ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 278 (เล่ม 30)

[๕๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ไม่เป็นอาหารให้วิริย-
สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความริเริ่ม ความพยายาม ความบากบั่น มีอยู่ การไม่กระทำ
ให้มากซึ่งมนสิการในสิ่งเหล่านั้น นี้ไม่เป็นอาหารให้วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด
เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์.
[๕๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ไม่เป็นอาหารให้ปีติสัม-
โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด. เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การไม่กระทำ
ให้มากซึ่งมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้ไม่เป็นอาหารให้ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยัง
ไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์.
[๕๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ไม่เป็นอาหารให้ปัสสัทธิ-
สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ความสงบกาย ความสงบจิต มีอยู่ การไม่กระทำให้มากซึ่ง
มนสิการในความสงบนั้น นี้ไม่เป็นอาหารให้ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด
เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์.
[๕๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ไม่เป็นอาหารให้สมาธิ-
สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย สมาธินิมิต อัพยัคคนิมิต มีอยู่ การไม่กระทำให้มากซึ่ง
มนสิการในนิมิตนั้น นี้ไม่เป็นอาหารให้สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น
หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 279 (เล่ม 30)

[๕๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ไม่เป็นอาหารให้อุเบกขา-
สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การไม่
กระทำให้มากซึ่งมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้ไม่เป็นอาหารให้อุเบกขาสัม-
โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้ว ให้เจริญบริบูรณ์.
จบอาหารสูตรที่ ๑

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 280 (เล่ม 30)

อรรถกถาหมวดที่ ๖ แห่งโพชฌงค์*
อรรถกถาอาหารสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอาหารสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๖
ในบทว่า อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส
อุปฺปาทาย เป็นต้น นี้เป็นความต่างกันจากนัยก่อน. ธรรมเหล่านั้น มี
ประการอันกล่าวแล้ว เพื่อความเกิดขึ้นแห่งสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น อย่างเดียว
เท่านั้น ก็หามิได้ ย่อมเป็นปัจจัยเพื่อความเจริญเต็มที่แห่งโพชฌงค์ทั้งหลาย
ที่เกิดแล้วด้วย ส่วนธรรมแม้เหล่าอื่น พึงทราบอย่างนั้นแล.
ส่วนธรรมอื่นอีก ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสติสัม-
โพชฌงค์ คือ สติสัมปชัญญะ ๑ การหลีกเว้นคนลืมสติ ๑ ความคบบุคคล
มีสติตั้งมั่น ๑ ความน้อมจิตไปในธรรมนั้น ๑.
ก็สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดขึ้นในฐานะ ๗ มีการก้าวไปเป็นต้น ด้วย
สติสัมปชัญญะ ด้วยการหลีกเว้นคนลืมสติ เช่นกาทิ้งเหยื่อ ด้วยคบคนมีสติ
ตั้งมั่น เช่นพระติสสทัตตเถระและพระอภัยเถระเป็นต้น และด้วยมีจิตน้อมไป
โน้มไป โอนไป เพื่อให้เกิดขึ้นในอิริยาบถมีการยืนและการนั่งเป็นต้น ส่วน
สติสัมโพชฌงค์นั้น อันเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ อย่างนี้แล้ว ย่อมเจริญ
เต็มที่ด้วยอรหัตมรรค.
ธรรม ๗ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัม-
โพชฌงค์ คือ ความเป็นผู้ไต่ถาม ๑ ความทำวัตถุให้สละสลวย ๑ การปรับ
อินทรีย์ให้เสมอกัน ๑ การหลีกเว้นบุคคลทรามปัญญา ๑ การคบหาบุคคลมี
*อรรถกถาใช่ว่า วรรคที่ ๖.

