ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 48 (เล่ม 30)

พอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถาม
ท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า อพรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ อพรหม-
จรรย์เป็นไฉนหนอ. ท่านพระอานนท์ตอบว่า ดีละๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด
ช่างแสวงหาปัญหา ช่างไต่ถาม ก็ท่านถามอย่างนี้หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียก
ว่า อพรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ อพรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ.
ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ.
อา. มิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ
มิจฉาสมาธิ นี้แลเป็นอพรหมจรรย์.
จบปฐมกุกกุฏารามสูตรที่ ๘
อรรถกถาปฐมกุกกุฏาราม
พึงทราบวินิจฉัยในกุกกุฏารามสูตรที่ ๘
บทว่า อุมฺมงฺโค ได้แก่ พิจารณาปัญหา ด้วยปัญหา คือ แสวง
หาปัญหา. บทว่า เอวํ หิ ตฺวํ อาวุโส นี้ พระอานนท์กล่าวแล้ว เพื่อ
ต้องการให้ท่านภัททะตั้งคำถาม.
จบอรรถกถากุกกุฏารามสูตรที่ ๘

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 49 (เล่ม 30)

๙. ทุตยกุกกุฏารามสูตร
อริยมรรค ชื่อว่า พรหมจรรย์
[๕๗] ปาฏลิปุตตนิทาน. พระภัททะถามว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า
พรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉน.
พระอานนทเถระตอบว่า ดีละ ๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่าง
แสวงหาปัญหา ช่างไต่ถาม ก็ท่านถามอย่างนี้หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า
พรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ ที่สุดของพรหมจรรย์เป็นไฉน.
ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ.
อา. อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมา-
สมาธิ นี้แลเป็นพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นที่สุดของ
พรหมจรรย์.
จบทุติยกุกกุฏารามสูตรที่ ๙
๑๐. ตติยกุกกุฏารามสูตร
ว่าด้วยพรหมจรรย์ พรหมจารี
[๕๘] ปาฏลิปุตตนิทาน. พระภัททะถามว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า
พรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ พรหมจารีเป็นไฉน ที่สุด
ของพรหมจรรย์เป็นไฉน.
พระอานนทเถระตอบว่า ดีละ ๆ ท่านภัททะ ท่านช่างคิด ช่างแสวง
หาปัญหา ช่างไต่ถาม ก็ท่านถามอย่างนี้หรือว่า ท่านอานนท์ ที่เรียกว่า
พรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ พรหมจรรย์เป็นไฉนหนอ พรหมจารีเป็นไฉน ที่สุด
ของพรหมจรรย์เป็นไฉน.

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 50 (เล่ม 30)

ภ. อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ.
อา. อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมา
สมาธิ นี้แล เป็นพรหมจรรย์ บุคคลผู้ประกอบด้วยอริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ นี้เรียกว่าเป็นพรหมจารี ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็น
ที่สุดของพรหมจรรย์.
จบตติยกุกกุฏารามสูตรที่ ๑๐
อรรถกถา
สูตรที่ ๙-๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบวิหารวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมวิหารสูตร ๒. ทุติยวิหารสูตร ๓. เสขสูตร ๔.ปฐม-
อุปปาทสูตร ๕. ทุติยอุปปาทสูตร ๖. ปฐมปริสุทธสูตร ๗. ทุติยปริสุทธ-
สูตร ๘. ปฐมกุกกุฏารามสูตร ๙. ทุติยกุกกุฏารามสูตร ๑๐. ตติยกุกกุฏา-
รามสูตร

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 51 (เล่ม 30)

มิจฉัตตวรรคที่ ๓
๑. มิจฉัตตสูตร*
ความเห็นผิดและความเห็นถูก
[๕๙] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงมิจฉัตตะ
(ความผิด) และสัมมัตตะ (ความถูก) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง
เรื่องนั้น.
[๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉัตตะเป็นไฉน ความเห็นผิด ฯลฯ
ความตั้งใจผิด นี้เรียกว่า มิจฉัตตะ.
[๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมัตตะเป็นไฉน ความเห็นชอบ ฯลฯ
ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมัตตะ.
จบมิจฉัตตสูตรที่ ๑
๒. อกุศลธรรมสูตร
อกุศลธรรมและกุศลธรรม
[๖๒] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอกุศลธรรม
และกุศลธรรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
* อรรถกถาแก้รวมกันไว้ท้ายวรรคนี้.

