ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 228 (เล่ม 30)

อาศัยความไม่มีอาลัยแล้ว พึงละกามเสีย
เป็นผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ปรารถนา
ความยินดีในวิเวก ที่สัตว์ยินดีได้ยาก
บัณฑิต พึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จาก
เครื่องเศร้าหมองจิต ชนเหล้าใดอบรมจิต
ดีแล้วโดยชอบในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ ไม่
ถือมั่น ยินดีแล้วในความสละคืน ซึ่งความ
ยึดถือ ชนเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นอาสวะ มี
ความรุ่งเรือง ปรินิพพานแล้วในโลก.
จบปารคามีสูตรที่ ๗
๘. วิรัทธสูตร
โพชฌงค์ ๗ ที่ปรารภผิดและปรารถถูก
[๔๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ปรารภผิดแล้ว อริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นอัน
บุคคลเหล่านั้นปรารภผิดแล้ว. โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภ
ถูกแล้ว อริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นอันบุคคลเหล่านั้น
ปรารภถูกแล้ว โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน คือสติสัมโพฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัม-
โพชฌงค์.
[๔๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อันบุคคล
เหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภผิดแล้ว อริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดย

228
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 229 (เล่ม 30)

ชอบ เป็นอันบุคคลเหล่านั้นปรารภผิดแล้ว โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อันบุคคล
เหล่าใดเหล่าหนึ่งปรารภถูกแล้ว อริยมรรคอันสัตว์ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เป็นอันบุคคลเหล่านั้นปรารภถูกแล้ว.
จบวิรัทธสูตรที่ ๘
๙. อริยสูตร
เจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมนำตนออกจากทุกข์
[๔๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้ว ให้เป็นอริยธรรม นำตนออกจากทุกข์ ย่อมนำไป
เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่ผู้กระทำซึ่งโพชฌงค์ ๗ นั้น โพชฌงค์ ๗
เป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ให้
เป็นอริยธรรม นำตนออกจากทุกข์ ย่อมนำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
แก่ผู้กระทำซึ่งโพชฌงค์ ๗ นั้น.
จบอริยสูตรที่ ๙

229
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 230 (เล่ม 30)

๑๐. นิพพานสูตร
เจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
[๔๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลาย
กำ หนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน. โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน. คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาก
สัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลาย
กำ หนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน .
จบนิพพานสูตรที่ ๑๐
จบคิลานวรรควรรณนาที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปาณูปมสูตร ๒. ปฐมสุริยูปมสูตร ๓. ทุติยสุริยูปมสูตร ๔.
ปฐมคิลานสูตร ๕. ทุติยคิลานสูตร ๖. ตติยคิลานสูตร ๗. ปารคามีสูตร
๘. วิรัทธสูตร ๙. อริยสูตร ๑๐. นิพพานสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

230
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 231 (เล่ม 30)

อุทายิวรรคที่ ๓
๑. โพธนสูตร
เรียกว่าโพชฌงค์เพราะเป็นเพื่อตรัสรู้
[๔๓๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้น
แล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ โพชฌงค์
ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า โพชฌงค์ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้.
[๔๓๖] ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
การสละ ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ฉะนี้แล.
จบโพธนสูตรที่ ๑

231
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 232 (เล่ม 30)

อุทายิวรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาโพธนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในโพธนสูตรที่ ๑ แห่งอุทายิวรรคที่ ๓
บทว่า กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต โพชฺณงฺคาติ วุจฺจนฺติ ความว่า
ภิกษุทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ชื่อว่า องค์อันเป็น
ความตรัสรู้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร หนอแล. บทว่า โพธาย สํวตฺตนฺติ
ได้แก่ ย่อมเป็นไปเพื่อความตรัสรู้. ในสูตรนี้ ท่านกล่าวโพชฌงค์คลุกเคล้า
กันไป.
จบโพธนสูตรที่ ๑
๒. เทสนาสูตร
โพชฌงค์ ๗
[๔๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงโพชฌงค์ ๗ แก่เธอทั้ง-
หลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น. ก็โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน. คือสติสัมโพชฌงค์
ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล.
จบเทสนาสูตรที่ ๒

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 233 (เล่ม 30)

อรรถกถาเทสนาสูตร
การกำ หนดธรรม ท่านกล่าวไว้ในเทสนาสูตรที่ ๒.
๓. ฐานิยสูตร
นิวรณ์ ๕ เกิดเพราะมนสิการถึงธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งนิวรณ์
[๔๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการ
มากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งกามราคะ.
[๔๓๙] พยาบาทที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดแล้ว ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้ง
แห่งพยาบาท.
[๔๔๐] ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่
ตั้งแห่งถีนมินธะ.
[๔๔๑] อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอัน
เป็นที่ตั้งแห่งอุทธจัจกุกกุจจะ.