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 281 (เล่ม 30)

ปัญญา ๑ การพิจารณาปาฐะที่ต้องใช้ปัญญาอันลึก ๑ ความน้อมจิตไปในธัมม-
วิจยะนั้น ๑.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริปุจุฉกตา ได้แก่ ความเป็นผู้มาก
ด้วยการไต่ถามถึงที่อาศัยของอรรถแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ พละ
โพชฌงค์ องค์มรรค ฌาน สมถะและวิปัสสนา. บทว่า วตฺถุวิสทกิริยา
ได้แก่ การทำวัตถุทั้งหลายภายในและภายนอกให้สดใส. ก็เมื่อใด ผม เล็บ
ขนของพระโยคาวจรนั้นยาว หรือว่าร่างกายมีโทษมาก และเปื้อนด้วยเหงื่อไคล
เมื่อนั้น ชื่อว่า วัตถุภายในไม่สดใสคือไม่หมดจด. ก็เมื่อใด จีวรคร่ำคร่า
เปื้อนเปรอะ เหม็นสาบ หรือว่า เสนาสนะรกเรื้อ เมื่อนั้นชื่อว่า วัตถุ
ภายนอกไม่สดใส คือไม่สะอาด. เพราะฉะนั้น ควรทำวัตถุภายในให้สดใส
ด้วยการตัดผมเป็นต้น ด้วยการทำให้ร่างการเบาด้วยการถ่ายยาทั้งเบื้องบนและ
เบื้องล่าง และด้วยการถูและอาบน้ำ. ควรทำวัตถุภายนอกให้สดใส ด้วยทำ
สูจิกรรม การซัก และของใช้เป็นต้น. แม้ญาณในจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นใน
วัตถุภายในและภายนอกนั้นอันไม่สดใส ก็ไม่บริสุทธิ์ไปด้วย ดุจแสงของ
เปลวประทีปที่อาศัยโคม ไส้และน้ำมัน ไม่สะอาดเกิดขึ้น ก็ไม่สะอาดไปด้วย
ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การทำวัตถุให้สละสลวย ย่อมเป็นไป
เพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังนี้.
การทำอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นให้เสมอกัน ชื่อว่า การปรับ
อินทรีย์ให้เสมอกัน. เพราะว่า ถ้าสัทธินทรีย์ของเธอแก่กล้า อินทรีย์นอกนี้
อ่อน. ทีนั้น วิริยินทรีย์ จะไม่อาจทำปัคคหกิจ (กิจคือการยกจิตไว้) สติน-
ทรีย์จะไม่อาจทำอุปัฏฐานกิจ (กิจคือการอุปการะจิต) สมาธินทรีย์จะไม่อาจทำ
อวิกเขปกิจ (กิจคือทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน) ปัญญินทรีย์จะไม่อาจทำทัสสนกิจ
(กิจคือการเห็นตามเป็นจริง). เพราะฉะนั้น สัทธินทรีย์อันกล้านั้น ต้องทำ

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 282 (เล่ม 30)

