ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 238 (เล่ม 30)

ไม่มีความเบียดเบียน. สติสัมโพชฌงค์นั้นแล ชื่อว่า วิปุละ เพราะแผ่ไป.
ซึ่งว่า มหรคต เพราะถึงความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อัปปมาณะ เพราะมีความเจริญ
หาประมาณมิได้. ชื่อว่า อัพยาปัชฌะ เพราะเว้นความพยาบาทโดยห่างไกล
นิวรณ์ทั้งหลาย. บทว่า ตณฺหาย ปหานา กมฺมํ ปหียติ ความว่า กรรม
อันใดมีตัณหาเป็นมูลพึงเกิดขึ้น ย่อมละกรรมนั้นได้เพราะการละตัณหา. บทว่า
กมฺมสฺส ปหานา ทุกขํ ความว่า วัฏทุกข์ แม้อันใด มีกรรมเป็นมูล พึง
เกิดขึ้น เพราะละกรรมได้ จึงละวัฏทุกข์นั้นได้. ชื่อว่า สิ้นตัณหาเป็นต้น
เพราะสิ้นตัณหาเป็นต้นนั่นแหละ แต่ว่าโดยความ พึงทราบว่า นิพพาน ท่าน
กล่าว เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาเหล่านั้น.
จบอรรถกถาขยสูตรที่ ๖
๗. นิโรธสูตร *
ปฏิปทาเป็นไปเพื่อดับตัณหาคือโพชฌงค์ ๗
[๔๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อมเป็นไป
เพื่อความดับตัณหา เธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น. มรรคา
และปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความดับตัณหาเป็นไฉน. คือ โพชฌงค์ ๗. โพชฌงค์
๗ เป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
[๔๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์  ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระ
ทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความดับตัณหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
* สูตรที่ ๗ ไม่มีอรรถกาแก้

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 239 (เล่ม 30)

อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อม
เป็นไปเพื่อความดับตัณหา
จบนิโรธสูตรที่ ๗
๘. นิพเพธสูตร
มรรคอันเป็นส่วนการแทงตลอดคือโพชฌงค์ ๗
[๔๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมรรคาอันเป็นส่วนแห่ง
การแทงตลอด แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังมรรคานั้น ก็มรรคาอัน
เป็นส่วนแห่งการแทงตลอดเป็นไฉน. คือ โพชฌงค์ ๗. โพชฌงค์ ๗ เป็น
ไฉน. คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
[๔๕๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความแทงตลอด.
พ. ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หา
ประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน เธอมีจิตอันสติสัมโพชฌงค์อบรมแล้ว
ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกองโลภะ ที่ยังไม่เคยแทงตลอด ยังไม่เคยทำลายเสีย
ได้ ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกองโทสะ ที่ยังไม่เคยแทงตลอด ยังไม่เคยทำลาย
เสียได้ ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกองโมหะ ที่ยังไม่เคยแทงตลอด ยังไม่เคย

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 240 (เล่ม 30)

ทำลายเสียได้ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน
เธอมีจิตอันอุเบกขาสัมโพชฌงค์อบรมแล้ว ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลายกอง
โลภะ ที่ยังไม่เคยแทงตลอด ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงตลอด ย่อมทำลาย
กองโทสะ ที่ยังไม่เคยแทงตลอด ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงตลอด ย่อม
ทำลายกองโมหะ ที่ยังไม้เคยแทงตลอด ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ดูก่อนอุทายี
โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความแทงตลอด.
จบนิพเพธสูตรที่ ๘
อรรถกถานิพเพธสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน นิพเพธสูตรที่ ๘.
บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ ได้แก่ ส่วนแห่งการแทงตลอด. บทว่า
สติสมฺโพชฺฌงฺคภาวิเตน ความว่า มีจิตอันสติสัมโพชฌงค์อบรมแล้ว.
ในข้อนี้มีมรรคและโพชฌงค์คลุกเคล้ากันอย่างนี้ จิตที่มั่นคง อันมรรคและ
โพชฌงค์เหล่านั้นอบรมแล้ว เกิดโลกุตระ ก็แล การทำโพชฌงค์นั้น ให้อาศัย
มรรคแล้ว กล่าวให้คลุกเคล้ากันนั่นแล จึงจะควร.
จบอรรถกถานิพเพธสูตรที่ ๘

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 241 (เล่ม 30)

๙. เอกกรรมสูตร
โพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมเป็นที่ตั้งสังโยชน์
[๔๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรายังไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้ข้อหนึ่ง
ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมอันเป็นที่ตั้ง
แห่งสังโยชน์เหมือนโพชฌงค์ ๗ นี้เลย. โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน คือ สติ-
สัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
[๔๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขา
สัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์.
[๒๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์เป็นไฉน.
จักษุเป็นธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เครื่องผูก เครื่องจองจำ คือ สังโยชน์
เหล่านั้นย่อมเกิดที่จักษุนี้ โสต. . . ฆานะ . . ชิวหา . . . *ใจเป็นธรรมที่ตั้งแห่ง
สังโยชน์ เครื่องผูก เครื่องจองจำ คือ สังโยชน์เหล่านั้น ย่อมเกิดที่ใจนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์.
จบเอกธรรมสูตรที่ ๙
* บาลีเป็นอยางนี้ กายหายไป

241
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 242 (เล่ม 30)

อรรถกถาเอกธรรมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเอกธรรมสูตรที่ ๙.
บทว่า สญฺโญชนวินิพนฺธา ได้แก่ เครื่องผูกกล่าวคือสังโยชน์.
บทว่า อชฺโฌสานา ได้แก่ ให้สำเร็จแล้วยึดถือ.
จบอรรถกถาเอกธรรมสูตรที่ ๙
๑๐. อุทายิสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับรองมรรคที่พระอุทายีได้
[๔๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของ
ชนชาวสุมภะ ชื่อเสตกะ ในแคว้นสุมภะ ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า
[๔๕๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคย
มีมามีขึ้น ความรัก ความเคารพ ความละอายใจ และความเกรงกลัว ของ
ข้าพระองค์ซึ่งมีอยู่ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า มากเพียงไร ด้วยว่า ข้าพระองค์
เมื่อเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอยู่ในกาลก่อน ก็มิได้กระทำความคุ้นเคย
กับพระธรรมมากนัก มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระสงฆ์มากนัก ข้าพระองค์
เห็นความรัก ความเคารพ ความละอายใจ ความเกรงกลัว ในพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่

242
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 243 (เล่ม 30)

ข้าพระองค์ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา . . . อย่างนี้สัญญา . . . อย่างนี้สังขาร . . . อย่างนี้วิญญาณ
อย่างนี้ความเกิดแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ.
[๔๖๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่ในเรือนว่างพิจารณา
ถึงความเกิดและความเสื่อมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ได้รู้ตามความ
เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
[๔๖๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่ข้าพระองค์บรรลุแล้ว
และมรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ข้าน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้น ๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น
โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ
ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คือ สติสัมโพชฌงค์ ที่
ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำ
ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้น ๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่
ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำ
เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่
ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำ
ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้น ๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์
จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี มรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนี้แล อันข้าพระองค์
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้น ๆ ไป
เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

243
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 244 (เล่ม 30)

[๔๖๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ๆ อุทายี มรรคที่เธอได้
แล้วนั้นแล อันเธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำเธอผู้อยู่โดยอาการ
นั้น ๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่เธอจักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี.
จบอุทายิสูตรที่ ๑๐
จบอุทายิวรรคที่ ๓
อรรถกถาอุทายิสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุทายิสูตรที่ ๑๐.
บทว่า อพหุกโต แปลว่า ไม่กระทำให้มาก. ในบทว่า อกฺกุชฺชาว-
กุชฺชํ นี้ท่านแสดงว่า พระอุทายี พิจารณาเปลี่ยนไปมากด้วยอำนาจความเกิด
และความเสื่อม ความเกิดเรียกว่า อุกกุชชะ ความเสื่อมเรียกว่า อวกุชชะ.
บทว่า ธมฺโม จ เม อกิสเมโต ได้แก่ วิปัสสนาธรรม อันข้าพระองค์
บรรลุแล้ว. บทว่า มคฺโค คือ วิปัสสนามรรค. ก็ถ้าพระเถระเป็นโสดาบัน
ในสมัยนั้น พึงทราบวิปัสสนานี้เพื่อประโยชน์แก่มรรคาทั้งสามเบื้องบน ถ้าเป็น
อนาคามี พึงทราบวิปัสสนานี้ เพื่อประโยชน์แก่อรหัตมรรค. บทว่า
ตถา ตถา วิหรนฺตํ ได้แก่ อยู่โดยอาการนั้น ๆ. บทว่า ตถตฺตาย
ได้แก่ เพื่อความเป็นอย่างนั้น. ด้วยบทเป็นต้นว่า ขีณา ชาติ ท่านประสงค์เอา
ตถตฺตาย พระเถระแสดงความเป็นอย่างนั้น. ในข้อนี้ มีอธิบายว่า พระเถระ

244
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 245 (เล่ม 30)

ย่อมนำเอาธรรมนั้นเข้ามา เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา เมื่อท่านแสดง
ธรรมนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. คำที่เหลือในบททั้งปวง มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุทายิสูตรที่ ๑๐
จบอุทายิวรรควรรณนาที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โพธนสูตร ๒. เทสนาสูตร ๓. ฐานิยสูตร ๔. อโยนิโสสูตร
๕. อปริหานิยสูตร ๖. ขยสูตร ๗. นิโรธสูตร ๘. นิพเพธสูตร
๙. เอกธรรมสูตร ๑๐. อุทายิสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 246 (เล่ม 30)

นิวรณวรรคที่ ๔
๑. ปฐมกุสลสูตร
ธรรมที่เป็นกุศลมีความไม่ประมาทเป็นมูล
[๔๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
อันเป็นไปในส่วนแห่งกุศล เป็นไปในฝ่ายแห่งกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท
เรากล่าวว่าเป็นยอดของธรรมเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่
ประมาทแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ ๗.
[๔๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมเจริญ
โพชฌงค์ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชณงค์อย่างไรเล่า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์
๗ อย่างนี้แล.
จบปฐมกุสลสูตรที่ ๑

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 247 (เล่ม 30)

๒. ทุติยกุสลสูตร*
ธรรมที่เป็นกุศลมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล
[๔๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
อันเป็นไปในส่วนแห่งกุศล เป็นไปในฝ่ายแห่งกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ประชุมลงในโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการ
เรากล่าวว่าเป็นยอดของธรรมเหล่านั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้
ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการพึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ ๗ จักกระทำ
ให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗.
[๔๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ
ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อม
กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล.
จบทุติยกุสลสูตรที่ ๒
* ไม่มีอรรถกถาแก้

247