ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 348 (เล่ม 30)

[๖๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความ
บริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความ
ดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ฉะนั้นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม
ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
จบอัมพปาลิสูตรที่ ๑
สติปัฏฐานสังยุตตวรรณนา
อรรถกถาอัพปาลิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอัมพปาลิสูตรที่ ๑ แห่งสติปัฏฐานสังยุต.
บทว่า อมฺพปาลิวเน ได้แก่ ในสวนมะม่วง อันหญิงผู้เข้าไป
อาศัยรูปเลี้ยงชีพ ชื่ออัมพปาลี ปลูกไว้. สวนมะม่วงนั้น จึงได้เป็นสวน
ของนางอัมพปาลี. นางอัมพปาลีนั้น ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา
มีจิตเลื่อมใส จึงสร้างวิหารไว้ ณ ที่นั้น มอบถวายแด่พระตถาคต. บทว่า
อมฺพปาลีวเน นี้ ท่านกล่าวหมายถึง วิหารนั้น. บทว่า เอกายนฺวายํ
ตัดบทเป็น เอกายโน อยํ แปลว่า นี้เป็นทางเดียว. ในบทเหล่านั้น บทว่า
เอกายโน แปลว่า ทางเดียว.
ทาง มีชื่อมาก ว่า มรรค ปันถะ ปถะ ปัชชะ อัญชสะ วฏุมะ
อายนะ นาวา อุตตรเสตุ กุลละ ภิสิสังกมะ ดังนี้. ในที่นี้ ท่านกล่าวถึง

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 349 (เล่ม 30)

ทางนี้นั้น โดยชื่อ อยนะ. เพราะฉะนั้น ในบทว่า เอกายนฺวายํ ภิกฺขเว
มคฺโค พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว
ไม่เป็นทางสองแพร่ง. บทว่า มคฺโค ชื่อว่า มรรค ด้วยอรรถอะไร.
ด้วยอรรถเป็นเครื่องแสวงหานิพพาน และด้วยอรรถอันผู้มีความต้องการ
นิพพานพึงแสวงหา. บทว่า สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อความบริสุทธิ์
แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ด้วยมลทินมีราคะเป็นต้นและด้วยอุป-
กิเลสมีอภิชฌาวิสมโลภะเป็นต้น. บทว่า โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ความว่า เพื่อก้าวล่วงคือเพื่อละความโศกและความพร่ำเพ้อ. บทว่า ทุกฺขโท-
มนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ความว่า เพื่อความสิ้นไปคือเพื่อความดับแห่งทุกข์
และโทมนัสทั้งสองเหล่านี้ คือ ทุกข์อันเป็นไปทางกาย และโทมนัส
อันเป็นไปทางจิต. บทว่า ญายสฺส อธิคมาย ความว่า อริยมรรคมีองค์ ๘
ท่านเรียกว่า ญาย. ท่านอธิบายว่า เพื่อบรรลุ คือ เพื่อถึงอริยมรรคนั้น.
จริงอยู่ มรรคคือสติปัฏฐานอันเป็นโลกิยะ เป็นส่วนเบื้องต้นนี้
อันบุคคลเจริญแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุถึงโลกุตรมรรคะ ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ญายสฺส อธิคมาย ดังนี้. บทว่า นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย
ท่านอธิบายว่า เพื่อทำให้แจ้ง คือ เพื่อให้ประจักษ์แก่ตน แห่งอมตธรรม
อันได้ชื่อว่า นิพพาน เพราะเว้นจากเครื่องร้อยรัดคือตัณหา. จริงอยู่ มรรค
นี้ยังสัจฉิกิริยาให้สำเร็จ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิพฺพานสฺส
สจฺฉิกิริยาย ดังนี้. ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคุณของ
เอกายนมรรคด้วยบท ๗ บท. หากถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสคุณของเอกายนมรรคนั้น. ตอบว่า เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายเกิดอุตสาหะ.
จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้นครั้นฟังการกล่าวถึงคุณแล้ว เกิดความอุตสาหะว่า
นัยว่า มรรคนี้ ย่อมกำจัดอุปัทวะ ๔ คือ ความโศกอันเผาหัวใจ ๑

