ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 338 (เล่ม 30)

[๖๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่ง
ไปสู่ทิศปราจีน ป่าไปสู่ทิศปราจีน ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ก็ย่อม
เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน
ก็ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไร ย่อมเป็นผู้
น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนั้นแล ย่อมเป็นผู้
น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.
(พึงขยายความบาลีไปจนกระทั่งถึงการแสวงหา)
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๖๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการ
เหล่านี้. ๕ ประการเป็นไฉน. คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา.
สั่งโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโพชฌงค์ ๗
อันภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่งเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งสังโยชน์
อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้. โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัย
วิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ. ดูก่อนภิกษุทั้ง

338
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 339 (เล่ม 30)

หลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล อันภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้
เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล.
[๖๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่ง
ไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำ
ให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ก็ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน
ไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ก็ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่ง
โพชฌงค์ ๗ อย่างไร ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน
ไปสู่นิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัม-
โพชฌงค์ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัด
โมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด
มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนั้นแล ย่อมเป็นผู้
น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.
(พึงขยายความบาลี ตั้งแต่การกำจัดราคะเป็นที่สุดเช่นนี้ไป
จนถึงการแสวงหา)
[๖๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการ
เหล่านี้. ๕ ประการเป็นไฉน. คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ
อวิชชา. สังโยชน์ อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
โพชฌงค์ ๗ อัน ภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อละซึ่งสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล. โพชฌงค์ ๗ เป็น
ไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
มีอัน กำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด
ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัด
โทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗

339
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 340 (เล่ม 30)

เหล่านี้แล อันภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อละสังโยชน์อัน เป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล.
(พึงขยายความโพชฌงค์สังยุต เหมือนมรรคสังยุต)
เรื่องในวรรคนี้ คือ
๑. อัฏฐิกสัญญา ๒. ปุฬวกสัญญา ๓. วินีลกสัญญา ๔. วิจฉิททก-
สัญญา ๕. อุทธุมาตกสัญญา ๖. เมตตา ๗. กรุณา ๘. มุทิตา ๙. อุเบกขา
๑๐. อานาปานสติ.
จบอานาปานวรรคที่ ๗ แห่งโพชฌงค์สังยุต
๑. อสุภสัญญา ๒. มรณสัญญา ๓. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๔. สัพพ-
โลเกอนภิรตสัญญา ๕. อนิจจสัญญา ๖. อนิจเจทุกขสัญญา ๗. ทุกเธอนัตต
สัญญา ๘. ปหานสัญญา ๙. วิราคสัญญา ๑๐. นิโรธสัญญา.
จบนิโรธวรรคที่ ๘ แห่งโพชฌงค์สังยุต
[๖๗๒] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคาไหลไปสู่
ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีนฉันใด ฯลฯ
แม่น้ำทั้ง ๖ สายไหลไปสู่ทิศปราจีน แม่น้ำทั้ง ๖ สายไหลไปสู่สมุทร
ทั้ง ๒ อย่าง ๆ ละ ๖ รวมเป็น ๑๒ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าวรรค.
จบคังคาเปยยาลที่ ๙
[๖๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ที่ไม่มีเท้าก็ดี ๒ เท้าก็ดี ๔ เท้า
ก็ดี เท้ามากก็ดี มีประมาณเท่าใด พึงขยายเนื้อความอย่างที่กล่าวนี้เป็นตัว
อย่าง.

340
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 341 (เล่ม 30)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร ๓. กูฏสูตร ๔. มูลสูตร ๕. สารสูตร
๖. วัสสิกสูตร ๗. ราชสูตร ๘. จันทิมสูตร ๙. สุริยสูตร ๑๐. วัตถสูตร
(พึงขยายความอัปปมาทวรรค ด้วยสามารถโพชฌงค์ แห่ง
โพชฌงคสังยุต)
จบอัปปมาทวรรคที่ ๑๐ แห่งโพชฌงค์สังยุต
[๖๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใด
อย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังทั้งหมดนั้น อันบุคคล
อาศัยแผ่นดินดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ ฯลฯ
(พึงขยายเนื้อความอย่างที่กล่าวนี้เป็นตัวอย่าง)
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พลสูตร ๒. พีชสูตร ๓. นาคสูตร ๔. รุกขสูตร ๕. กุมภสูตร
๖. สุกสูตร ๗. อากาสสูตร ๘. ปฐมเมฆสูตร ๙. ทุติยเมฆสูตร ๑๐. นาวา
สูตร ๑๑. อาคันตุกสูตร ๑๒. นทีสูตร
(พึงขยายความพลกรณียวรรค ด้วยสามารถโพชฌงค์ แห่ง
โพชฌงคสังยุต)
จบพลกรณียวรรคที่ ๑๑