ให้ลดลงเสียด้วยพิจารณาสภาวะแห่งธรรม ด้วยไม่ทำไว้ในใจ เหมือนเมื่อเขา
มนสิการ สัทธินทรีย์ที่มีกำลังนั้น. ก็ในข้อนี้มีเรื่องพระวักกลิเถระเป็น ตัวอย่าง.
แต่ถ้าวิริยินทรีย์กล้า ทีนั้น สัทธินทรีย์ ก็จะไม่อาจทำอธิโมกขกิจได้ (กิจคือ
การน้อมใจเชื่อ). อินทรีย์นอกนี้ ก็จะไม่อาจทำกิจนอกนี้ แต่ละข้อได้.
เพราะฉะนั้น วิริยินทรีย์อันกล้านั้น ต้องทำให้ลดลงด้วยเจริญปัสสัทธิสัม-
โพชฌงค์เป็นต้น . แม้ในข้อนั้น ก็พึงแสดงเรื่องพระโสณเถระ. ความที่เมื่อ
ความกล้าแห่งอินทรีย์อันหนึ่งมีอยู่ อินทรีย์นอกนี้ จะไม่สามารถในกิจของตน ๆ
ได้ พึงทราบในอินทรีย์ที่เหลืออย่างนี้แล.
ก็โดยเฉพาะในอินทรีย์ ๕ นี้ บัณฑิตทั้งหลาย สรรเสริญอยู่ซึ่งความ
เสมอกันแห่งสัทธากับปัญญาและสมาธิกับวิริยะ. เพราะคนมีสัทธาแก่กล้า
แต่ปัญญาอ่อน จะเป็นคนเชื่อง่าย เลื่อมใสในสิ่งอันไม่เป็นวัตถุ. ส่วนคนมี
ปัญญากล้า แต่สัทธาอ่อน จะตกไปข้างอวดดี จะเป็นคนแก้ไขไม่ได้ เหมือน
โรคมราเกิดแต่ยา รักษาไม่ได้ฉะนั้น วิ่งพล่านไปด้วยคิดว่า จิตเป็นกุศลเท่านั้น
ก็พอ ดังนี้แล้ว ไม่ทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมเกิดในนรก. ต่อธรรมทั้ง ๒
เสมอกัน บุคคลจึงจะเลื่อมใสในวัตถุแท้. โกสัชชะย่อมครอบงำคนมีสมาธิกล้า
แต่วิริยะอ่อน เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. อุทธัจจะย่อมครอบงำคนมีวิริยะ
กล้า แต่สมาธิอ่อน เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะ แต่สมาธิที่มีวิริยะประกอบ
เข้าด้วยกันแล้ว จะไม่ตกไปในโกสัชชะ. วิริยะที่มีสมาธิประกอบพร้อมกันแล้ว
จะไม่ตกไปในอุทธัจจะ เพราะฉะนั้น อินทรีย์ทั้ง ๒ นั้น ต้องทำให้เสมอกัน.
ด้วยว่า อัปปนาจะมีได้ ก็เพราะความเสมอกันแห่งอินทรีย์ทั้ง ๒.
อีกอย่างหนึ่ง สัทธาแม้มีกำลัง ก็ควรสำหรับสมาธิกัมมิกะ (ผู้บำเพ็ญ
สมถกัมมัฏฐาน). เธอเมื่อสัทธามีกำลังอย่างนี้ เชื่อดิ่งลงไปจักบรรลุอัปปนา
ได้. ในสมาธิและปัญญาเล่า เอกัคคตา (สมาธิ) มีกำลังก็ควร สำหรับ

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 283 (เล่ม 30)

สมาธิกัมมิกะ ด้วยเมื่อเอกัคคตามีกำลังอย่างนั้น เธอจะบรรลุอัปปนาได้.
ปัญญามีกำลัง ย่อมควรสำหรับวิปัสสนากัมมิกะ (ผู้บำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฎฐาน).
ด้วยเมื่อปัญญามีกำลังอย่างนั้น เธอย่อมจะบรรลุลักขณปฏิเวธ (เห็นแจ้งไตร-
ลักษณ์) ได้. แต่แม้เพราะสมาธิและปัญญาทั้ง ๒ เสมอกัน อัปปนาก็คงมีได้.
ส่วนสติ มีกำลังในที่ทั้งปวง จึงจะควร เพราะสติรักษาจิตไว้แต่ความ
ตกไปในอุทธัจจะ เพราะอำนาจแห่งสัทธา วิริยะ และปัญญาอันเป็นฝ่ายอุทธัจจะ
และรักษาจิตไว้แต่ความตกไปในโกสัชชะ เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ.
เพราะฉะนั้น สตินั้น จึงจำปรารถนาในที่ทั้งปวง ดุจเกลือสะตุเป็นสิ่งที่พึง
ปรารถนาในกับข้าวทั้งปวง และดุจสรรพกัมมิกอำมาตย์ (ผู้รอบรู้ในการงาน
ทั้งปวง) เป็นผู้พึงปรารถนาในสรรพราชกิจฉะนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า ก็แลสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นคุณชาติจำปรารถนาในที่
ทั้งปวง. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะจิตมีสติเป็นที่พึ่งอาศัย และสติ
มีการรักษาเอาไว้เป็นเครื่องปรากฏ การยกและข่มจิตเว้นสติเสีย หามีได้ไม่
ดังนี้.
การหลีกเว้นไกลบุคคลทรามปัญญา ผู้ไม่หยั่งลงในความต่างมีขันธ์
เป็นต้น ชื่อว่า การหลีกเว้นบุคคลทรามปัญญา. การคบหาบุคคลประกอบ
ด้วยปัญญาเห็นความเกิดและความเสื่อมกำหนดได้ ๕๐ ลักษณะ ข้อว่า
การคบหาบุคคลมีปัญญา. การพิจารณาประเภทปาฐะ ด้วยปัญญาอันลึก เป็น
ไปในขันธ์เป็นต้น อันละเอียด ชื่อว่า การพิจารณาปาฐะที่ต้องใช้ปัญญาอัน
ลึก. ความที่จิตน้อมไป โน้มไป โอนไป ในอิริยาบถมีการยืนและการนั่ง
เป็นต้น เพื่อให้เกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ขึ้น ชื่อว่า ความน้อมจิตไปใน
ธัมมวิจยะนั้น. ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น ฉันเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ย่อมเจริญ
เต็มที่ได้ ด้วยอรหัตมรรค.