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 350 (เล่ม 30)

ปริเทวะอันเป็นความพร่ำเพ้อ ๑ ทุกข์อันเป็นความไม่สำราญทางกาย ๑
โทมนัสอันเป็นความไม่สำราญทางใจ ๑ ย่อมนำมาซึ่งคุณวิเศษ ๓ คือ
ความบริสุทธิ์ ๑ อริยมรรค ๑ นิพพาน ๑ จักสำคัญเทศนานี้ ควรถือเอา
ควรเรียน ควรทรงไว้ และมรรคนี้ ควรทำให้เกิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสคุณเพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดอุตสาหะดุจพ่อค้าผ้ากัมพลเป็นต้น กล่าวถึง
คุณของผ้ากัมพลเป็นต้น ฉะนั้น.
บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต. มีความเท่ากับ เย อิเม. บทว่า
จตฺตาโร ได้แก่ กำหนดจำนวน. ด้วยการกำหนดจำนวนนั้น ท่านแสดง
กำหนดสติปัฏฐานว่า ไม่ต่ำ ไม่สูงไปจากนี้. บทว่า สติปฏฺฐานา ได้แก่
สติเป็นที่ตั้ง ๓ คือ สติเป็นโคจรบ้าง ความที่ศาสดาล่วงปฏิฆะและตัณหา
ในเมื่อสาวกทั้งหลายปฏิบัติสามอย่างบ้าง ตัวสติบ้าง. จริงอยู่ สติเป็นโคจร
ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐานในพระบาลีมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
ความเกิดและความดับของสติปัฏฐาน ๔ พวกเธอจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็อะไรเป็นความเกิดของกาย เพราะอาหารเป็นเหตุเกิด กายจึงเกิดดังนี้.
กายเป็นที่ตั้งอย่างนั้น ไม่ใช่สติแม้ในบาลีมีอาทิว่า สติอุปฏฺฐานญฺเจว สติ จ
ดังนี้. มีความว่า ชื่อว่า ปัฏฐานะ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้ง. ถามว่า อะไร ตั้ง.
ตอบว่า สติ. ความตั้งแห่งสติ ชื่อว่า สติปัฏฐานดุจที่ตั้งแห่งช้างและที่ตั้งแห่งม้า
เป็นต้น. สติปัฏฐาน ๓ ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐาน เพราะความที่ศาสดาล่วง
ปฏิฆะและตัณหา ในเมื่อสาวกทั้งหลายปฏิบัติ ๓ ส่วน ในบทนี้ว่า พระอริยะ
ย่อมเสพธรรมใด เมื่อเสพธรรมใด ศาสดาย่อมควรเพื่อสั่งสอนคณะ.
มีความว่า ชื่อปัฏฐานะ เพราะควรให้ตั้งไว้. อธิบายว่า เพราะควรให้เป็นไป.
ควรให้ตั้งไว้ด้วยอะไร. ด้วยสติ. การตั้งไว้ด้วยสติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน. ก็สติ
นั้นแล ท่านกล่าวว่า สติปัฏฐานในบาลีอาทิว่า สติปัฏฐาน ๔ ที่บุคคล

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 351 (เล่ม 30)

เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์. มีความว่า ชื่อ
ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า ตั้งไว้ อธิบายว่า ย่อมเข้าไปตั้งไว้ คือ ยึดหน่วงเหนี่ยว
ไว้เป็นไป. สตินั่นแล ชื่อสติปัฏฐาน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า
เป็นเครื่องระลึกถึง ชื่อปัฏฐานะ เพราะอรรถว่า เข้าไปตั้งไว้ เพราะอรรถว่า
เป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สติปัฏฐาน เพราะสติด้วย เป็นที่ตั้งด้วย.
ท่านประสงค์สติปัฏฐานนี้ ในที่นี้. ผิอย่างนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงทำให้
เป็นพหูพจน์ว่า สติปัฏฐานา เพราะสติมีอยู่มาก. จริงอยู่ สติมีมาก โดย
ความต่างแห่งอารมณ์. เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร บทว่า มคฺโค จึง
เป็นเอกพจน์ เพราะมีอย่างเดียว โดยอรรถว่า มรรค. จริงอยู่ สติเหล่านั้น
แม้มี ๔ อย่าง ก็ถึงความเป็นอันเดียวกัน โดยอรรถแห่งมรรค. ดังที่ท่าน
กล่าวว่า บทว่า มคฺโค ชื่อว่า มรรค ด้วยอรรถอย่างไร ด้วยอรรถว่า
แสวงหาพระนิพพาน และด้วยอรรถว่า อันผู้มีความต้องการพระนิพพานพึง
แสวงหา. แม้สติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ ยังกิจให้สำเร็จในอารมณ์ทั้งหลายมีกาย
เป็นต้น ในเวลาต่อมา ย่อมบรรลุนิพพาน ผู้ต้องการนิพพานทั้งหลาย ย่อม
แสวงหา จำเติมแต่ต้นด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานแม้ ๔ ท่าน
เรียกว่า ทางเอก. เทศนาพร้อมทั้งอนุสนธิ ย่อมมีโดยการสืบต่อถ้อยคำแห่ง
สติ ด้วยประการฉะนี้แล.
บทว่า กตเม จตฺตาโร คือ ถามประสงค์จะให้ตอบ. บทว่า กาเย
คือ รูปกาย. บทว่า กายานุปสฺส ความว่า ภิกษุผู้ปกติพิจารณาเห็นกาย
หรือว่า พิจารณาเห็นกายอยู่. ก็ภิกษุนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ โดยความ
เป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น
หาพิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยงไม่ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์
หาพิจารณาเห็นโดยความเป็นสุขไม่ ย่อมพิจารณาเห็นโดยความมิใช่ตน หา

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 352 (เล่ม 30)

