ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 138 (เล่ม 30)

อัปปมาทวรรควรรณนาที่ ๑๐
อรรถกถาแห่งอัปปมาทเปยยาล
พึงทราบวินิจฉัยใน อัปปมาทเปยยาล.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้พึงเห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้
เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง ฉันใด ความไม่ประมาทอันเป็นตัวการเป็นธรรมเลิศกว่า
กุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง ฉันนั้น. ถามว่า ก็ความไม่ประมาทนี้เป็นโลกิยะ
มิใช่หรือ แต่กุศลธรรมเป็นโลกุตระก็มี อนึ่ง ความไม่ประมาทนี้เป็น
กามาวจร แต่กุศลธรรมทั้งหลายเป็นไปในภูมิ ๔ ความไม่ประมาทนี้จะเป็น
ธรรมเลิศกว่าธรรมเหล่านั้นได้อย่างไร. ตอบว่า เพราะกุศลธรรมเหล่านั้น
อันบุคคลผู้ได้ ย่อมได้ด้วยความไม่ประมาท เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาท
นั้นจึงเป็นธรรมเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นมูล ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ชงฺคลานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เที่ยวไปบนฟื้นแผ่นดิน. บทว่า
ปาณานํ ได้แก่พวกสัตว์มีเท้า. บทว่า ปทชาตานิ ได้แก่ เท้าทั้งหลาย. บทว่า
สโมธานํ คจฺฉนฺติ ได้แก่ ถึงการรวบรวมคือยกขึ้น. บทว่า อคฺคมกฺขายติ
ได้แก่ ย่อมกล่าวว่าประเสริฐที่สุด. บทว่า ยทิทํ มหนฺตตฺเตน ได้แก่
ย่อมกล่าวว่าเลิศโดยความเป็นธรรมยิ่งใหญ่. อธิบายว่า ไม่ใช่ กล่าวว่าเลิศ
ด้วยสามารถแห่งคุณ. บทว่า วสฺสิกํ ได้แก่ ดอกมะลิ.
มีเรื่องเล่าว่า พระภาคิยมหาร สดับเรื่องนี้แล้ว รับสั่งให้อบ
ด้วยกลิ่นดอกไม้ ๔ ชนิดในห้องหนึ่ง ด้วยพระประสงค์จะทดลองให้นำดอกไม้
มีกลิ่นหอม ตั้งดอกมะลิกำหนึ่งไว้กลางผอบใบหนึ่ง จัดดอกไม้ที่เหลือกำ
หนึ่ง ๆ ตั้งไว้โดยรอบดอกมะลินั้น ทรงปิดพระทวารเสด็จออกไปข้างนอก เมื่อ

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 139 (เล่ม 30)

พระองค์รอเวลาผ่านไปครู่หนึ่งจึงเปิดพระทวารเสด็จเข้าไป กลิ่นดอกมะลิ
กระทบพระฆานะก่อนดอกไม้ทั้งหมด. พระองค์เสด็จบ่ายพระพักตร์ทรงไปยัง
มหาเจดีย์ ทรงหมอบลง ณ พื้นแผ่นดินใหญ่นั้นเอง ถวายบังคมพระเจดีย์
ด้วยทรงพระดำริว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่
เลิศกว่าดอกไม้ทั้งหลาย เป็นอันพระองค์ตรัสถูกต้องแล้ว ดังนี้.
บทว่า กุฎฺฐราชาโน ได้แก่ พระราชาผู้น้อย. บาลีว่า กุฏราชาโน
ดังนี้ก็มี. บทว่า ตนฺตาวุตานํ ตัดบทเป็น ตนฺเต อาวุตานํ ความว่า
ยกด้ายขึ้น คือทอ. บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งปฐมาวิภัตติ. บทว่า
ยานิกานิจิ ตนฺตาวุตานิ นี้มีเนื้อความในตอนต้น. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็น
เนื้อความในบทนี้แม้โดยนัยแห่งปาฐะที่เหลืออย่างนี้ว่า ตนฺตาวุตานํ อาวุ-
ตานิ กานิจิ วตฺถานิ ดังนี้ แปลว่า ผ้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ทอด้วยด้าย.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.
จบอัปปมาทวรรควรรณนาที่ ๑๐
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมตถาคตสูตร ๒. ทุติยตถาคตสูตร ๓. ตติยตถาคตสูตร
๔. จตุตถตถาคตสูตร ๕. ปทสูตร ๖. กูฏสูตร ๗. มูลคันธสูตร
๘. สารคันธสูตร ๙. ปุปผคันธสูตร ๑๐. กุฏฐราชาสูตร ๑๑. จันทิมสูตร
๑๒. สุริยสูตร ๑๓. วัตถสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 140 (เล่ม 30)

