ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 208 (เล่ม 30)

พ. ดูก่อนกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.
ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ให้บริบูรณ์
พ. ดูก่อนกุณฑลิยะ สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
ก. ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์.
[๓๙๖] พ. ดูก่อนกุณฑลิยะ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญ
แล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ดูก่อนกุณฑลิยะ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปที่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม้ยินดี ไม่ขึ้งเคียด
ไม่ยังความกำ หนัดให้เกิด และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภาย
ใน หลุดพ้นดีแล้ว อนึ่ง เธอเห็นรูปที่ไม่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ก็ไม่เก้อ
ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็
คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว
อีกประการหนึ่ง ภิกษุฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้ม
รสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ที่ชอบใจด้วยใจ
แล้ว ย่อมไม่ยินดี ไม่ขึ้งเคียด ไม่ยังความกำ หนัดให้เกิด และกายของเธอ
ก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว อนึ่ง เธอรู้ธรรมารมณ์
ที่ไม่ชอบใจด้วยใจแล้ว ไม่เก้อ ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ
มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน
หลุดพ้นดีแล้ว.

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 209 (เล่ม 30)

ดูก่อนกุณฑลิยะ เพราะเหตุที่ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้คงที่
ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท เพราะรูปทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ กายของ
เธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว ภิกษุฟังเสียงด้วย
โสต ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยฆานะ ฯลฯ ลี้มรสด้วยชิวหา ฯลฯ ถูกต่องโผฏฐัพพะด้วย
กาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้คงที่ ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท
เพราะธรรมารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่
มั่น คงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว ดูก่อนกุณฑลิยะ อินทรียสังวรอันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมยังสุจริต ณ ให้บริบูรณ์.
[๓๙๗] ดูก่อนกุณฑลิยะ ก็สุจริตเหล่านั้นอันบุคคลเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ เจริญกายสุจริตเพื่อละกายทุจริต เจริญวจีสุจริตเพื่อละวจีทุจริต เจริญ
มโนสุจริตเพื่อละมโนทุจริต สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
อย่างนี้แล ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.
[๓๙๘] ดูก่อนกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำ จัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
เนือง ๆ อยู่ ฯลฯ ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ ฯลฯ ย่อมพิจารณา
เห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำ จัด
อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ดูก่อนกุณฑลิยะ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมยังโพชฌงค์ ๔ ให้บริบูรณ์.

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 210 (เล่ม 30)

[๓๙๙] ดูก่อนกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป
ในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ
อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคล
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์
[๔๐๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว กุณฑลิยปริพาชกได้
กราบทูลพระผู้มีพระภคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์
แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคคมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่าน
พระโคคมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของ
ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วย
หวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้ง
พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดม จงทรงจำ
ข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้น
ไป.
จบกุณฑลิยสูตรที่ ๖

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 211 (เล่ม 30)

อรรถกถากุณฑลิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุณฑลิยสูตรที่ ๖.
บทว่า อารามนิยาทิ ได้แก่ ชื่อว่า เที่ยวไปในอาราม เพราะอาศัย
อารามเป็นที่ไป. บทว่า ปริสาวจโร ได้แก่ เที่ยวไปในบริษัท. คนพาลบ้าง
บัณฑิตบ้าง มารวมกันอยู่ ชื่อว่า บริษัท. ส่วนผู้ใด ย่อมสามารถเพื่อย่ำยี
วาทะของคนอื่นแล้ว จึงแสดงวาทะของตนได้ ผู้นี้ชื่อว่า เที่ยวไปในบริษัท.
บทว่า อาราเมน อารามํ ความว่า ข้าพเจ้าเดินไปเนือง ๆ สู่อารามจาก
อาราม อธิบายว่า มิได้เดินไปภายนอก แม้ในอุทยานก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า เข้าไปสู่อารามหนึ่ง จากอารามหนึ่ง เข้าไปสู่
อุทยานหนึ่ง จากอุทยานหนึ่ง. บทว่า อิติวาทปฺปโมกฺขานิสํสํ ความว่า
วาทะดังนี้ การเปลื้องวาทะดังนี้ โดยนัยนี้ว่า การถามมีอย่างนี้ การตอบ
มีอย่างนี้ การถือเอาความอย่างนี้ ไขความอย่างนี้ ดังนี้ นั่นเป็นอานิสงส์
บทว่า อุปารมฺภานิสํสํ ได้แก่ มีโทษในวาทะเป็นอานิสงส์ อย่างนี้ว่า
นี้เป็นโทษในการถาม นี้เป็นโทษในการตอบ ดังนี้. บทว่า กถํ ภาวิโต
กิณฺฑลิย อินฺทํริยสฺวโร ความว่า พระศาสดาทรงรู้ว่า ก็ปริพาชกถาม
ฐานะมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เขาไม่อาจเพื่อจะถามอีก เมื่อทรงถาม
จึงทรงเริ่มเทศนานี้ด้วยพระองค์โดยทรงดำริว่า คราวแรก เทศนานี้ไม่เป็นไป
ต่อเนื่องกัน บัดนี้ เราจักให้เทศนานี้ถึงการต่อเนื่องกัน ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มนาปํ นาภิชฺณายติ ได้แก่ ย่อมไม่
เพ่งอารมณ์ที่น่าปรารถนา. บทว่า นาวิหึสติ ได้แก่ ย่อมไม่ขึ้งเคียดด้วย
ความยินดี อันมีอามิส. บทว่า ตสฺส  ิโต จ กาโย โหติ  ิตํ จิตฺตํ

211
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 212 (เล่ม 30)

อชฺฌตฺตํ ความว่า นามกายและจิตของเธอคงที่อยู่ภายในอารมณ์ บทว่า
สสณฺฐิตํ ได้แก่ มั่นคงด้วยดีด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน บทว่า สุวิมุตฺตํ ได้แก่
หลุดพ้นดีแล้วด้วยกัมมัฏฐาน. บทว่า อมนาปํ ได้แก่ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
บทว่า น มงฺกุ โหติ ได้แก่ ย่อมไม่เก้อในรูปนั้น บทว่า อปฺปติฎฺฐิต-
จิตฺโต ได้แก่ มีจิตไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส. บทว่า อาทินฺนมานโส
ได้แก่ มีจิตอันกิเลสยึดถือด้วยอำนาจโทมนัสไม่ได้. บทว่า อพฺยาปนฺนเจตโส
ได้แก่ มีจิตไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจโทสะ.
ในบทว่า เอวมฺภาวิโต โข กุณฺฑลิย อินฺทริยสํวโร เอวํ
พหุลีกโต ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ นี้ พึงทราบการยังสุจริตให้บริบูรณ์
อย่างนี้ ทุจริตทั้งหลายมี ๑๘ ในทวาร ๖ เหล่านี้ก่อน. ถามว่า มีได้อย่างไร
ตอบว่า เมื่อไม่ให้ส่วนกายและวาจาหวั่นไหว เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนา
มาสู่คลอคงในจักขุทวารครั้งแรก แต่ยังความโลภให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น
จัดเป็นมโนทุจริต. เมื่อพูดด้วยจิตประกอบด้วยความโลภว่า โอหนอ สิ่งนี้
น่าปรารถนา น่าใคร น่าพอใจดังนี้ จัดเป็นวจีทุจริต เมื่อเอามือจับต้อง
สิ่งนั้นเท่านั้น จัดเป็นกายทุจริต. แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนความต่างกันดังนี้ ด้วยว่า เมื่อจับต้องเครื่องดนตรีมีสังข์และ
บัณเฑาะว์เป็นต้น อันเป็นอนามาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสัททารมณ์ในโสตทวาร
จับต้องของหอมและดอกไม้เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของคันธารมณ์ในฆานทวาร.
จับต้องปลาและเนื้อเป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของรสารมณ์ในชิวหาทวาร. จับต้อง
จีวรเป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของโผฏฐัพพารมณ์ ในกายทวาร เมื่อจับต้อง เนยใส
น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมารมณ์ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ
ในมโนทวาร พึงทราบว่า กายทุจริต แต่เมื่อว่าโดยย่อ ในข้อนี้มีทุจริตสาม

