ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 18 (เล่ม 30)

ให้หมดพยศ ผู้นั้นชื่อว่า สารถีผู้รักษาสามารถฉันใด สติของรถคือมรรค
ก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า สตินี้มีการรักษาเป็นเหตุปรากฏและย่อมพิจารณาคติ
แห่งธรรมทั้งหลายทั้งกุศลและอกุศล ดังนี้.
บทว่า รโถ ได้แก่ รถคืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า
สีลปริกฺขาโร ความว่า รถมีจาตุปาริสุทธิศีลเป็นเครื่องประดับ. บทว่า
ฌานกฺโข ความว่า มีเพลาทำด้วยฌาน ด้วยสามารถแห่งองค์ฌาน ๕
สัมปยุตด้วยวิปัสสนา. บทว่า จกฺกวีริโย คือมีความเพียรเป็นล้อ อธิบายว่า
ความเพียร ๒ กล่าวคือทางกายและทางจิต เป็นล้อของความเพียร. บทว่า
อุเปกฺขา ธุรสมาธิ ความว่า สมาธิของทูบ ชื่อว่า ธุรสมาธิ อธิบายว่า
ความที่ส่วนของแอกแม้ทั้งสองสม่ำเสมอ เพราะไม่มีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ. ฝ่าย
ตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้ ย่อมนำความที่จิตตุปบาทหดหู่และฟุ้งซ่านไปเสียแล้ว
จึงดำรงจิตในท่ามกลางแห่งการประกอบความเพียร เพราะฉะนั้น พระองค์
จึงตรัสว่า เป็นธุรสมาธิของรถคือมรรคนี้. บทว่า อนิจฺฉา ปริวารณํ
ความว่า ความไม่อยากได้ กล่าวคืออโลภะของรถคืออริยมรรคแม้นี้ ชื่อว่า
เป็นประทุน เหมือนหนังราชสีห์เป็นต้น เป็นเครื่องหุ้มภายนอกรถฉะนั้น.
บทว่า อพฺยาปาโท ได้แก่ เมตตาและส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.
บทว่า อวิหึสา ได้แก่ กรุณาและส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา. บทว่า วิเวโก
ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างมีกายวิเวกเป็นต้น. บทว่า ยสฺส อาวุธํ ความว่า
อาวุธ ๕ อย่าง อย่างนี้ ย่อมมีแก่กุลบุตรผู้ดำรงอยู่ในรถคืออริยมรรค คนยืน
อยู่ในรถ ย่อมแทงสัตว์ทั้งหลายด้วยอาวุธ ๕ ไค้ฉันใด แม้โยคาวจร ยืนอยู่
ในรถแห่งโลกิยมรรค และโลกุตรมรรคนี้ ย่อมแทงซึ่งโทสะด้วยเมตตา แทง
ความเบียดเบียนด้วยกรุณา แทงความคลุกคลีคณะด้วยกายวิเวก แทงคลุกคลี
กิเลสด้วยจิตวิเวก และแทงอกุศลทั้งปวงด้วยอุปธิวิเวก ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 19 (เล่ม 30)