พิจารณาเห็นโดยความเป็นตนไม่ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมยินดีหามิได้ ย่อม
คลายกำหนัด ย่อมกำหนัดหามิได้ ย่อมดับ ย่อมเกิดขึ้นหามิได้ ย่อมสละคืน
ย่อมยึดถือหามิได้. พึงทราบว่า ภิกษุนั้น เมื่อพิจารณาเห็นกายนั้น โดย
ความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาเสียได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความ
เป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา เมื่อพิจารณาเห็นโดยความมิใช่ตน ย่อมละอัตต-
สัญญา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดี เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ
เมื่อดับ ย่อมละเหตุเกิดทุกข์ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดมั่นเสียได้ดังนี้.
บทว่า วิหรติ คือเคลื่อนไหวอยู่. บทว่า อาตาปี ชื่อว่า อาตาปะ
เพราะอรรถว่า ย่อมเผากิเลสทั้งหลายในภพสาม. บทนี้เป็นชื่อของความเพียร
ชื่อว่า อาตาปี เพราะอรรถว่า มีความเพียร. บทว่า สมฺปชาโน ความว่า
ภิกษุผู้ประกอบด้วยญาณกล่าวคือสัมปชัญญะ. บทว่า สติมา ความว่า ผู้
ประกอบด้วยสติกำหนดที่กาย. ก็เพราะภิกษุนี้ กำหนดอารมณ์ด้วยสติแล้ว
จึงพิจารณาเห็นด้วยปัญญา. แต่ธรรมดาว่า การพิจารณาเห็น ย่อมไม่มีแก่
ภิกษุ ผู้เว้นสติ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็แลเรากล่าวสติว่า จำปรารถนาในที่ทั้งปวง. ฉะนั้น กายานุปัสสนา
สติปัฎฐาน ย่อมเป็นอันตรัสแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ในที่นี้ว่า กาเย
กายานุปสฺสี วิหรติ เป็นอาทิ. อีกอย่างหนึ่ง เพราะความสังเขปเกินไป
ย่อมทำอันตรายแก่ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร คือผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ย่อมลุ่มหลง
ในการกำหนดเอาสิ่งที่เป็นอุบาย และในการหลีกเว้นสิ่งที่มิใช่อุบาย ผู้ลืมสติ
ย่อมไม่สามารถในการสละสิ่งที่มิใช่อุบาย และในการกำหนดเอาสิ่งที่เป็นอุบาย
ได้. ด้วยเหตุนั้น กัมมัฎฐานนั้น จึงไม่ถึงพร้อมแก่ภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น
กัมมัฏฐานนั้น ย่อมถึงพร้อมด้วยอานุภาพแห่งธรรมเหล่าใด พึงทราบว่า
ข้อนี้ท่านกล่าวว่า มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ดังนี้ เพื่อแสดงธรรม
เหล่านั้น.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 353 (เล่ม 30)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และองค์
เเห่งความเพียรแก่ภิกษุนั้นแล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงองค์แห่งการละ. จึงตรัสว่า
วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
วิเนยฺย ความว่า กำจัดแล้วด้วยการกำจัดชั่วคราว หรือด้วยการกำจัดในการ
ข่มไว้. บทว่า โลเก คือในกายนั้นเท่านั้น. ก็กายท่านประสงค์เอาว่า โลก
ด้วยอรรถว่าแตกสลายในที่นี้. ก็เพราะภิกษุนั้น มิใช่ละอภิชฌาและโทมนัส
ได้ในเพราะพิจารณาเพียงกายอย่างเดียว แม้ในเวทนาเป็นต้น ก็ละได้เหมือน
กัน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ก็เป็นโลก.
อนึ่ง ข้อนั้น. ท่านกล่าวโดยนัยขยายเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะความ
ที่กายนั้นเนื่องอยู่ในโลก ก็ท่านกล่าวว่า ในข้อนั้น โลกเป็นไฉน โลกนั้น
คือกาย. นี้เป็นความหมายในข้อนี้ ผู้ศึกษาพึงเห็นสัมพันธ์อย่างนี้ว่า ละ
อภิชฌาและโทมนัสในโลกนั้นเสียได้.
ในบทว่า เวทนาสุ นี้ มีเวทนาสาม. เวทนาเหล่านั้นเป็นโลกิยะ
ทั้งนั้น แม้จิตก็เป็นโลกิยะ ธรรมทั้งหลายก็อย่างนั้น เหมือนบุคคลพึง
พิจารณาเห็นเวทนาโดยประการใด ภิกษุนี้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยประการนั้น
พึงทราบว่า เวทนานุปัสสี. ในจิตและธรรมทั้งหลายก็มีนัยนี้. ถามว่า
เวทนา บุคคลพึงพิจารณาเห็นอย่างไร. ตอบว่า พึงพิจารณาเห็นสุขเวทนา
โดยความเป็นทุกข์ก่อน ทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร อทุกขมสุข โดย
ความไม่เที่ยง. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ภิกษุใดเห็นสุข โดยความเป็นทุกข์
ได้เห็นทุกข์ โดยความเป็นของเสียดแทง
ความไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอยู่ ได้เห็น
สิ่งนั้น โดยความไม่เที่ยง ภิกษุนั้นแล
ชื่อว่า เห็นชอบ เป็นผู้สงบ จักเที่ยวไป.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 354 (เล่ม 30)