212
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 213 (เล่ม 30)

เท่านั้น คือ การละเมิดทางกายในทวาร ๖ จัดเป็นกายทุจริต การละเมิด
ทางวาจา จัดเป็นวจีทุจริต การละเมิดทางใจ จัดเป็นมโนทุจริต.
ส่วนภิกษุนี้ มั่นคงอยู่ในการพิจารณาภาวนาของตนย่อมประพฤติ
สุจริตเหล่านี้ให้เป็นสุจริตธรรม ถามว่า ประพฤติอย่างไร ตอบว่า เมื่อ
ไม่ยังส่วนกายและวาจาให้เคลื่อนไหว เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนามาสู่คลอง
ในจักขุทวารครั้งแรก ปรารถนาอยู่ซึ่งวิปัสสนาอันมีรูปเป็นอารมณ์ จัดเป็น
มโนสุจริต เมื่อพูดด้วยจิตอันประกอบด้วยวิปัสสนาว่า มีความสิ้นไปเป็น
ธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จัดเป็นวจีสุจริต. เมื่อไม้จับต้องด้วย
คิดว่า สิ่งนี้เป็นอนามาส จัดเป็นกายสูจริต แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. ว่าโดยพิสดาร สุจริตมีด้วยทวารที่เหลือด้วยประการฉะนี้
แต่โดยสังเขปในข้อนี้ มีสุจริตสามเท่านั้น คือ การสำรวมทางกายในทวาร ๖
จัดเป็นกายสจริตุ การสำรวมทางวาจาจัดเป็นวจีสูจริต. การสำรวมทางใจ
จัดเป็นมโนสุจริต ความสำรวมอินทรีย์อย่างนี้ พึงทราบว่า ย่อมยังสุจริตสาม
ให้บริบูรณ์. ท่านกล่าวถึงอินทรียสั่งวรศีล อันศีลตามรักษาแล้ว ด้วยเหตุ
ประมาณเท่านี้.
ในบทเป็นต้นว่า กายทุจริตํ ปหาย ได้แก่ กายทุจริต ๓ อย่าง
วจีทุจริต อย่างมโนทุจริต ๓ อย่าง. พึงทราบกายสุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจ
ตรงกันข้ามกับกายทุจริตเป็นต้นนั้น ด้วยคำประมาณเท่านี้ย่อมเป็นอันท่าน
กล่าวถึงปาฏิโมกขศีลด้วยการสำรวมทางกายและทางวาจา. ศีลสามด้วยการ
สำรวมทางใจ ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วถึงจตุปาริสุทธศิล ล้วนในสูตรนี้
ทั้งสิ้น พึงทราบว่าท่านกล่าวสติปัฏฐานมีสุจริตเป็นมูลว่า คลุกเคล้าด้วย
โลกุตตระ. สติปัฏฐานเป็นมูลแห้งโพชฌงค์ ๗ ว่าเป็นบุพภาค. โพชฌงค์มี

213
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 214 (เล่ม 30)

สติปัฏฐานเป็นมูล แม้เหล่านั้นว่าเป็นบุพภาค. ส่วนโพชฌงค์ซึ่งเป็นมูล
แห่งวิชชาและวิมุตติ พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า เป็นโลกุตตระแท้.
อรรถกถากุณฑลิยสูตรที่ ๖
๗. กูฏสูตร
ผู้เจริญโพชฌงค์ย่อมน้อมไปสู่นิพพาน
[๔๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กลอนเรือนยอดทั้งหมดน้อมใบสู่ยอด
โน้มไปสู้ยอด โอนไปสู่ยอด แม้ฉันใด ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำ
ให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอน
ไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๔๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญโพชฌงค์ กระทำให้มาก
ซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไร ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน
โอนไปสู่นิพพาน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ . น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขา
ส้มโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่
นิพพาน โน้มโปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน.
จบกูฏสูตรที่ ๗
ส่วนอรรถกถากูฏสูตรที่ ๗ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