ท่านจึงกล่าวอาวุธ ๕ อย่างนั้น ย่อมเป็นของกุลบุตรนั้น. บทว่า ตีติกฺขา
ความว่า ความอดทนด้วยความอดกลั้นคำของคนพูดชั่วเลวทราม. บทว่า
จมฺมสนฺนาโห ได้แก่ มีหนังเป็นเกราะ เหมือนคนรถสวมเกราะหนังยืนอยู่
บนรถย่อมอดทนต่อลูกศรทั้งหลายอันมาแล้วและมาแล้ว ลูกศรทั้งหลายย่อม
แทงบุคคลนั้นไม่ได้ ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ ย่อมอดทน
ถ้อยคำอันมาแล้วและมาแล้วได้ ถ้อยคำเหล่านั้น ย่อมแทงภิกษุผู้ประกอบด้วย
อธิวาสนขันติไม่ได้ ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความอดทนเป็น
เกราะหนัง. บทว่า โยคกฺเขมาย วตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษม
จากโยคะ ๔ คือ เพื่อนิพพาน กุลบุตรผู้มุ่งนิพพานย่อมดำเนินไปอย่างเดียว
อธิบายว่า ย่อมไม่หยุด ย่อมไม่ทำลาย ดังนี้.
บทว่า เอตทตฺตนิ สมฺภูตํ ความว่า ยานคือมรรคนั่น ย่อมชื่อว่า
เกิดในตน เพราะความที่ตนอาศัยการทำเยี่ยงบุรุษจงได้. บทว่า พฺรหฺมยานํ
อนุตฺตรํ ได้แก่ ยานอันประเสริฐ ไม่มียานอื่นเหมือน. บทว่า นิยฺยนฺติ
ธีรา โลกมฺหา ความว่า ยานนั่น ย่อมมีแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นเป็น
นักปราชญ์ คือ คนพวกบัณฑิต ย่อมออก คือย่อมไปจากโลก. บทว่า
อญฺญทตฺถุ ได้แก่ โดยส่วนเดียว. บทว่า ชยํ ชยํ ความว่า ชัยชนะอยู่
ซึ่งข้าศึกทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.
จบอรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๔

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 20 (เล่ม 30)

๕. กิมัตถิยสูตร
ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำหนดรู้ทุกข์
[๒๕] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
ประทานพระวโรกาส พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ถามพวกข้าพระองค์อย่างนี้
ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม
เพื่อประโยชน์อะไร พวกข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว จึงพยากรณ์แก่พวก
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเรา
อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ พวกข้า
พระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้วพยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่ากล่าวตามพระดำรัสที่พระผู้
มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง
พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไร ๆ จะไม่พึงถึง
ฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้ละหรือ.
[๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช่างเถิด
พวกเธอถูกถามอย่างนั้นแล้ว พยากรณ์อย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวตามคำที่เรากล่าว
ไว้แล้ว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการ
คล้อยตามวาทะที่ถูกไร ๆ จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้ เพราะพวก
เธออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อกำหนดรู้ทุกข์.
[๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พึงถาม
พวกเธออย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็หนทางมีอยู่หรือ ปฏิปทาเพื่อ

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 21 (เล่ม 30)

กำหนดรู้ทุกข์นั้นมีอยู่หรือ พวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่พวก
อัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย หนทางมีอยู่
ปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นมีอยู่.
[๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หนทางเป็นไฉน ปฏิปทาเพื่อกำหนด
รู้ทุกข์เป็นไฉน อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ
สัมมาสมาธิ นี้เป็นหนทาง นี้เป็นปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พวกเธอถูกถามอย่างนั้นแล้ว พึงพยากรณ์แก่พวกอัญญเดียรถีย์-
ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้.
จบกิมัตถิยสูตรที่ ๕
อรรถกถากิมัตถิยสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกิมัตถิยสูตรที่ ๕.
เอว ศัพท์ในบทว่า อยเมว มีอรรถแน่นอน. ย่อมห้ามมรรคอื่น
ด้วย เอว ศัพท์นั้น. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสทุกข์ในวัฏฏะ
และมรรคเจือปนกัน.
จบอรรถกถากิมัตถิยสูตรที่ ๕

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 22 (เล่ม 30)

๖. ปฐมภิกขุสูตร๑
มรรค ๘ เรียกว่าพรหมจรรย์
[๒๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ ๆ ดังนี้ ก็พรหมจรรย์เป็นไฉน ที่สุดแห่งพรหมจรรย์
เป็นไฉน.
[๓๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ อริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นพรหมจรรย์ ความสิ้น
ราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้ เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์.
จบปฐมภิกขุสูตรที่ ๖
๗. ทุติยภิกขุสูตร
ความกำจัดราคะ เป็นชื่อนิพพานธาตุ
[๓๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ที่เรียกว่า ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ ดังนี้ คำว่า
๑. สูตรที่ ๖ ไม่มีอรรถกถาแก้