ควรพิจารณาเห็นเวทนาเหล่านั้นทั้งหมดว่า เป็นทุกข์บ้าง ดังที่ท่าน
กล่าวว่า เราเห็นว่า สิ่งที่เสวยแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ในทุกข์ และควรพิจารณา
เห็นโดยความเป็นสุขและทุกข์บ้าง. สมดังที่ท่านกล่าวว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ
สุขเวทนาแลเป็นสุขเพราะความตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน.
ทั้งหมดควรให้พิสดาร. ก็และควรพิจารณา แม้ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗
มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น . ควรพิจารณาตามซึ่งจิต แม้ในธรรมว่า ด้วยจิต
ด้วยสามารถแห่งประเภทอันเป็นความต่างกัน มีอารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย
สหชาตปัจจัย ภูมิ กรรม วิบากและกิริยาจิตเป็นต้น และประเภทแห่งจิต
มีราคะเป็นต้น อันเป็นอนุปัสสนา มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นก่อน.
ควรพิจารณาเห็นธรรม ด้วยสามารถแห่งสามัญญลักษณะพร้อมด้วย
ลักษณะ แห่งสุญญตธรรม แห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น
และแห่งประเภทมีอาทิว่า กามฉันทะ มีอยู่ในภายใน ดังนี้. ที่เหลือมีนัย
กล่าวไว้แล้ว. นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. แต่พึงทราบความพิสดารโดยนัย
ที่กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาสติปัฏฐานทีฆนิกายมัชฌิมปัณณาสก์.
จบอรรถกถาอัมพปาลิสูตรที่ ๑
๒. สติสูตร
ว่าด้วยสติ
[๖๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน
ใกล้กรุงเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย...
แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 355 (เล่ม 30)

[๖๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร. ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ
พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล.
[๖๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร.
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ
กระทำความรู้สึกตัวในการแล การเหลียว กระทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า
และเหยียดออก กระทำการรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตรและจีวร กระทำ
การรู้สึกตัวในการกิน การดื่ม การลิ้ม กระทำการรู้สึกตัวในการถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ กระทำการรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างนี้แล ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนุศาสนีของเรา สำหรับเธอทั้งหลาย.
จบสติสูตรที่ ๒
อรรถกถาสติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสติสุตรที่ ๒.
บทว่า สโต ได้แก่ ถึงพร้อมแล้วด้วยสติตามเห็นกายเป็นต้น.
บทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ สัมปชัญญะ ๔. ในบทว่า
อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้ การเดินไป ท่านกล่าวว่า ก้าวไปข้างหน้า

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 356 (เล่ม 30)

การกลับท่านกล่าวว่า ถอยกลับ. แม้ทั้งสองอย่างนั้น ย่อมได้ในอิริยาบถ ๔.
ในการเดินไป เมื่อนำกายไปข้างหน้าก่อน ชื่อว่า ย่อมก้าวไปข้างหน้า.
เมื่อกลับ ชื่อว่า ย่อมถอยกลับ. แม้ในการยืน ผู้ยืนน้อมกายไปข้างหน้า
ก็ชื่อว่า ย่อมก้าวไปข้างหน้า. เมื่อน้อมกายไปข้างหลัง ย่อมชื่อว่า ถอยกลับ.
แม้ในการนั่ง ผู้นั่งหันอวัยวะอันมีในเบื้องหน้าของอาสนะ โน้มไปอยู่ ชื่อว่า
ย่อมก้าวไปข้างหน้า. การยึดอวัยวะอันมีในเบื้องหลัง เอนไปในเบื้องหลัง
ชื่อว่า ย่อมถอยกลับ. แม้ในการนอนก็มีนัยนี้แล.
บทว่า สมฺปชานการี โหติ ได้แก่ กระทำกิจทั้งหมดด้วย
ความรู้ตัว หรือทำความรู้ตัวเท่านั้น. จริงอยู่ เขาย่อมทำความรู้ตัว ในการ
ก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น. ในที่ไหน ๆ ไม่เว้นการรู้ตัว.
ในบทว่า สมฺปชานการี นั้น สัมปชัญญะ มี ๔ อย่าง คือ
สาตถกสัมปชัญญะ ๑ สัปปายสัมปชัญญะ ๑ โคจรสัมปชัญญะ ๑
อสัมโมหสัมปชัญญะ ๑.
ในสัมปชัญญะ ๔ นั้น เมื่อจิตคิดจะก้าวไปข้างหน้า เกิดขึ้น การไม่
ไปตามอำนาจจิต กำหนดถึงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ว่า การที่เราจะไป
ในที่นี้จะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์อย่างไรหนอ แล้วยึดถือแต่ประโยชน์
ชื่อว่า สาตถกสัมปชัญญะ. อนึ่ง ความเจริญโดยธรรม ด้วยสามารถ
การเห็นพระเจดีย์ การเห็นที่ตรัสรู้ การเห็นพระสงฆ์ การเห็นพระเถระ
และการเห็นอสุภะเป็นต้น ท่านกล่าวว่า ประโยชน์ในข้อนั้น. บุคคลแม้เห็น
พระเจดีย์ ก็ให้เกิดปีติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีพระสงฆ์เป็นอารมณ์
ด้วยการเห็นพระสงฆ์ พิจารณาถึงสิ่งนั้นนั่นแล โดยความสิ้นไป ย่อมบรรลุ
พระอรหัตได้. ภิกษุสามหมื่นรูปยืนอยู่ที่ประตูด้านทักษิณ ในมหาวิหาร
แลดูมหาเจดีย์ ได้บรรลุพระอรหัต. ที่ประตูด้านปัจฉิม ด้านอุดร ด้านปราจีน