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 52 (เล่ม 30)

[๖๓] คูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อกุศลธรรมเป็นไฉน ความเห็นผิด ฯลฯ
ความตั้งใจผิด นี้เรียกว่า อกุศลธรรม.
[๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กุศลธรรมเป็นไฉน ความเห็นชอบ
ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า กุศลธรรม.
จบอกุศลธรรมสูตรที่ ๒
๓. ปฐมปฏิปทาสูตร
มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา
[๖๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมิจฉาปฏิปทา
และสัมมาปฏิปทาแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทาเป็นไฉน ความเห็นผิด
ฯลฯ ความตั้งใจผิด นี้เรียกว่า มิจฉาปฏิปทา.
[๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน ความเห็นชอบ
ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา.
จบปฐมปฏิปทาสูตรที่ ๓

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 53 (เล่ม 30)

๔. ทุติยปฏิปทาสูตร
ว่าด้วยญายธรรม
[๖๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญมิจฉา-
ปฏิปทาของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อม
ไม่ยังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติผิดเป็นตัวเหตุ ก็
มิจฉาปฏิปทาเป็นไฉน ความเห็นผิด ฯ ลฯ ความตั้งใจผิด นี้เรียกว่า
มิจฉาปฏิปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญมิจฉาปฏิปทาของคฤหัสถ์
หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติผิดแล้ว ย่อมไม่ยังญายธรรมอัน
เป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติผิดเป็นตัวเหตุ.
[๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถ์
หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมยังญายธรรมอัน
เป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความปฏิบัติชอบเป็นตัวเหตุ ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน
ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เราสรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถ์หรือบรรพชิต คฤหัสถ์หรือ
บรรพชิตปฏิบัติชอบแล้ว ย่อมยังญายธรรมอันเป็นกุศลให้สำเร็จ เพราะความ
ปฏิบัติชอบเป็นตัวเหตุ.
จบทุติยปฏิปทาสูตรที่ ๔

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 54 (เล่ม 30)

๕. ปฐมอสัปปุริสสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษ
[๗๐] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและ
สัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
[๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด
พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.
[๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีพ
ชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ.
จบปฐมอสัปปุริสสูตรที่ ๕
๖. ทุติยอสัปปุริสสูตร
ว่าด้วยอสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่า
[๗๓] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ
และอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษ
ผู้ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 55 (เล่ม 30)

[๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าอสัตบุรุษเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด ฯลฯ ตั้งใจผิด รู้ผิด พ้นผิด
บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่า อสัตบุรุษ.
[๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษเป็นไฉน บุคคลบางคนใน
โลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ.
[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าสัตบุรุษเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ รู้ชอบ
พ้นชอบ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าสัตบุรุษ.
จบทุติยอสัปปุริสสูตรที่ ๖
๗. กุมภสูตร
ว่าด้วยธรรมเครื่องรองรับจิต
[๗๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อที่
ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก
ฉันใด จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มี
เครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ยาก.
[๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเครื่องรองรับจิต อริยมรรค
อันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เป็นเครื่อง
รองรับจิต.
[๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับ
ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อมตกลงไปได้ยาก ฉันใด จิตก็ฉันนั้น

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 56 (เล่ม 30)

เหมือนกัน ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับ ย่อม
กลิ้งไปได้ยาก.
จบกุมภสูตรที่ ๗
๘. สมาธิ
ว่าด้วยสัมมาสมาธิอันประเสริฐ
[๘๑] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิ
อันประเสริฐ พร้อมทั้งเหตุ พร้อมทั้งเครื่องประกอบแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น.
[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิอันประเสริฐ พร้อมทั้งเหตุ
พร้อมทั้งเครื่องประกอบเป็นไฉน คือความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ.
[๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ความ
ที่จิตมีเครื่องประกอบด้วยองค์ ๗ ประการเหล่านี้นั้น เรียกว่าสัมมาสมาธิอัน
ประเสริฐ พร้อมทั้งเหตุบ้าง พร้อมทั้งเครื่องประกอบบ้าง.
จบสมาธิสูตรที่ ๘

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 57 (เล่ม 30)

๙. เวทนาสูตร
เจริญอริยมรรคเพื่อกำหนดรู้เวทนา
[๘๔] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ ประการนี้
๓ ประการเป็นไฉน คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑
เวทนา ๓ ประการนี้แล.
[๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ บุคคล
พึงเจริญ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
เป็นไฉน คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ อริยมรรคอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ บุคคลพึงเจริญ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ประการนี้แล.
จบเวทนาสูตรที่ ๙
๑๐. อุตติยสูตร
เจริญอริยมรรคเพื่อละกามคุณ ๕
[๘๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระอุตติยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ
ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
แล้ว กามคุณ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเป็นไฉนหนอ.

57