ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 178 (เล่ม 30)

[๓๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอนุสัย ๗ อย่าง
นี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบอนุสยสูตรที่ ๕
๖. กามคุณสูตร
กามคุณ ๕
[๓๔๓] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่างนี้
๕ อย่างเป็นไฉน คือ รูปที่พึงรู้ได้ด้วยตา. อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้ด้วยหู . . . กลิ่นที่พึงรู้ด้วยจมูก. . .
รสที่พึงรู้ด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่พึงรู่ด้วยกาย อันนี้ปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารัก ยั่วยวน ชวนให้กำ หนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕
อย่างนี้แล.
[๓๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำ หนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละกามคุณ ๕
อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบกามคุณสูตรที่ ๖

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 179 (เล่ม 30)

๗. นีวรณสูตร
นิวรณ์ ๕
[๓๔๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์ ๕ อย่างนี้
๕ อย่างเป็นไฉน คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑ พยาบาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑
อุธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิวรณ์
๕ อย่างนี้แล.
[๓๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละนิวรณ์ ๕ อย่าง
นี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบนีวรณสูตรที่ ๗
๘. อุปาทานขันธสูตร
อุปทานขันธ์ ๕
[๓๔๗] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ อย่าง
นี้ ๕ อย่างเป็นไฉน ได้แก่อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑
อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕. อย่างนี้แล.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 180 (เล่ม 30)

[๓๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอัน ประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุปาทานขันธ์
๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบอุปาทานขันธสูตรที่ ๘
๙. โอรัมภาคิยสูตร
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๓๔๙] สาวัตถีนิทาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑
สีลัพพตปรามาส ๑ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์
อันเป็นล้วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล.
[๓๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำ หนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อัน
เป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้แล ฯลฯ ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้ ฯลฯ
จบโอรัมภาคิยสูตรที่ ๙

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 181 (เล่ม 30)

๑๐. ปฐมอุทธัมภาคิยสูตร
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๓๕๑] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งกาย สังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องสูง ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑
อุจทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง
๕ อย่างนี้แล.
[๓๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๕ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำ หนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อัน
เป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อภัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อ
กำ หนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นล้วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล.
จบปฐมอุทธัมภาคิยสูตรที่ ๑๐

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 182 (เล่ม 30)

๑๑. ทุติยอุทธัมภาคิยสูตร
ว่าด้วยวิธีกำจัดอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕
[๓๕๓] สาวัตถีท่าน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วน
เบื้องสูง ๕ อย่างนี้ ๕ อย่างเป็นไฉน คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑
อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง
๕ อย่างนี้แล.
[๓๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อัน
เป็นส่วนเบื้องสูง ๕ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำ จัด
ราคะเป็นที่สุด มีอันกำ จัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำ จัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำ จัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด
มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ
มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันหยั่ง
ลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ ย้อมเจริญสัมมาทิฏฐิ
อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฯลฯ ย่อมเจริญ
สัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้
เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง
๕ อย่างนี้แล.
จบทุติยอุทธัมภาคิยสูตรที่ ๑๑
จบโอฆวรรคที่ ๑๓
จบมัคคสังยุต

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 183 (เล่ม 30)

