อานิสงส์. บทว่า กิมฺปริโยสานา คือมีอะไรจบลง. บทว่า เมตฺตาสหคตํ
ได้แก่ สติสัมโพชฌคงค์อันประกอบเกี่ยวข้องสัมยุตด้วยเมตตา. ในบททั้งปวงก็
นัยนี้แล. บทว่า วิเวกนิสฺสิตา เป็นต้น มีเนื้อความอันกล่าวแล้วแล.
บทว่า อปฺปฏิกูลํ ความว่า สิ่งไม่ปฏิกูลมี ๒ อย่าง คือไม่ปฏิกูล
ในสัตว์ และไม่ปฏิกูลในสังขาร. อธิบายว่า ในสิงอันน่าปรารถนาอันไม่ปฏิกูล
นั้น. บทว่า ปฏิกูลสญฺญี คือมีความสำคัญว่า ไม่น่าปรารถนา. ถามว่า
ข้อที่เธอมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้น อย่างไร จึงอยู่อย่างนี้ได้
ตอบว่าเธอทำในใจว่า ไม่งามแผ่ไปหรือว่าไม่เทียง จึงอยู่อย่างนี้ได้. ข้อนั้น
จริง ตามที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า เธอมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่
ปฏิกูลอย่างไร เธอย่อมแผ่ไปในสิ่งอันน่าปรารถนา โดยความเป็นของไม่งาม
หรือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยง. แต่เมื่อเธอทำการแผ่เมตตา หรือทำ
ในใจถึงโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งอันเป็นปฏิกูล ไม่น่าปรารถนา ชื่อว่า มี
ความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลอยู่ เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้มีความสำคัญว่า ไม่
ปฏิกูลอยู่อย่างไร เธอแผ่ไปในสิ่งอันไม่น่าปรารถนาโดยเมตตา หรือพิจารณา
โดยความเป็นธาตุ ดังนี้. แม้ในบทที่คลุกเคล้ากันทั้งสอง ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็เธอเมื่อทำในใจว่า ไม่งามแผ่ไป หรือว่าไม่เที่ยง นั้นนั่นแล ทั้งในสิ่งไม่
ปฏิกูล และปฏิกูล มีความสำคัญว่า ปฏิกูลอยู่. ก็เธอทำการแผ่เมตตา หรือ
ทำในใจถึงโดยความเป็นธาตุนั้นนั่นแลทั้งในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ชื่อว่า มี
ความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลอยู่. แต่เมื่อปรารถนา ฉฬังคุเปกขาอันท่านกล่าวไว้
โดยนัยเป็นต้น ว่า ตาเห็นรูป ไม่ดีใจเลยดังนี้ พึงทราบว่า เธอแยกสิ่งทั้ง
สองนั้น ในสิ่งไม่ปฏิกูล หรือสิ่งปฏิกูลออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะ
อยู่ในสิ่งทั้งสองนั้น.
ก็เทศนา พึงแยกออกจากกัน เพราะมรรคโพชฌงค์ และอริยิทธิกับ
วิปัสสนา ทรงแสดงแก่ภิกษุนี้ ผู้ยังฌานหมวด ๓ หรือฌานหมวด ๔ ให้เกิด