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 23 (เล่ม 30)

ความกำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งอะไร
หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ คำว่า ความกำจัดราคะ
ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ เพราะเหตุ
นั้น จึงเรียกว่าธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ.
ความสิ้นราคะ ชื่อว่าอมตะ
[๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้ทูลถาม
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อมตะ ๆ ดังนี้ อมตะ
เป็นไฉน ทางที่จะให้ถึงอมตะเป็นไฉน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ
ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอมตะ อริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ คือ สัมมา-
ทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึงอมตะ.
จบทุติยภิกขุสูตรที่ ๗
อรรถกถาทุติยภิกขุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยภิกขุสูตรที่ ๗.
บทว่า นิพฺพานธาตุยา โข เอตํ ภิกฺเข อธิวจนํ ความว่า นั่น
เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็นอมตะ. บทว่า อาสวานํ
ขโย เตน วุจฺจติ ท่านแสดงว่า อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ
เพราะความกำจัดราคะเป็นต้นนั้นเสียได้. พระอรหัต ชื่อว่า ความสิ้นอาสวะ.
บทว่า ราควินโย เป็นอาทินั่น เป็นชื่อแม้ของพระอรหัตเท่านั้น. บทว่า

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 24 (เล่ม 30)

เอตทโวจ ความว่า เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาดในอนุสนธิ เมื่อทูลถามจึง
ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า พระศาสดาเมื่อตรัสว่า ธาตุ ก็ตรัสนิพพานแก่เราแล้ว
ส่วนทางแห่งนิพพานนั้นพระองค์ยังไม่ตรัส เราจักทูลให้พระองค์ตรัสทางแห่ง
นิพพานนั้น จึงทูลถามดังนี้ .
จบอรรถกถาทุติยภิกขุสูตรที่ ๗
๘. วิภังคสูตร
อริยมรรค ๘
[๓๓] สาวัตถีนิทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพึงอริยมรรคนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน
คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ.
[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ใน
ทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.
[๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริใน
การออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน
นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.
[๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไหน เจตนาเครื่องงา.
เว้น จากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา.

24
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 25 (เล่ม 30)

[๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน เจตนาเครื่อง
งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน จากอพรหมจรรย์ นี้เรียกว่า สัมมา-
กัมมันตะ.
[๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวกใน
ธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้
เรียกว่าสัมมาอาชีวะ.
[๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุในธรรม
วินัยนี้ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้
เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามก
ที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น พยายาม ปรารภความ
เพียร ประคองจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ
บริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ.
[๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสติเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัย
นี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ
พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
เนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
เนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย นี้เรียกว่า สัมมาสติ.
[๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรม
วินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ
และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 26 (เล่ม 30)

เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ
และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนาม
กาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้
ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์
ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุ
ให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ.
จบวิภังคสูตรที่ ๘
อรรถกถาวิภังคสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในวิภังคสูตรที่ ๘.
บทว่า กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ทรงจำแนกมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ โดยปริยายนั้นแล้ว ทรง
เริ่มเทศนานี้ เหมือนทรงประสงค์จะจำแนกโดยปริยายอื่นอีก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺเข ญาณํ ความว่า ญาณอื่นเกิดขึ้น
ด้วยอาการ ๔ ด้วยสามารถการฟัง ๑ การพิจารณารอบคอบ ๑ การแทงตลอด ๑
การพิจารณา ๑. แม้ในสมุทัยก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ส่วนในสองบทที่เหลือ
(นิโรธและมรรค) ญาณ ๓ อย่างเท่านั้น ย่อมควรเพราะการพิจารณาไม่มี
กัมมัฏฐานในสัจจะ ๔ นี้ พระองค์ทรงแสดงแล้วด้วยบทว่า ทุกฺเข ญาณํ
เป็นต้นด้วยอาการอย่างนี้.
ในบทเหล่านั้น สัจจะ ๒ ข้างต้น เป็นวัฏฏะ ๒ ข้างปลายเป็น
วิวัฏฏะ ในวัฏฏะและวิวัฏฏะเหล่านั้น ความยึดมั่นในกัมมัฏฐานของภิกษุมีใน

