา. ก็บาตรหนัก
ไม่เป็นที่สบายแก่ร่างกายอันผอมและทุพลภาพ. บาตรที่ล้างไม่ดีจะกระทบตุ่ม
สี่ห้าตุ่ม ไม่เป็นที่สบายแก่ใคร ๆ บาตรที่ล้างไม่ดี ไม่ควร ความกังวลย่อมมี
แก่ผู้ล้างบาตรนั้น. แต่บาตรสีแก้วมณี ที่ควรได้ไม่เป็นที่สบาย โดยนัย
ที่กล่าวแล้วในจีวรนั้นแล. ก็บาตรได้ที่ได้แล้วด้วยสามารถนิมิตตกรรมเป็นต้น
อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้เสพนั้น กุศลธรรมย่อมเสื่อม บาตรนี้ไม่เป็นที่
สบายโดยส่วนเดียว ผิดไปจากนี้เป็นที่สบาย. พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะ
ในข้อนี้ด้วยอำนาจสัปปายะนั้น และโคจรสัปปชัญญะด้วยอำนาจ การไม่ละ
กรรมฐาน. ชื่อว่า อัตตาในภายใน ไม่มีใครถือบาตร. ชื่อว่า การถือบาตร
ย่อมมีด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุอันเป็นกิริยาของจิตดังกล่าวแล้ว. ในการ
ถือบาตรนั้น แม้บาตรก็ไม่มีเจตนา แม้มือก็ไม่มีเจตนา บาตรย่อมไม่รู้ว่า
เราถูกมือจับ แม้มือก็ไม่รู้ว่า เราจับบาตร ธาตุเท่านั้น ถือเอาหมู่ธาตุ ดุจ

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 374 (เล่ม 30)

ในการถือบาตร อันมีสีดุจไฟ ด้วยคีม. พึงทราบ อสัมโมหสัมปชัญญะ
ในที่นี้ด้วยสามารถการพิจารณาอันเป็นไปแล้วอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนมนุษย์ทั้งหลายผู้มีความเอ็นดูเห็นมนุษย์อนาถา
ที่อนาถศาลามีมือและเท้าด้วน มีหนองเลือดและเหล่าหนอนไหลออกจาก
ปากแผล มีแมลงหัวเขียวตอม นำผ้าพันแผลและยาด้วยกระเบื้องเป็นต้น
ให้แก่พวกเขา. ในข้อนั้น ผ้า เนื้อละเอียดถึงแก่บางคน เนื้อหยาบถึงแก่
บางคน ก็กระเบื้องใส่ยา มีสัณฐานดี ถึงแก่บางคน มีสัณฐานไม่ดี ถึงแก่
บางคน พวกมนุษย์อนาถาเหล่านั้น ไม่ดีใจหรือไม่เสียใจในข้อนั้นเลย. ด้วยว่า
ความต้องการของพวกเขา ด้วยผ้าเพียงพันแผลเท่านั้น และด้วยกระเบื้อง
เพียงใส่ยาเท่านั้น ฉันใด ภิกษุสำคัญจีวรดุจผ้าพันแผล บาตรดุจกระเบื้อง
ใส่ยา ภิกษาที่ได้ในบาตรดุจยาในกระเบื้อง ฉันนั้น พึงทราบว่า ภิกษุนี้
เป็นผู้กระทำสัมปชัญญะอันสูงสุด ด้วย อสัมโมหสัมปชัญญะ ในการทรง
สังฆาฏิ บาตรและจีวร.
พึงทราบในบทว่า อสิต เป็นต้น บทว่า อสิเต ได้แก่ ในการ
ฉันอาหาร. บทว่า ปิเต ได้แก่ ในการดื่มมีข้าวยาคูเป็นต้น. บทว่า ขายิเต
ได้แก่ ในการเคี้ยวมีแป้งและของเคี้ยวเป็นต้น. บทว่า สายิเต ได้แก่ ใน
การลิ้มมีน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น. ในบทเหล่านั้น ประโยชน์แม้ ๘ อย่าง ท่าน
กล่าวไว้โดยเป็นต้นว่า เนว ทวาย ดังนี้ ชื่อว่า ประโยชน์. พึงทราบ
สาตถกสัมปชัญญะด้วยสามารถประโยชน์นั้น. ความไม่สำราญมีแก่ผู้ใด ด้วย
โภชนะอันใด ในบรรดาโภชนะที่เศร้าหมองประณีต ขมและหวานเป็นต้น
โภชนะอันนั้นไม่เป็นที่สบายแก่ผู้นั้น. แต่โภชนะอันใดอันได้มาด้วยนิมิต-
กรรมเป็นต้นและอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมทิ้งหลายย่อม
เสื่อมแก่เขาผู้บริโภคโภชนะชนิดใด โภชนะนั้นไม่เป็นที่สบายโดยส่วนเดียว