214
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 215 (เล่ม 30)

๘. อุปวาณสูตร
โพชฌงค์ ๗ ที่ปรารภดีแล้วย่อมให้อยู่ผาสุก
[๔๐๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระอุปวาณะและท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ
โฆสิตาราม ใกล้กรุงโกสัมพี ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อน
ในเวลาเย็นแล้ว เข้าไปหาท่านพระอุปวาณะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระ-
อุปวาณะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอปวาณะว่า ท่านอุปวาณะผู้มีอายุ
ภิกษุจะพึงรู้หรือไม่ว่า โพชฌงค์ ๗ อันเราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ด้วยการกระทำ
ไว้ในใจโดยแยบคายเฉพาะตน ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นผาสุก ท่านพระ-
อุปวาณะตอบว่า ดูก่อนท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ภิกษุพึงรู้ได้ว่า โพชฌงค์ ๗
อันเราปรารภดีแล้วอย่างนี้ ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเฉพาะตน
ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่ผาสุก.
[๔๐๔] สา. ดูก่อนผู้มีอายุ ภิกษุปรารภสติสัมโพชฌงค์ ย่อมรู้ได้
หรือว่าจิตของเราหลุดพ้นดีแล้ว ถีนมิทธะเราถอนเสียแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะ
เรากำ จัดได้แล้ว ความเพียรเราปรารภแล้ว เรากระทำไว้ในใจอย่างจริงจัง
มิได้ย่อหย่อน ฯลฯ
[๔๐๕] ดูก่อนผู้มีอายุ ภิกษุเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมรู้ได้
หรือว่าจิตของเราหลุดพ้นแล้ว ถีนมิทิธะเราถอนเสียแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะ
เรากำ จัดได้แล้ว ความเพียรเราปรารภแล้ว เรากระทำไว้ในใจอย่างจริงจัง
มิได้ย่อหย่อน ฯลฯ

215
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 216 (เล่ม 30)

[๔๐๖] อ. ดูก่อนท่านสารีบุตรผู้มีอายุ ภิกษุพึงรู้ได้อย่างนี้แลว่า
โพชฌงค์อันเราปรารภดีแลวอย่างนี้ ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย
เฉพาะตน ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่ผาสุก.
จบอุปวาณสูตรที่ ๘
อรรถกถาอุปวาณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอุปวาณสูตรที่ ๘
บทว่า ปจฺจตฺตํ คือเฉพาะตน. บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่
ด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย. บทว่า อารพฺภมาโน ได้แก่ กระทำ
อยู่แล บทว่า สุวิมุตฺตํ ได้แก่ หลุดพ้น ด้วยกัมมัฏฐาน บทว่า อฎฺฐิกตฺวา
ได้แก่ กระทำให้เป็นประโยชน์ อธิบายว่า มีความต้องการ
จบอรรถกถาอุปาทสูตรที่ ๙

216
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 217 (เล่ม 30)

๙. ปฐมอุปาทสูตร
โพชฌงค์ ๗ ไม่เกิดนอกจากการปรากฏแห่งตถาคต
[๔๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ อันภิกษุ
เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น นอกจากความปรากฏ
แห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ย่อม
ไม่เกิดขึ้น โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
โพชฌงค์ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้นนอกจากความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
โพชฌงค์ ประการนี้ ย่อมไม่เกิดขึ้น.
จบปฐมอุปาทสูตรที่ ๙
อรรถกถาปฐมอุปาทสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน อุปาทสูตรที่ ๙.
บทว่า นาญฺญตฺร ตถาคตสฺส ปาตุภาวา ความว่า เว้นความ
ปรากฏแห่งพระตถาคต โพชฌงค์ย่อมไม่เกิดขึ้นในกาลอื่น.
จบอรรถกถาอุปาทสูตรที่ ๙

217