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 234 (เล่ม 30)

[๔๔๒] วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่
ตั้งแห่งวิจิกิจฉา.
[๔๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิด
ขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ เพราะกระทำมนสิการมากถึง
ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ เพราะกระทำ
มนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
จบฐานิยสูตรที่ ๓
อรรถกถาฐานิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในฐานิยสูตรที่ ๓.
บทว่า กามราคฎฺฐานิยานํ ได้แก่ อารัมมณธรรมอันเป็นเหตุแห่ง
กามราคะ. แม้ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งพยาบาทเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ก็สูตรนี้ทั้งหมดท่านกล่าว โดยอารมณ์เท่านั้น. แม่การกำหนดที่กล่าวในสูตร
ที่ ๒ แห่งวรรคที่ ๑ ผู้ศึกษาหาได้ในสูตรนี้แล.
ในอโยนิโสสูตรที่ ๔ ท่านกล่าวโพชฌงค์คลุกเคล้ากันไป. ใน
อปริหานิยสูตรที่ ๕ บทว่า อปริหานิเย ธมฺเม ได้แก่ สภาวธรรมอัน
ไม่ทำความเสื่อม.
จบอรรถกถาฐานิยสูตรที่ ๓

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 235 (เล่ม 30)

๔. อโยนิโสสูตร
นิวรณ์ ๕ เกิดเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย
[๔๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย กาม
ฉันท์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์
ยิ่ง พยาบาท. . . ถีนมิทธะ. . . อุทธจัจกุกกุจจะ. . .วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิด
ขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.
[๔๔๕] สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมดับไป ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิด
ขึ้นแล้ว ย่อมดับไป.
[๔๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคาย กาม
ฉันท์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้ พยาบาท
. . . ถีนมิทธะ . . . อุทธัจจกุกกุจจะ . . . วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้.
[๔๔๗] สติสัมโพชณงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น
และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.
จบอโยนิโสสูตรที่ ๔

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 236 (เล่ม 30)

๕. อปริหานิยสูตร
ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗
[๔๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความเสื่อม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น. ก็ธรรม
อันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗ ประการเป็นไฉน. คือ โพชฌงค์ ๗. โพชฌงค์
๗ เป็นไฉน. คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗ ประการนี้แล.
จบอปริหานิยสูตรที่ ๕
๖. ขยสูตร
ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อสิ้นตัณหาคือโพชฌงค์ ๗
[๔๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อมเป็นไป
เพื่อความสิ้นตัณหา เธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น มรรคาและ
ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหาเป็นไฉน คือ โพชฌงค์ ๗. โพชฌงค์ ๗
เป็นไฉน. คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
[๔๕๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 237 (เล่ม 30)

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อัน
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิ
ได้ ไม่มีความเบียดเบียน เมื่อภิกษุนั้นเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มี
ความเบียดเบียน ย่อมละตัณหาได้ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อัน
อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิ
ได้ ไม่มีความเบียดเบียน เมื่อภิกษุนั้นเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ ไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้
ไม่มีความเบียดเบียน ย่อมละตัณหาได้ เพราะละตัณหาได้ จึงละกรรมได้
เพราะละกรรมได้ จึงละทุกข์ได้ ดูก่อนอุทายี เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม
เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์ ด้วยประการดังนี้แล.
จบขยสูตรที่ ๖
อรรถกถาขยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน ขยสูตรที่ ๖.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระอุทายีเถระ เมื่อจะทูลถามว่า ข้า-
พระองค์จักรู้ถึงเทสนาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้จบลง ด้วยดำริว่า ภิกษุผู้
ฉลาดในอนุสนธิ ชื่อว่า อุทายีเถระ นั่งอยู่ในบริษัทนี้มีอยู่ เธอจักถามเรา
ดังนี้แล้ว สืบต่ออนุสนธิแห่งเทศนา จึงกราบทูลถามถึงข้อนั้น. บทว่า วิปุลํ
เป็นต้น ตรัสหมายถึงสติสัมโพชฌงค์ที่เจริญดีแล้วทั้งหมด เพราะว่า สติสัม-
โพชฌงค์ที่เจริญดีแล้ว ไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ และชื่อว่า

237