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 375 (เล่ม 30)

ผิดไปจากนั้นเป็นที่สบาย พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะในที่นี้ด้วยสามารถ
สัปปายะนั้น และโคจรสัมปชัญญะด้วยสามารถการไม่ละกรรมฐานนั้นแล.
ชื่อว่า อัตตาในภายใน ไม่มีใครเป็นผู้บริโภค. ก็ธรรมดาการรับบาตร
ย่อมมีด้วยสามารถการซ่านไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของจิตมีประการ
ดังกล่าวแล้ว ธรรมดาการหยั่งมือลงในบาตรย่อมมี ด้วยการซ่านไปแห่ง
วาโยธาตุอันเป็นกิริยาของจิต. การปั้นก้อนข้าว การยกก้อนข้าว และการ
อ้าปากย่อมมีด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุ อันเป็นกิริยาของจิต. ใคร ๆ ย่อม
ไม่เปิดประตูกว้างด้วยกุญแจ ไม่ง้างด้วยเครื่องยนต์ได้. การวางคำข้าวไว้ใน
ปาก ฟันข้างบนทำหน้าที่เป็นสาก ฟันข้างล่างทำหน้าที่เป็นครก และลิ้นทำ
หน้าที่เป็นมือ ย่อมมีได้ด้วยการซ่านไปแห่งวาโยธาตุอันเป็นกิริยาของจิต.
น้ำลายน้อยย่อมเปื้อนโภชนะนั้นที่ปลายลิ้นนั้น น้ำลายมากย่อมเปื้อนที่โคนลิ้น.
โภชนะนั้นกลิ้งกลอกไปมาด้วยมือคือลิ้น ในครกคือฟัน คือฟัน
เบื้องล่าง ชุ่มด้วยน้ำคือน้ำลาย บดด้วยสากคือฟันเบื้องบน ไม่มีใคร ๆ
เอากระจ่า หรือทัพพีสอดเข้าไปในภายในได้ ย่อมเข้าไปด้วยวาโยธาตุเทียว
เข้าไปแล้ว ๆ ก็ไม่มีใครปูฟางรองรับไว้ได้ ตั้งอยู่ด้วยวาโยธาตุเทียว ตั้งอยู่
แล้ว ๆ ก็ไม่มีใครตั้งเตาหุงต้มได้ หุงต้มด้วยธาตุไฟเทียว หุงต้มแล้ว ๆ
ก็ไม่มีใครนำออกข้างนอกได้ ด้วยกระบองหรือไม้เท้าได้ ออกด้วยวาโยธาตุ
เทียว.
ด้วยประการฉะนี้ วาโยธาตุ ย่อมนำไปยิ่ง นำไปล่วงวิเศษทรงไว้
เปลี่ยนแปลง บัดแห้ง และนำออก ปฐวีธาตุ ทรงไว้ เปลี่ยนแปลง
บดและแห้ง. อาโปธาตุ ย่อมชุ่มฉ่ำ รักษาความสด. เตโชธาตุเผาสิ่งที่เข้าไป
ในภายใน อากาศธาตุ เป็นทางไป วิญญาณธาตุ อาศัยการประกอบชอบ

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 376 (เล่ม 30)