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 284 (เล่ม 30)

ธรรม ๑๑ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งวิริยสัมโพชฌงค์
คือ ความพิจารณาเห็นภัยในอบาย ๑ ความเป็นผู้ปกติเห็นอานิสงส์ ๑ ความ
พิจารณาเห็นทางดำเนิน ๑ ความเคารพในการเที่ยวบิณฑบาต ๑ ความ
พิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งมฤดก ๑ ความพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่ง
พระศาสดา ๑ ความพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งชาติ ๑ ความพิจารณาเห็น
ความเป็นใหญ่แห่งสพรหมจารี ๑ ความหลีกเว้นบุคคลเกียจคร้าน ๑ ความคบ
หาบุคคลปรารภความเพียร ๑ ความน้อมใจไปในวิริยะนั้น ๑.
ในบทเหล่านั้น เมื่อคนแม้พิจารณาเห็นซึ่งภัยในอบายอย่างนี้ว่า ใคร ๆ
ก็ไม่อาจเพื่อให้วิริยสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นได้ ในเวลาเสวยทุกข์ใหญ่ จำเดิมแต่รับ
เครื่องจองจำ ๕ อย่าง ในนรกก็ดี ในเวลาที่ถูกจับด้วยแหและไซดักปลาเป็น
ต้น ในกำเนิดดิรัจฉานก็ดี ในเวลาที่เขาทิ่มแทงด้วยเครื่องประหารมีปฏักต้อน
ไปเป็นต้น นำเกวียนไปเป็นต้นก็ดี ในเวลาเดือดร้อนด้วยความหิวกระหายใน
ปิตติวิสัย ถึงหลายพันปี ถึงพุทธันดรหนึ่งก็ดี ในเวลาเสวยทุกข์เกิดแต่ลม
และแดดเป็นต้น เพราะอัตภาพมีเพียงหนังหุ้มกระดูก ขนาด ๖๐ ศอก และ
๘๐ ศอก ในกาลกัญชิกอสูรก็ดี ดูก่อนภิกษุ นี้แลเป็นเวลาของท่าน ดังนี้
วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
เมื่อมีปกติเห็นอานิสงส์อย่างนี้ว่า คนเกียจคร้านหาอาจได้โลกุตร-
ธรรม ๙ ไม่ คนปรารภความเพียรเท่านั้น อาจได้. นี้เป็นอานิสงส์แห่งความ
เพียร ดังนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาเห็นทางดำเนิน
อย่างนี้ว่า เราควรดำเนินตามทางที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธะ และมหา
สาวกทั้งปวงดำเนินไปแล้ว และทางนั้น คนเกียจคร้านหาอาจดำเนินไปได้ไม่
ดังนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น.

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 285 (เล่ม 30)