พลกรณียวรรคที่ ๑๑
๑. ปฐมพลกรณียสูตร
อาศัยศีล เจริญอริยมรรคน้อมไปในการสละ
[๒๖๔] สาวัตถีนิทาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วย
กำ ลังอย่างใดอย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดิน
ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้ อันบุคคล
ย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
จึงเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๒๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึง
เจริญอริยมรรคอันประกอบกวยองค์ ๘ กระทำให้มากซี่งอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ
สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อินอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน
การสละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญ
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซี่งอริยมรรคอันประกอบด้วย
องค์ ๘ อย่างนี้แล.
จบ ปฐมพลกรณียสูตรที่ ๑

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 141 (เล่ม 30)

พลกรณียวรรควรรณนาที่ ๑๑
อรรถกถาปฐมพลกรณียสูตร
พึงทราบวินิจฉัยใน พลกรณียวรรค.
บทว่า พลกรณียา ได้แก่ การงานมีการวิ่ง การกระโดด การก้ม
และการหว่านเป็นตัน พึงทำด้วยกำ ลังขาและกำ ลังแขน. บทว่า สีเล
ปติฎฺฐาย ได้แก่ ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล บทว่า อฏฐงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่
อริยมรรคกับวิปัสสนา.
จบอรรถกถาปฐมพลกรณียสูตรที่ ๑
๒. ทุติยพลกรณียสูตร *
อาศัยศีล เจริญอริยมรรคมีการาจำกัดราคะ
[๒๖๖] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำ
ด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัย
แผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้
อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉัดใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่
ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่ง
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.
* สูตรที่ ๒ - ๔ ไม่มีอรรถกถา

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 142 (เล่ม 30)

[๒๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำ จัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำ จัดโทสะเป็นที่สุด
มีอันกำ จัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำ จัดราคะเป็น
ที่สุด มีอันกำ จัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำ จัดโมหะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
จบทุติยพลกรณียสูตรที่ ๒
๓. ตติยพลกรณียสูตร
อาศัยศีล เจริญอริยมรรคอันหยั่งลงสู่อมตะ
[๒๖๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำ
ด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัย
แผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังเหล่านี้
อันบุคคลย่อมกระทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่
ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่ง
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๒๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึง
เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากชี่งอริยมรรคอันประกอบ

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 143 (เล่ม 30)

ด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ
สัมมาทิฏฐิ อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันหยังลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็น
ที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรค
อันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากชี่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
อย่างนี้แล.
จบตติยพลกรณียสูตรที่ ๓
๔. จตุตถพลกรณียสูตร
อาศัยศีล เจริญอริยมรรคน้อมไปสู่นิพพาน
[๒๗๐] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำ
ด้วยกำ ลังอย่างใดอย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัย
แผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ การงานที่พึงทำด้วยกำลังเหล่านี้
อันบุคคลย่อมทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล
แล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซี่งอริยมรรค
อันประกอบด้วยองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๒๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึง
เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากชี่งอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ
สัมมาทิฏฐิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนโปสู่นิพพาน ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 144 (เล่ม 30)

นิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญ
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซี่งอริยมรรคอันประกอบด้วย
องค์ ๘ อย่างนี้แล.
จบจตุตถพลกรณียสูตรที่ ๔
๕. พีชสูตร
ผู้อาศัยศีล เจริญอริยมรรค เหมือนพืชอาศัยแผ่นดิน
[๒๗๒] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคาม
ชนิดใดชนิดหนึ่งนี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต พืชคามและภูตคาม
ทั้งหมดนั้นอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน กึงถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต
พืชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต ด้วยอาการ
อย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อม
ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน.
[๒๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ
อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซี่งอริยมรรคอันประกอบด้วย
องค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมทั้งหลาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัย
วิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมา-
สมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบ

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 145 (เล่ม 30)