โอฆวรรควรรณนาที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในโอฆวรรค.
บทว่า กาโมโฆ ได้แก่ ความกำ หนัดด้วยความพอใจในกามคุณ ๕.
บทว่า ภโวโฆ ได้แก่ ความกำ หนัดด้วยความพอใจในรูปราคะและอรูปราคะ.
บทว่า ทิฎฺโฐโฆ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒. บทว่า อวิชฺโชโฆ ได้แก่ ความ
ไม่รู้ในอริยสัจ ๔. แม้ในกามโยคะเป็นต้นก็มีนัยนี้แล.
บทว่า กามุปาทานํ ได้แก่ การยึดถือกาม. แม้ในบทมีบทว่า
ทิฏฺฐุปาทา เป็นต้น ก็มีนัยนี้แล.
บทว่า คนฺถา ได้แก่ เครื่องร้อยรัด คือติดแน่น. บทว่า กาย-
คนฺโถ ได้แก่ เครื่องร้อยรัดแห่งนามกาย คือกิเลสเครื่องร้อยรัดแน่น.
บทว่า อิทํ สจฺจาภินิเวโส ได้แก่ ยึดมั่นอย่างนี้ว่า นี้แหละจริง เกิดขึ้น
ด้วยอำนาจอันตคาหิกทิฎฐิ. บทว่า กามราคานุสโย ความว่า ชื่อว่า
กามราคานุสัย เพราะอรรถว่า ไปด้วยกำ ลัง แม้ในสูตรที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
บทว่า โอรมฺภาคิยานิ คือสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ. บทว่า
สญฺโญชนานิ ได้แก่ เครื่องผูกมัด. บทว่า อุทฺธมฺภาคิยานิ ได้แก่
สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูง. สูตรที่เหลือในที่ทั้งปวงมีความง่ายทั้งนั้น ด้วย
ประการฉะนี้.
จบโอฆวรรควรรณนาที่ ๑๓
จบอรรถกถามัคคสังยุต
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร ๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสสยสูตร ๖. กามคุณสูตร ๗. นีวรณสูตร ๘. อุปาทานขันธสูตร
๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. ปฐมอุทธัมภาคิยสูตร ๑๑. ทุติยอุทธัมภาคิยสูตร

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 184 (เล่ม 30)

โพชฌงคสังยุต
ปัพพตวรรคที่ ๑
๑. หิมวันตสูตร
ผู้เจริญโพชฌงค์ถึงความเป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลาย
[๓๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขาชื่อหิมวันต์
มีกายเติบโต มีกำ ลัง ครั้นกายเติบโต มีกำ ลังขุนเขานั้นแล้ว ย้อมลงสู่
บึงน้อย ครั้นลงสู่บึงน้อยแล้ว ย้อมลงสู่บึงใหญ่ ครั้นลงสู่บึงใหญ่แล้ว
ย่อมลงสู่แม้น้ำน้อย ครั้นลงสู่แม่น้ำน้อยแล้ว ย่อมลงสู่แม่น้ำใหญ่ ครั้นลงสู่
แม่น้ำใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่มหาสมุทรสาคร นาคพวกนั้น ย่อมถึงความโตใหญ่
ทางกายในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลแล้ว
เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์
ในธรรมทั้งหลง ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๓๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างไร จึงถึงความเป็นใหญ่
ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
การสละ ย่อมเจริญธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ . . . วิริยสัมโพชฌงค์. . . ปีติ
สัมโพชฌงค์. . . ปัสสัทธิสัมโพชณงค์. . . สมาธิสัมโพชฌงค์. . . อุเบกขา
สัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญโพชฌงค์ ๗
กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล จึงถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรม
ทั้งหลาย.
จบหิมวันตสูตรที่ ๑

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 185 (เล่ม 30)

อรรถกถาโพชฌงคสังยุต
ปัพพตวรรควรรณนาที่ ๑
อรรถกถาหิมวันตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในหิมวันตสูตรที่ ๑ แห่งโพชฌังคสังยุต.
บทว่า นาคา ความว่า นาคแม้เหล่านี้ อยู่ระหว่างคลื่น บนหลัง
มหาสมุทร หาอยู่ในวิมานไม่. นาคเกล้านั้นมีกายเติบโตเป็นต้น เพราะอาศัย
ภูเขาหิมวันต์ ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้วในหนหลัง. ในบทว่า
โพชฺณงฺเค นี้ ชื่อว่าโพชฌงค์เพราะเป็นองค์แห่งความตรัสรู้ หรือองค์ของ
ผู้ตรัสรู้. มีคำที่ท่านอธิบายไว้อย่างไร ธรรมสามัคคีนี้ท่านเรียกว่า โพธิ
เพราะอธิบายไว้ว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี กล่าวคือ สติ
ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ซึ่งเป็นปฎิปักษ์ต่ออุปัทวะ
หลายอย่างมี ลีนะ ความหดหู่ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ปติฎฐานะ
ความตั้งอยู่ อายูหนะ การรวบรวม กามสุขัลลิกานุโยค ทำความเพียร
ในกามสุข อัตตกิลมถานุโยค ทำความเพียรในการทำตนให้ลำบาก อุจเฉท-
ทิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง และอภินิเวส
ความยึดมั่นเป็นต้น เมื่อธรรมสามัคคีเกิดขึ้นอยู่ ในขณะแห่งมรรคที่เป็น
โลกิยะและโลกุตระดังนี้ บทว่า พุชฺฌติ มีอธิบายว่า พระอริยสาวก ย่อม
ลุกขึ้นจากความหลับคือกิเลสสันดาน คือตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือย่อมกระทำ
นิพพานให้แจ้ง. สมดังที่ท่านกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเจริญโพชฌงค์ ๗
ตรัสรู้แล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. ชื่อว่า โพชฌงค์เพราะเป็นองค์