เมื่อพิจารณาเห็นซึ่งความเคารพในบิณฑบาตอย่างนั้นว่า คนที่อุปัฏฐาก
ท่านด้วยบิณฑบาตเป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นญาติทาสกรรมกรของท่าน ก็หามิได้
เลย พวกเขาเหล่านั้น ถวายบิณฑบาตเป็นต้นอันประณีตด้วยคิดว่า พวกเรา
อาศัยท่านเลี้ยงชีพ ก็หามิได้ โดยที่แท้ ก็หวังการทำของตนว่ามีผลใหญ่ จึง
ได้ถวาย. ถึงพระศาสดาทรงพิจารณาเห็นอยู่อย่างนั้นว่า ภิกษุนี้ บริโภคปัจจัย
เหล่านี้แล้ว มีร่างกายแข็งแรงมาก จักอยู่สบายดังนี้ จึงไม่ทรงอนุญาตปัจจัยแก่
ท่าน โดยที่แท้ ทรงอนุญาตปัจจัยเหล่านั้นด้วยพระดำริว่า ภิกษุนี้ เมื่อ
บริโภคปัจจัยเหล่านี้ จักทำสมณธรรมพ้นจากวัฏทุกข์ บัดนี้ เมื่อท่านนั้น
เป็นคนเกียจคร้าน จักไม่เคารพก้อนข้าวนั้น แต่ท่านผู้ปรารภความเพียรเท่า
นั้น ชื่อว่า เคารพในบิณฑบาท วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น เหมือนที่
เกิดขึ้นแก่พระมหามิตตเถระ ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งความเคารพในบิณฑบาต.
ได้ยินว่า พระเถระอยู่ประจำในถ้ำกสกะ มหาอุบาสิกาคนหนึ่งในโคจร
คามของพระเถระนั้นแล ทำพระเถระให้เป็นบุตรบำรุงอยู่ วันหนึ่งเมื่อนางไป
ป่า จึงกล่าวกะธิดาว่า แม่ ข้าวสารเก่า อยู่ในที่โน้น น้ำนมอยู่ในที่โน้น
เนยใสอยู่ในที่โน้น น้ำอ้อยอยู่ในที่โน้น เจ้าจงหุงข้าวแล้วถวายพร้อมกับน้ำนม
เนยใสและน้ำอ้อยในเวลาอัยยมิตตเถระผู้เป็นพี่ชายของเจ้ามาแล้วเถิด เจ้าพึง
บริโภคส่วนเมื่อวาน แม่บริโภคข้าวดังที่สุกด้วยน้ำส้มแล้ว ดังนี้. ธิดาจึง
ถามว่า แม่กลางวันแม่จักกินอะไร. มารดาจึงกล่าวว่า ลูก เจ้าจงต้มข้าวยาคู
เปรี้ยวด้วยข้าวสารปนรำ ใส่ผักวางไว้.
พระเถระห่มจีวรเสร็จ พอนำบาตรออกไปได้ยินเสียงนั้น จึงสอนตน
ว่า ได้ยินว่า มหาอุบาสิกาบริโภคข้าวตังด้วยน้ำส้ม ถึงกลางวันก็จักบริโภค
ข้าวยาคูเปรี้ยวใส่ผัก ยังบอกข้าวสารเก่าเป็นต้นไว้ เพื่อประโยชน์แก่เจ้า ก็
แลนางนั้น อาศัยกรรมนั้นแล้ว จะหวังที่นา สิ่งของ ภัตร ก็หามิได้เลย แต่

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 286 (เล่ม 30)