ด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล
ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมทั้งหลาย.
จบพีชสูตรที่ ๕
อรรถกถาพีชสูตร
ในบทว่า พีชคามภูตคามา นี้ พึงทราบว่า พืช ๕ ชนิด ชื่อว่า
พีชคาม พืชนั้นนั่นแล สมบูรณ์ด้วยใบ ชื่อว่า ภูตคาม ตั้งแต่มีสีเขียว
บทว่า พลํ คาเหนฺติ ได้แก่ ถึงความเจริญงอกงาม คือ มีลำต้นมั่นคง.
นี้เป็นกถาตามลำดับในบทว่า กุสุพฺเภ โอตรนฺติ เป็นต้น.
จบอรรถกถาพีชสูตรที่ ๕
๖. นาคสูตร
ผู้อาศัยศีลเจริญอริยมรรคเหมือนนาคอาศัยขุนเขา
[๒๗๔] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนาคอาศัยขุนเขา
ชื่อหิมวันต์ มีกายเติบโต มีกำลัง ครั้นมีกายเติบโต มีกำลังที่ขุนเขานั้นแล้ว
ย่อมลงสู่บึงน้อย ครั้นลงสู่บึงน้อยแล้ว ย่อมลงสู่บึงใหญ่ ครั้นลงสู่บึงใหญ่
แล้ว ย่อมลงสู่แม้น้ำน้อย ครั้นลงสู่แม่น้ำน้อยแล้ว ย่อมลงสู่แม้น้ำใหญ่
ครั้นลงสู่แม่น้ำใหญ่แล้ว ย่อมลงสู่มหาสมุทรสาคร นาคพวกนั้นย่อมถึงความ
โตใหญ่ทางกายในมหาสมุทรสาครนั้น แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 146 (เล่ม 30)

แล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ฉันนั้น
เหมือนกัน.
[๒๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ย่อมถึงความเป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ
อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ย้อมถึงความ
เป็นใหญ่ไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย.
จบนาคสูตรที่ ๖
อรรถกถานาคสูตร
พวกนางนาคตั้งครรภ์ในอุตุสมัย พากันคิดว่า หากเราจักคลอดใน
บึงน้อยนี้ พวกลูก ๆ ของเราจักไม่อาจทนกำลังของกระแสคลื่นและครุฑที่โลด
แล่นมาได้ดังนี้ แม้นาคเหล่านั้น จึงพากันดำลงในมหาสมุทรถึงประตูมีปาก
ทางร่วมกัน พากันเขาไปยังแม้น้ำใหญ่ ๕ สาย แล้วไปสู่ป่าหิมวันต์. ณ ที่
นั้น พวกนางนาคอาศัยอยู่ที่ถ้ำทอง ถ้ำเงิน และถ้าแก้วมณีซึ่งพวกครุฑ
เข้าไปไม่ได้ จึงคลอดแล้วสอนให้ลูกนาคหยั่งลงในน้ำประมาณขอเท้าเป็นต้น

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 147 (เล่ม 30)

แล้วข้ามน้ำไปได้. ต่อจากนั้น เมื่อใดพวกนาคเหล่านั้นข้ามแม้น้ำคงคา
เป็นต้นได้โดยลำดับ สามารถข้ามไปมาได้คือข้ามจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้ม ข้าม
จากฝั่งโน้นมาฝั่งนี้ได้ เมื่อนั้น แม้นาคทั้งหลายรู้ว่า บัดนี้ ลูก ๆ ของเราสามารถ
ทนกระแสคลื่นและกำ ลังครุฑได้แล้ว จึงให้เมฆใหญ่ตั้งขึ้นด้วยอานุภาพของ
ตน ให้ฝนตกดุจทำป่าหิมวันต์ทั้งสิ้นให้มีน้ำเป็นสายเดียวกัน นิรมิตเรือสำเร็จ
ด้วยทองและเงินเป็นต้น ดาดเพดานผ้ามีพวงดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมตลบ วิจิตร
ด้วยดาวทองเบื้องบน ถือเอาสูราอาหารและดอกไม้มีกลิ่นหอมเป็นต้น แล่น
ไปกังมหานทีทั้งห้าด้วยเรือเหล่านั้น ถึงมหาสมุทรโดยลำดับ. ก็พวกนาคอาศัย
อยู่ ณ ที่นั้น เติบโตขึ้นประมาณ ร้อยวา พันวา แสนวา ชื่อว่า ถึงความ
เป็นผู้เจริญเติบโตไพบูลย์.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงเห็นว่า ภูเขาหิมวันต์ คือจตุปาริสุทธ-
ศีล โยคาวจรดุจลูกนาค อริยมรรคดุจบึงเป็นต้น นิพพานดุจมหาสมุทร
ลูกนาคทั้งหลายดำรงอยู่ในป่าหิมวันต์ถึงมหาสมุทรด้วยบึงเป็นต้น ถึงความเป็น
ผู้มีร่างกายใหญ่โตฉันใด พระโยคีทั้งหลายอาศัยศีล ตัวอยู่ในศีล บรรลุ
นิพพานด้วยอริยมรรค ถึงความเป็นผู้มีสรีระคือคุณธรรมอันใหญ่ในอภิญญา
ธรรมทั้งหลายอันมาถึงแล้ว ด้วยอรหัตมรรค ฉันนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถานาคสูตรที่ ๖

147