ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 218 (เล่ม 30)

๑๐. ทุติยอุปาทสูตร
โพชฌงค์ ๗ ไม่เกิดนอกวินัยของพระสุคต
[๔๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุ
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด ยาอมเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้นนอกวินัย
ของพระสุคต โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขา-
สัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้นนอกวินัยของพระสุคต.
จบทุติยอุปาทสูตรที่ ๑๐
จบปัพพตวรรคที่ ๑
อรรถกถาทุติยอุปาทสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอุปาทสูตรที่ ๑๐.
บทว่า นาญฺญตฺร สุคตวินยา ความว่า เว้นพระโอวาทของ
พระสุคตเจ้าเสีย โพชฌงค์ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนี้.
จบอรรถกถาทุติยอุปาทสูตรที่ ๑๐
จบปัพพตวรรควรรณนาที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. หิมวันตสูตร ๒. กายสูตร ๓. สีลสูตร ๔. วัตตสูตร
๕. ภิกขุสูตร ๖. กุณฑลิยสูตร ๗. กุฎสูตร ๘. อุปวาณสูตร ๙. ปฐม-
อุปาทสูตร ๑๐. ทุติยอุปาทสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 219 (เล่ม 30)

คิลานวรรคที่ ๒
๑. ปาณูปมสูตร
อาศัยศีลเจริญโพชฌงค์ ๗
[๔๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งสำเร็จอิริยาบถ
คือ บางคราวก็เดิน บางคราวก็ยืน บางคราวก็นั่ง บางคราวก็นอน สัตว์
เหล่านั้นทั้งหมด อาศัย แผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงสำเร็จอิริยาบถ ๔ นั้น
อย่างนั้นแหละ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗
ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ฉันนั้นเหมือนกัน .
[๔๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อม
ไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่
ในศีลแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์อย่างนี้แล.
จบปาณูปมสูตรที่ ๑

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 220 (เล่ม 30)

คิลานวรรควรรณนาที่ ๒
อรรถกถาปาณูปมสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปาณูปมสูตรที่ ๑ แห่งคิลานวรรคที่ ๒.
บทว่า จตุตาโร อิริยาปเถ กปฺเปนฺติ ความว่า อิริยาบถ ๔
ของสัตว์เหล่าใด มีอยู่ คำนั้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งสัตว์เหล่านั้นเท่านั้น.
บทว่า สีลํ นิสฺสาย ได้แก่ ทำจตุปาริสุทธศีลให้เป็นที่อาศัย บทว่า
สตฺต โพชฺณงฺเค ได้แก่ โพชฌงค์อันเป็นมรรคที่เห็นแจ้งร่วมกัน. สูริยู-
ปมสูตรที่ ๒ และที่ ๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปาณูปมสูตร ที่ ๑
๒. ปฐมสุริยูปมสูตร
อาศัยกัลยาณมิตรเจริญโพชฌงค์ ๗
[๔๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน
สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น
เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งโพชฌงค์ ๗ แก่ภิกษุ คือ ความ
เป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี
พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗
[๔๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗
ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 221 (เล่ม 30)

อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ยอมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล.
จบปฐมสุริยูปมสูตรที่ ๒
๓. ทุติยสุริยูปมสูตร
โยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้นแห่งโพชฌงค์
[๔๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน
สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น
เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดแห่งโพชฌงค์ ๗ แก่ภิกษุ คือ การกระทำ
ไว้ในใจโดยแยบคาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึง
พร้อมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์
๗ จักกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ใน
ใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗
อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัม-
โพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยการกระทำไว้ใน
ใจโดยแยบคาย ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗
อย่างนี้แล.
จบทุติยสุริยูปมสูตรที่ ๓

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 222 (เล่ม 30)

๔. ปฐมคิลานสูตร
พระมหากัสสปหายอาพาธด้วยโพชฌงค์ ๗
[๔๑๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสป
อาพาธ ไม่สบาย เป็นไข้หนัก อยู่ที่ปิปผลิคูหา.
[๔๑๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น
เข้าไปหาท่านพระมหากัสสปถึงที่อยู่ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระมหากัสสปว่า ดูก่อนกัสสป เธอพออดทนได้หรือ
พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาคลายลง ไม่กำ เริบขึ้นแลหรือ
ความทุเลาย่อมปรากฏ ความกำ เริบขึ้นไม่ปรากฏแลหรือ ท่านพระมหากัสสป
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดทนไม่ได้ ยังอัตภาพให้
เป็นไปไม้ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กำ เริบหนัก ยังไม่คลายไป ความ
กำ เริบขึ้นย่อมปรากฏ ความทุเลาไม่ปรากฏ.
[๔๑๗] พ. ดูก่อนกัสสป โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน
[๔๑๘] ดูก่อนกัสสป สติสัมโพชฌงค์ ๗ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อัน
บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้เพื่อนิพพาน ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน ดูก่อนกัสสป โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล เรากล่าวไว้ชอบแล้ว

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 223 (เล่ม 30)

อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
[๔๑๙] ท่านพระมหากัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
โพชฌงค์ดีนัก ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์ดีนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ท่านพระมหากัสสปปลื้มใจ ชื่นชมภาษิตของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ท่านพระมหากัสสปหายจากอาพาธนั้นแล้ว และอาพาธนั้น
อันท่านพระมหากัสสปละได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล
จบปฐมคิลานสูตรที่ ๔
อรรถกถาปฐมคิลานสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน ปฐมคิลานสูตรที่ ๔.
บทว่า ตถา ปหีโน จายสฺมโต มหากสฺสปสฺส โส อาพาโธ
อโหสิ ความว่า ได้ยินว่า เมื่อพระมหากัสสปเถระตั้งใจพิงโพชฌงคภาวนา
นี้อยู่ ได้มีความดำรินี้ว่า เมื่อเราแทงตลอดอยู่ซึ่งสัจจะทั้งหลายในวันที่ ๗
แต่วันที่เราบวชแล้ว โพชฌงค์เหล้านี้ก็ปรากฏ ก็เมื่อท่านคิดอยู่ว่า โอ คำ
สอนของพระศาสดานำสัตว์ออกจากทุกข์ดังนี้ โลหิตก็ผ่องใส อุปาทารูป ก็
หมดจด. โรคหายไปจากกายเหมือนหยาดน้ำตกในใบบัวฉะนั้น. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตถา ปหีโน จายสฺมโต มหากสฺสปสฺ
โส อาพาโธ อโหสิ ดังนี้.

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 224 (เล่ม 30)

แม้ใน คิลานสูตรที่ ๔ และที่ ๕ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน ความป่วยไข้
ที่เกิดแต่ความเย็นอ่อน ๆ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยการถูกต้องกับลมจากต้นไม้มีดอกเป็น
พิษที่บานแล้ว ที่เชิงแห่งภูเขา พึงทราบว่าเป็นอาพาธของชนแม้ทั้ง ๓
เหล่านี้. คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมคิลานสูตรที่ ๔
๕. ทุติยคิลานสูตร
พระมหาโมคคัลลานะหายอาพาธด้วยโพชฌงค์ ๗
[๔๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-
เวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้น ท่านพระมหาโมค-
คัลลานะอาพาธ ไม่สบาย เป็นไข้หนัก อยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ.
[๔๒๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกจากที่เร้นในเวลาเย็น
เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอ
พออดทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้แลหรือ ทุกขเวทนาคลายลงไม่
กำ เริบขึ้นแลหรือ ความทุเลาย่อมปรากฏ ความกำ เริบขึ้นไม่ปรากฏแลหรือ
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์อดทน
ไม่ได้ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์ย่อมกำ เริบหนัก
ยังไม่คลายลง ความกำ เริบย่อมปราก ความทุเลาไม่ปรากฏ.

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 225 (เล่ม 30)

[๔๒๒] พ. ดูก่อนโมคคัลลานะ โพชฌงค์ ๗ เหล้านี้ เรากล่าวไว้
ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน.
[๔๒๓] ดูก่อนโมคคัลลานะ สติสัมโพชฌงค์ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความ
ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เรากล่าวไว้ชอบแล้ว อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน ดูก่อนโมคคัลลานะ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล เรากล่าวไว้ชอบ
แล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
[๔๒๔] ท่านมหาพระโมคคัลลานะกราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
โพชฌงค์ดีนัก ข้าแต่พระสุคต โพชฌงค์ดีนัก. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะปลื้มใจ ชื่นชมภาษิตของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะหายจากอาพาธนั้นแล้ว และ
อาพาธนั้นอันท่านพระมหาโมคคัลลานะละได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล.
จบทุติยคิลานสูตรที่ ๕

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 226 (เล่ม 30)

๖. ตติยคิลานสูตร
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายประชวรด้วยโพชฌงค์ ๗
[๔๒๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-
เวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าประชวร ไม่ทรงสบาย ทรงเป็นไข้หนัก.
[๔๒๖] ครั้งนั้น ท่านพระมหาจุนทะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระมหาจุนทะว่า ดูก่อนจุนทะ โพชฌงค์จง
แจ่มแจ้งกะเธอ.
จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน.
[๔๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สติสัมโพชฌงค์ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ พระผู้
มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ เพื่อนิพพาน. ข้าแต่พระองค์ผู้
เจริญ โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 227 (เล่ม 30)

[๔๒๘] ดูก่อนจุนทะ โพชฌงค์ดีนัก ดูก่อนจุนทะ โพชฌงค์ดีนัก
ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายจากประชวรนั้น และอาพาธนั้น อันพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงละแล้ว ด้วยประการฉะนี้แล.
จบตติยคิลานสูตรที่ ๖
๗. ปารคามีสูตร
เจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง
[๔๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ อันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง โพชฌงค์ ๗ เป็น
ไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง.
[๔๓๐] ในมนุษย์ คนที่ไปถึงฝั่งมีจำนวน
น้อย แต่หมู่สัตว์ นอกนี้ย่อมวิ่งไปตามฝั่ง
นั่นเอง ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามธรรม
ในธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
ชนเหล่านั้น จักข้ามบ่วงมฤตยูซึ่งแสนยาก
ที่จะข้ามได้ บัณฑิตพึงละธรรมฝ่ายดำเสีย
เจริญธรรมฝ่ายขาว ออกจากความอาลัย

227