นางปรารถนาสมบัติ ๓ จึ งถวาย เจ้าจักอาจเพื่อให้สมบติเหล่านั้นแก่นางได้
หรือไม่ คิดว่า เจ้ายังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ ไม่อาจรับบิณฑบาตนี้ได้
ดังนี้ แล้วจึงใส่บาตรไว้ในถุง ปลดรังดุม กลับไปยังถ้ำกสกะนั่นแล วางบาตร
ไว้ภายใต้เตียง พาดจีวรไว้ที่ราวจีวร นั่งตั้งใจมั่น ทำความเพียรว่า เราไม่
บรรลุพระอรหัตแล้ว จักไม่ออกไป ดังนี้. ภิกษุอยู่ไม่ประมาทตลอดกาลนาน
เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตก่อนภัตเป็นมหาขีณาสพ ทำการแย้มออกไป
ดุจปทุมกำลังแย้ม. เทพยดาสิงอยู่ที่ต้นไม้ใกล้ประตูถ้าเปล่งอุทานว่า
ข้าแต่บุรุษอาชาไนย ความนอบน้อม
จงมีแด่ท่าน ข้าแต่บุรุษผู้สูงสุด ความ
นอบน้อมจงมีแด่ท่าน ข้าแต่ท่านนฤทุกข์
ท่านเป็นทักขิไณยบุคคล ผู้มีอาสวะสิ้น
แล้ว ดังนี้
จึงเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หญิงแก่ถวายภิกษาแก่พระอรหันต์เช่นท่าน ผู้เข้า
ไปบิณฑบาทแล้ว จักพ้นจากทุกข์. พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูมองดูเวลา รู้ว่า
ยังเช้าอยู่ จึงถือเอาบาตรและจีวรเข้าไปยังบ้าน. ฝ่ายนางทาริกา จัดภัตไว้
พร้อมแล้ว นั่งแลดูประตูอยู่ว่า พระพี่ชายของเราจักมาบัดนี้ พระพี่ชายของ
ราจักมาบัดนี้ . เมื่อพระเถระถึงประตูเรือน นางรับบาตร บรรจุบาตรให้เต็ม
ด้วยบิณฑบาต น้ำนม ประกอบด้วยเนยใสและน้ำอ้อย วางไว้ในมือ. พระเถระ
ทำอนุโมทนาว่า จงมีความสุขเถิด เสร็จแล้วก็หลีกไป. แม้นางก็ยืนแลดู
พระเถระนั้นอยู่. เพราะว่าผิวพรรณของพระเถระในวันนั้นบริสุทธิ์ยิ่งนัก
อินทรีย์ก็ผ่องใส สีหน้าเปล่งปลั่งดังตาลสุกหลุดจากขั้ว.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 287 (เล่ม 30)

มหาอุบาสิกากลับจากป่าแล้ว จึงถามว่า ลูก พระพี่ชายของเจ้ามาแล้ว
หรือ. นางบอกความเป็นไปนั้นทั้งปวง. อุบาสิกาทราบว่า กิจแห่งบรรพชิต
ของบุตรของเราถึงที่สุดแล้วในวันนี้ จึงกล่าวว่า ลูก พระพี่ชายของเจ้า ย่อม
ยินดีในพระพุทธศาสนา จะกระสันก็หาไม่ ดังนี้.
เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งมรดกว่า อริยทรัพย์ ๗ นี้เป็น
มรดกอันยิ่งใหญ่ของพระศาสดา คนเกียจคร้าน หาอาจรับมรดกนั้นได้ไม่.
เปรียบเหมือนมารดาบิดาไม่รับรองบุตรผู้ปฏิบัติผิดว่า ผู้นี้ไม่ใช่บุตรของเรา
โดยความล่วงไปแห่งมารดาบิดาเหล่านั้น เขาก็ไม่ได้มรดก ฉันใด แม้คน
เกียจคร้าน ย่อมไม่ได้มรดกคืออริยทรัพย์นี้ ฉันนั้น ผู้ปรารภความเพียร
เท่านั้น ย่อมได้ดังนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
แม้เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งพระศาสดาอย่างนี้ว่า ก็แล
พระศาสดาของท่านใหญ่ คือ ในกาลที่พระศาสดาทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์
ของพระมารดาของท่านก็ดี ในการเสด็จทรงผนวชก็ดี ในการตรัสรู้ก็ดี ใน
การทรงยังธรรมจักรให้เป็นไป ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ การเสด็จลงจาก
เทวโลกและในการทรงปลงอายุสังขารก็ดี ในกาลปรินิพพานก็ดี หมื่นโลกธาตุ
ได้หวั่นไหวแล้ว คนที่บวชในศาสนาของพระศาสดาเห็นปานนี้ เป็นผู้
เกียจคร้าน สมควรหรือ ดังนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
แม้เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งชาติอย่างนี้ว่า บัดนี้แม้โดยชาติ
ท่านไม่ใช่มีชาติต่ำ คือ ท่านเกิดในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช สืบต่อจาก
พระเจ้ามหาสมมติ อันไม่ปะปนกัน เป็นหลานของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช
และพระนางมหามายาเทวี เป็นน้องของราหุลภัทร ท่านได้ชื่อว่า เป็นชินบุคคล
เห็นปานนี้ เกียจคร้านอยู่ ไม่สมควรเลยดังนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดขึ้น
แม้เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่แห่งสพรหมจารีอย่างนั้นว่า พระสารีบุตร

287