ในธาตุนั้น ย่อมผูกใจไว้ พึงทราบ อสัมโมหสัมปชัญญะ ในที่นี้ด้วย
สามารถการพิจารณาอันเป็นไปแล้ว อย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอสัมโมหสัมปชัญญะในที่นี้ เพราะการพิจารณา
ความเป็นของปฏิกูล ๑๐ อย่างนี้คือ เพราะการไป เพราะการแสวงหา เพราะ
การบริโภค เพราะที่อาศัย เพราะการฝัง เพราะไม่ย่อย เพราะย่อยแล้ว
เพราะผล เพราะความไหลออก เพราะความเปื้อน.
บทว่า อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม ได้แก่ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ.
เหงื่อย่อมไหลจากทั่วตัวของผู้ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเมื่อถึงเวลา ตาทั้งสอง
ย่อมหมุน จิตไม่แน่วแน่ โรคอื่นย่อมเกิด แต่ทั้งหมดนั้นย่อมไม่มีแก่ผู้ถ่าย
นี้เป็นอธิบาย ในบทนี้. พึงทราบสาตถกสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งความนั้น.
ก็เมื่อภิกษุถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่เป็นที่ย่อมเป็นอาบัติ เสื่อมยศ แม้อันตราย
ถึงชีวิตย่อมมี เมื่อถ่ายในที่สมควรทั้งหมดนั้นย่อมไม่มี นี้เป็นที่สบายในข้อนี้
ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบสัปปายสัมปชัญญะด้วยสามารถแห่งสัปปายะนั้น
และโคจรสัมปชัญญะด้วยสามารถการไม่ละกรรมฐานนั้นแล. ชื่อว่า อัตตาใน
ภายใน ไม่มีถ่ายอุจจาระปัสสาวะ. ก็การถ่ายอุจจาระปัสสาวะย่อมมีด้วยการ
ซ่านไปแห่งวาโยธาตุอันเป็นกิริยาของจิตเท่านั้น. เหมือนอย่างว่า เมื่อฝีหัวแก่
เพราะหัวฝีแตกหนองและเลือดย่อมไหลออกโดยไม่ต้องการ ฉันใด และเหมือน
อย่างว่า น้ำไหลออกจากภาชนะน้ำเต็มเปี่ยม โดยไม่ต้องการ ฉันใด อุจจาระ
ปัสสาวะที่สั่งสมไว้ในกะเพาะอาหารและกะเพาะปัสสาวะถูกแรงลมบีบคั้นย่อม
ไหลทั้ง ๆ ที่ไม่ปรารถนา.
ส่วนอุจจาระปัสสาวะนี้นั้น เมื่อออกไปอย่างนั้น มิได้เป็นของตน
มิได้เป็นของชนเหล่าอื่น ของภิกษุนั้น เป็นแต่เพียงการไหลออกจากสรีระ
อย่างเดียว. ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือนเมื่อคนทิ้งน้ำเก่าจาก

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 377 (เล่ม 30)

หม้อน้ำ น้ำนั้นมิได้เป็นของตน มิได้เป็นของชนเหล่าอื่น เป็นแต่เพียง
สำหรับใช้สอยอย่างเดียวเท่านั้น อสัมโมหสัมปชัญญะ ในข้อนี้ พึงทราบ
ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาอันเป็นไปแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบอธิบายในบทว่า คต ศัพท์เป็นต้น บทว่า คเต คือ
ในการเดิน. บทว่า  ิเต คือในการยืน. บทว่า นิสินฺเน คือในการนั่ง.
บทว่า สุตฺเต คือในการนอน. บทว่า ชาคริเต คือในการตื่น. บทว่า
ภาสิเต คือในการพูด. บทว่า ตุณฺหีภาเว คือในการไม่พูด.
ก็ในอิริยาบถนี้ ภิกษุรูปใด เดินหรือจงกรมนานแล้ว ในกาลย่อมา
ยืนพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นว่า รูปธรรมและอรูปธรรม อันเป็นไปแล้วในเวลา
จงกรม ก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัวในการเดิน.
ภิกษุรูปใด เมื่อทำการสาธยาย ตอบปัญหา หรือมนสิการถึงกัมมัฏฐาน
ยืนนานแล้ว ในกาลต่อมานั่งพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นว่า รูปธรรมและอรูปธรรม
อันเป็นไปแล้ว ในเวลายืน ก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่า ทำความรู้สึกตัว
ในการยืน.
ภิกษุรูปใด นั่งนานด้วยสามารถแห่งการทำสาธยายเป็นต้น ในกาล
ต่อมา นั่งพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นว่า รูปธรรมและอรูปธรรม อันเป็นไปแล้ว
ในเวลานั่ง ก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้. นี้ชื่อว่า ทำความรู้สึกตัวในการนั่ง.
ส่วนภิกษุรูปใด เมื่อนอนทำการสาธยาย หรือมนสิการถึงกัมมัฏฐาน
หลับไป ในกาลต่อมา ลุกขึ้นพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นว่า รูปธรรมและอรูปธรรม
อันเป็นไปแล้ว ในเวลานอน ก็ดับในที่นี้แล้ว ดังนี้ นี้ชื่อว่าทำความรู้สึกตัว
ในการหลับและการตื่น. ด้วยว่า ความไม่เป็นไปแห่งจิตที่สำเร็จด้วยกิริยา
ชื่อว่า หลับ ที่เป็นไปชื่อว่า ตื่น ด้วยประการฉะนี้.

377