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 186 (เล่ม 30)

แห่งความตรัสรู้ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้น เหมือนองค์แห่งฌานและองค์
แห่งมรรคเป็นต้น. ส่วนพระอริยสาวก เรียกว่า โพธิ เพราะอธิบายว่า
ย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีนี้ มีประการตามที่กล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของผู้ตรัสรู้นั้นบ้าง เหมือนองค์แห่งเสนา
และองค์แห่งรถเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ จึงกล่าวว่า
อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์ของบุคคลผู้ตรัสรู้.
ถามว่า ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่าอย่างไร.
ตอบว่า ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความตรัสรู้ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ตาม
เพราะอรรถว่า ตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้ดี. พึงทราบ
อรรถแห่งโพชฌงค์ แม้โดยนัยแห่งปฏิสัมภิทาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้แล
ส่วนในบทเป็นต้นว่า สติสมฺโพชฺณงฺคํ พึงทราบอรรถในบททั้งปวง
อย่างนี้ว่า ชื่อว่า สัมโพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ อันประเสริฐ
และดี สัมโพชฌงค์คือสติ ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์ ซึ่งสติสัมโพชฌงค์นั้น.
บทว่า ภาเวติ คือ ให้เจริญ อธิบายว่า ย่อมให้เกิดคือย่อมให้บังเกิดบ่อย ๆ
ในจิตสันดานของตน บททั้งหลายมีอาทิว่า วิเวกนิสฺสิตํ พึงทราบโดยนัย
อันกล่าวแล้วในบทนี้ว่า ภิกษุย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิอาศัยวิเวกดังนี้ ในโกสล-
สังยุต.
ส่วนความต่างกันดังนี้ ในโกสลลังยุตนั้น ท่านกล่าววิเวกไว้ ๓ อย่าง
คือ อาศัยตทังควิเวก สมุจเฉทวิเวก นิลสรณวิเวก. ส่วนอาจารย์บางพวก
กล่าวถึงผู้เจริญโพชฌงค์อาศัยวิเวก ๕ อย่างก็มี. ก็อาจารย์เหล่านั้นย่อมยก
โพชฌงค์ขึ้นแสดงอย่างนี้ ในขณะแห่งพลววิปัสสนา มรรคและผลอย่างเดียว
ก็หามิได้ ย่อมยกขึ้นแสดงแม้ในกสิณฌาน อานาปานสติ อสุภกัมมัฏฐาน

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 187 (เล่ม 30)

และพรหมวิหารฌาน อันเป็นบาทของวิปัสสนา อาจารย์บางพวกเหล่านั้น
จึงไม่สำเร็จตามพระอรรถกถาจารย์ เพราะฉะนั้น ตามมติของท่านเหล่านั้น
ในขณะแห่งความเป็นไปแห่งฌานเหล่านั้น ว่าโดยกิจ ฌานก็ยังอาศัยวิก-
ขัมภนวิเวก. ในขณะแห่งวิปัสสนา ท่านกล่าวว่า โดยอัธยาศัย ภิกษุย่อมเจริญ
วิปัสสนา อาศัยนิสสรณวิเวก ฉันใด. ก็ควรจะกล่าวว่า ภิกษุย่อมเจริญ
โพชฌงค์ อาศัยปฏิปัสสัทธิวิเวกฉันนั้น. คำที่เหลือในสูตรนี้มีนัยตามที่กล่าว
แล้วในหนหลังแล .
จบอรรถกถาหิมวันตสูตรที่ ๑
๒. กายสูตร
อาหารของนิวรณ์ ๕
[๓๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้
เพราะอาศัยอาการ ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ ๕ ก็มีอาหาร
เป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้น
เหมือนกัน
[๓๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหาร ให้กามฉันท์ที่
ยังไม้เกิดเกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ศุภนิมิตมีอยู่ การกระทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในศุภนิมิตนั้น นี้เป็น
อาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น

187