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 357 (เล่ม 30)

ก็เหมือนกัน. ในบาลี ท่านอภยวาสี ได้บรรลุพระอรหัต ณ ที่ตั้งประจำ
เพื่อถามปัญหา. ท่านอนุราชวาสี ได้บรรลุพระอรหัต ณ ประดูด้านทักษิณ
แห่งนครใกล้ประตูถูปาราม.
ก็พระเถระผู้กล่าวมหาอริยวงศ์กล่าวว่า พวกท่านพูดอะไร ควรจะ
พูดว่า ในที่ที่ปรากฎ ตั้งแต่ส่วนล่างของที่บูชาโดยรอบมหาเจดีย์ เท้าทั้งสอง
สามารถจะให้ประดิษฐานเสมอกัน ได้ในที่ใด ๆ ภิกษุทุก ๆ สามหมื่นรูป ได้
บรรลุพระอรหัตในการยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น ในที่นั้น ๆ.
แต่พระมหาเถระอีกรูปหนึ่งกล่าวว่า ภิกษุทั้งหลายมากกว่าทรายที่
กระจัดกระจายอยู่ ณ พื้นมหาเจดีย์ ได้บรรลุพระอรหัต. บุคคลเห็น
พระเถระแล้วตั้งอยู่ในโอวาทของท่านเห็นอสุภะยังปฐมฌานให้เกิดในอสุภะนั้น
พิจารณาอสุภะนั้นนั่นแล โดยความสิ้นไปย่อมบรรลุพระอรหัต. เพราะฉะนั้น
การเห็นสิ่งเหล่านี้ จึงมีประโยชน์.
ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ความเจริญ แม้โดยอามิส ก็เป็นประโยชน์
เหมือนกัน เพราะอาศัยอามิสนั้น ปฏิบัติเพื่อนุเคราะห์พรหมจรรย์.
ก็ในการเดินนั้น การกำหนดสิ่งที่สบายและไม่สบายแล้วถือเอาสิ่งที่
สบาย เป็นสัปปายสัมปชัญญะ เช่นการเห็นพระเจดีย์ มีประโยชน์ถึงเพียงนั้น.
หากว่า ชุมชนประชุมกันในระหว่าง ๑๒๐ โยชน์ เพื่อมหาบูชาพระเจดีย์.
สตรีบ้าง บุรุษบ้าง ตกแต่งประดับตามสมควรแก่สมบัติของคน พากันเที่ยว
ไปเหมือนรูปจิตรกรรม.
ก็ในเรื่องนั้น ความโลภในอารมณ์ที่น่าใคร่ ความแค้นในอารมณ์
ที่ไม่น่าใคร่ ความหลงด้วยการไม่สมหวัง ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น. ภิกษุนั้น
ย่อมต้องอาบัติอันเป็นกายสังสัคคะ. และเป็นอันตรายอชีวิตพรหมจรรย์.
ฐานะนั้น ย่อมเป็นรานะอันไม่สบาย ด้วยประการฉะนี้. ฐานะเป็นที่สบายใน

357