ให้หมดพยศ ผู้นั้นชื่อว่า สารถีผู้รักษาสามารถฉันใด สติของรถคือมรรค
ก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า สตินี้มีการรักษาเป็นเหตุปรากฏและย่อมพิจารณาคติ
แห่งธรรมทั้งหลายทั้งกุศลและอกุศล ดังนี้.
บทว่า รโถ ได้แก่ รถคืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า
สีลปริกฺขาโร ความว่า รถมีจาตุปาริสุทธิศีลเป็นเครื่องประดับ. บทว่า
ฌานกฺโข ความว่า มีเพลาทำด้วยฌาน ด้วยสามารถแห่งองค์ฌาน ๕
สัมปยุตด้วยวิปัสสนา. บทว่า จกฺกวีริโย คือมีความเพียรเป็นล้อ อธิบายว่า
ความเพียร ๒ กล่าวคือทางกายและทางจิต เป็นล้อของความเพียร. บทว่า
อุเปกฺขา ธุรสมาธิ ความว่า สมาธิของทูบ ชื่อว่า ธุรสมาธิ อธิบายว่า
ความที่ส่วนของแอกแม้ทั้งสองสม่ำเสมอ เพราะไม่มีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ. ฝ่าย
ตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้ ย่อมนำความที่จิตตุปบาทหดหู่และฟุ้งซ่านไปเสียแล้ว
จึงดำรงจิตในท่ามกลางแห่งการประกอบความเพียร เพราะฉะนั้น พระองค์
จึงตรัสว่า เป็นธุรสมาธิของรถคือมรรคนี้. บทว่า อนิจฺฉา ปริวารณํ
ความว่า ความไม่อยากได้ กล่าวคืออโลภะของรถคืออริยมรรคแม้นี้ ชื่อว่า
เป็นประทุน เหมือนหนังราชสีห์เป็นต้น เป็นเครื่องหุ้มภายนอกรถฉะนั้น.
บทว่า อพฺยาปาโท ได้แก่ เมตตาและส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.
บทว่า อวิหึสา ได้แก่ กรุณาและส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา. บทว่า วิเวโก
ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างมีกายวิเวกเป็นต้น. บทว่า ยสฺส อาวุธํ ความว่า
อาวุธ ๕ อย่าง อย่างนี้ ย่อมมีแก่กุลบุตรผู้ดำรงอยู่ในรถคืออริยมรรค คนยืน
อยู่ในรถ ย่อมแทงสัตว์ทั้งหลายด้วยอาวุธ ๕ ไค้ฉันใด แม้โยคาวจร ยืนอยู่
ในรถแห่งโลกิยมรรค และโลกุตรมรรคนี้ ย่อมแทงซึ่งโทสะด้วยเมตตา แทง
ความเบียดเบียนด้วยกรุณา แทงความคลุกคลีคณะด้วยกายวิเวก แทงคลุกคลี
กิเลสด้วยจิตวิเวก และแทงอกุศลทั้งปวงด้วยอุปธิวิเวก ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น