341
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 342 (เล่ม 30)

[๖๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างเหล่านี้. ๓ อย่าง
เป็นไฉน. คือ การเเสวงหากาม ๑ กามแสวงหาภพ ๑ การแสวงพรหมจรรย์ ๑
(พึงขยายเนื้อความที่กล่าวนี้เป็นตัวอย่าง.)
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร ๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร ๕.ปฐมทุกข-
สูตร ๖ . ทุติยทุกขสูตร ๗. ตติยทุกขสูตร ๘. ขีลสูตร ๙. มลสูตร
๑๐. นีฆสูตร ๑๑. เวทนาสูตร ๑๒. ตัณหาสูตร.
(เอสนาเปยยาลแห่งโพชฌงคสังยุต บัณฑิตพึงให้พิสดาร
โดยอาศัยวิเวก)
จบเอสนาวรรคที่ ๑๒
โอฆะ ๔
[๖๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โอฆะ ๔ ประการเหล่านั้น. ๔ ประการ
เป็นไฉน. ได้แก่ โอฆะคือกาม โอฆะคือภพ โอฆะคือทิฐิ โอฆะคืออวิชชา
(พึงขยายเนื้อความดังที่กล่าวนี้เป็นตัวอย่าง).
[๖๗๗] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องสูง ๕ ประการเหล่านี้. ๕ ประการเป็นไฉน. คือ รูปราคะ อรูปราคะ
มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการนี้แล. ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้
เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการเหล่านี้แล.
โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติ
สัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 343 (เล่ม 30)

ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อม
ไปในการสละ. ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด. มีอันกำจัด
โทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด.
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็น
ที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันหยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นเบื้องหน้า
มีอมตะเป็นที่สุด. ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่
นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันน้อมไปสู่
นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗
เหล่านี้แล อันภิกษุควรเจริญ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป
เพื่อละซึ่งสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง ๕ ประการเหล่านี้แล.
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. ขันธสูตร ๙. อุทธัม-
ภาคิยสูตร
จบโอฆวรรคที่ ๑๓
แม่น้ำทั้ง ๖ สายไหลไปสู่ทิศปราจีน แม่น้ำทั้ง ๖ สายไหลไปสู่สมุทร
ทั้ง ๒ อย่างนั้น อย่างละ ๖ รวมเป็น ๑๒ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าวรรค
(คังคาเปยยาลแห่งโพชฌงคสังยุต พึงขยายความด้วยสามารถ
แห่งราคะ)
จบวรรคที่ ๑๔
๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร ๓. กูฏสูตร ๔. มูลสูตร ๕. สารสูตร
๖. วัสสิกสูตร ๗. ราชสูตร ๘. จันทิมสูตร ๙. สุริยสูตร ๑๐. วัตถสูตร

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 344 (เล่ม 30)

(อัปปมาทวรรค พึงขยายเนื้อความให้พิสดารด้วยสามารถ
แห่งราคะ)
จบวรรคที่ ๑๕
๑. พลสูตร ๒. พีชสูตร ๓. นาคสูตร ๔. รุกขสูตร ๕. กุมภสูตร
๖. สุภสูตร ๗. อากาสสูตร ๘. ปฐมเมฆสูตร ๙. ทุติยเมฆสูตร ๑๐. นาวา
สูตร ๑๑. อาคันตุกสูตร ๑๒. นทีสูตร.
(พลกรณียวรรคแห่งโพชฌงคสังยุต พึงขยายเนื้อความให้
พิสดารด้วยสามารถแห่งราคะ)
จบวรรคที่ ๑๖
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร ๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร ๕. ปฐม
ทุกขสูตร ๖. ทุติยทุกขสูตร ๗. ตติยทุกขสูตร ๘. ขีลสูตร ๙. มลสูตร
๑๐. นีฆสูตร ๑๑. เวทนาสูตร ๑๒. ตัณหาสูตร.
จบเอสนาวรรคแห่งโพชฌงค์สังยุตที่ ๑๗
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. ขันธสูตร ๙. อุทธัม-
ภาคิยสูตร.
(โอฆวรรคพึงขยายเนื้อความให้พิสดารด้วยสามารถแห่งการ
กำจัดราคะเป็นที่สุด การกำจัดโทสะเป็นที่สุด และการกำจัดโมหะ
เป็นที่สุด)
จบวรรคที่ ๑๘
(มรรคสังยุคแม้ใด ขยายเนื้อความให้พิสดารแล้ว โพชฌงค
สังยุต แม้นั้น ก็พึงขยายเนื้อความให้พิสดาร)
จบโพชฌงค์สังยุต