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 27 (เล่ม 30)

วัฏฏะ ในวิวัฏฏะความยึดมั่นไม่มี. ก็โยคาวจรเมื่อเรียนซึ่งสัจจะ ๒ ข้างต้น
ในสำนักของอาจารย์ ท่องด้วยวาจาบ่อย ๆ โดยสังเขปอย่างนี้ ปญฺจกฺขนฺธา
ทุกฺขํ ตณฺหาสมุทโย และโดยพิสดารมีนัยเป็นอาทิว่า กตเม ปญฺจกฺขนฺธา
รูปกฺขนฺโธ แล้วจึงทำกรรม. ส่วนในสัจจะ ๒ นอกนี้ เธอย่อมทำกรรม
ด้วยการฟังอย่างนี้ว่า นิโรธสัจจะ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มรรคสัจจะ
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เธอเมื่อทำอย่างนี้ ย่อมแทงตลอดซึ่งสัจจะ ๔
ด้วยปฏิเวธอย่างหนึ่ง ย่อมตรัสรู้ด้วยการตรัสรู้อย่างหนึ่ง ย่อมแทงตลอด
ทุกข์ได้ด้วยการกำหนดรู้ ซึ่งสมุทัยได้ด้วยการละ ซึ่งนิโรธได้ด้วยการทำให้
แจ้ง ย่อมแทงตลอดมรรคได้ด้วยการเจริญ. ย่อมตรัสรู้ทุกข์ได้ ด้วยการ
กำหนดรู้ ฯลฯ ย่อมตรัสรู้มรรคได้ด้วยการเจริญ.
การเรียน การไต่ถาม การฟัง การทรงไว้ การพิจารณาและ
การแทงตลอด ย่อมมีในสัจจะ ๒ (ทุกข์ สมุทัย) ในส่วนเบื้องต้นแห่ง
สัจจะ ๔ ด้วยประการอย่างนี้. การฟังและการแทงตลอดเท่านั้น ย่อมมีใน
สัจจะ ๒ (นิโรธ มรรค) ในกาลต่อมา ว่าโดยกิจ ปฏิเวธธรรมย่อมมี
ในสัจจะ ๓ (ทุกข์ สมุทัย มรรค). ในนิโรธ มีปฏิเวธเป็นอารมณ์. ส่วน
ปฏิเวธ ย่อมมีแก่สัจจะ ๔ ด้วยการพิจารณา. แต่การกำหนดในเบื้องต้น
ย่อมไม่มี. ความห่วงใย การรวบรวม การทำไว้ในใจ และการพิจารณา
ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้ผู้กำหนดอยู่ในเบื้องต้นว่า เราย่อมกำหนดรู้ทุกข์ ย่อมละ
สมุทัย ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ เราย่อมยังมรรคให้เกิด. ความห่วงใยเป็นต้น
ย่อมมีจำเดิมแต่การกำหนด. แต่ในกาลต่อมา ทุกข์ ย่อมเป็นอันเธอกำหนด
รู้แล้วแล ฯลฯ มรรค ย่อมเป็นอันเธอทำให้เกิดแล้ว.
ในสัจจะ ๔ เหล่านั้น สัจจะ ๒ ชื่อว่า เป็นธรรมลุ่มลึก เพราะ
เห็นได้ยาก. สัจจะ ๒ ชื่อว่า เห็นได้ยาก เพราะเป็นธรรมลุ่มลึก. จริงอยู่

27