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 345 (เล่ม 30)

อรรถกถาอานาปานาทิเปยยาลที่ ๗*
อรรถกถาอัฏฐิกสัญญา
พึงทราบวินิจฉัยในอัฏฐิกสัญญา ในอานาปานวรรคที่ ๗ เป็นต้น.
บทว่า อฏฺฐิกสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เจริญอยู่ว่า
กระดูก กระดูก ดังนี้. ก็เมื่อเจริญอัฏฐิกสัญญานั้นอยู่ ผิวก็ดี หนังก็ดี
ย่อมปรากฏตลอดเวลาที่นิมิตยังไม่เกิดขึ้น เมื่อนิมิตเกิดขึ้น ผิวและหนังย่อม
ไม่ปรากฏเลย. อนึ่ง โครงกระดูก. ล้วนมีสีดุจสังข์ ย่อมปรากฏ ดังที่ปรากฏ
แก่สามเณรผู้แลดูพระเจ้าติสสะ ผู้ทรงธรรมอยู่บนคอข้าง และแก่พระติสสเถระ
ผู้อยู่ที่เจติยบรรพต ผู้แลดูหญิงกำลังหัวเราะในที่สวนทาง. เรื่องทั้งหลาย
ขยายให้พิสดารไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า สติ วา อุปาทิเสเส ความว่า
เมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่.
จบอรรถกถาอัฏฐิกสัญญา
ว่าด้วยปุฬุวกสัญญา
บทว่า ปุฬุวกสญฺญ ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เจริญอยู่ว่า
มีหนอน. แม้ในบทว่า วินีลกสัญญาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน . ส่วนในข้อนี้
เรื่องวินิจฉัยกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคกับนัยภาวนา. พรหมวิหารมีเมตตาเป็นต้น
พึงทราบด้วยอำนาจฌานหมวด ๓-๔. อุเบกขา ด้วยอำนาจฌานที่ ๔ แล.
จบอรรถกถาปุฬุวกสัญญา
* อรรถกถาเป็นวรรคที่ ๗

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 346 (เล่ม 30)

ว่าด้วยอสุภสัญญาเป็นต้น
บทว่า อสุภสญฺญา ได้แก่ ปฐมฌานสัญญาในอสุภะ. บทว่า
มรณสญฺญา ความว่า สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า เราต้อง
ตายแน่ ชีวิตของเราเนืองด้วยความตาย. บทว่า อาหาเร ปฏิกูลสญฺญา
ความว่า ในข้าวสุกและขนมสดเป็นต้น เป็นปฏิกูลสัญญา สำหรับผู้กลืนกินเท่า
นั้น. บทว่า สพฺพโลเก อนภีรตสญฺญา ได้แก่ สัญญาที่เกิดขึ้นแก่ผู้ให้
ความไม่ยินดีเกิดขึ้นอยู่ในโลกทั้งสิ้น.
บุพภาค ๒ คือ ปหานสัญญา วิราคสัญญา คือ คลุกเคล้าด้วย
นิโรธสัญญา. ท่านแสดงกัมมัฏฐาน ๒๐ มีอัฏฐิกสัญญาเป็นต้นเหล่านั้น
ด้วยประการฉะนั้นแล. กัมมัฏฐาน ๒๐ เหล่านั้น ๙ เป็นอัปปนา ๑๑ เป็น
อุปจารฌาน. ส่วนในข้อนี้ เรื่องวินิจฉัยที่เหลือมาแล้วในวิสุทธิมรรคแล.
คงคาเปยยาลเป็นต้น พึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้ว ในมรรคสังยุตแล.
จบอรรถกถาโพชฌงค์สังยุต
ในอรรถกลาสังยุตตนิกายชื่อสารัตถปกาสินี.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 347 (เล่ม 30)

สติปัฏฐานสังยุต
อัมพปาลิวรรคที่ ๑
๑. อัมพปาลิสูตร
ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔
[๖๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน ใกล้กรุงเวสาลี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า
[๖๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความ
บริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความ
ดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง.
หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน.
[๖๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกาย
ในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสใน
โลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑
พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด
อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑.

347