ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 8 (เล่ม 30)

มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำได้มากซึ่งอริย-
มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล.
[๗] ดูก่อนอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อน
ดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่า
สัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้น
ไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูก่อนอานนท์
ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว
นั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล.
จบอุปัฑฒสูตรที่ ๒
อรรถกถาอุปัฑฒสูตร
อุปัฑฒสูตรที่ ๒ กล่าวไว้แล้วในโกสลสังยุตนั่นแล.

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 9 (เล่ม 30)

๓. สารีปุตตสูตร
ความเป็นผู้มีมิตรดี
[๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นเทียวนะ
พระเจ้าข้า.
[๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถูกละ ถูกละ สารีบุตร ความเป็น
ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ดูก่อนสารีบุตร
ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรค
ประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘.
[๑๐] ดูก่อนสารีบุตร ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อม
เจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ
สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป
ในการสละ ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญ
อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วย
องค์ ๘ อย่างนี้แล.
[๑๑] ดูก่อนสารีบุตร ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อน
ดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น นั้นพึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 10 (เล่ม 30)

มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจาก
ชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส
อุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูก่อนสารีบุตร ข้อว่า ความเป็น
ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น พึงทราบโดย
ปริยายนี้แล.
จบสารีปุตตสูตรที่ ๓
อรรถกถาสารีปุตตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสารีปุตตสูตรที่ ๓.
บทว่า สกลมิทํ ภนฺเต ความว่า พระอานนทเถระ ไม่รู้ว่า มรรค
พรหมจรรย์แม้ทั้งสิ้นอันตนได้เพราะอาศัยกัลยาณมิตรดังนี้ เพราะยังไม่ถึงที่
สุดแห่งสาวกบารมีญาณ. ส่วนพระธรรมเสนาบดีได้รู้เเล้ว เพราะดำรงอยู่ใน
ที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกราบทูลอย่างนี้. เพราะเหตุ
นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ประทานสาธุการแก่พระเถระนั้นว่า สาธุ
สาธุ ดังนี้.
จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๓

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 11 (เล่ม 30)

๔. พราหมณสูตร
อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง
[๑๒] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว
ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์
ออกจากกรุงสาวัตถี ด้วยรถเทียมม้าขาวล้วน ได้ยินว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว
เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถขาว เชือกขาว ด้ามปฏักขาว ร่ม
ขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาว พัดวาลวัชนีที่ด้ามพัดก็ขาว ชน
เห็นท่านผู้นี้แล้ว พูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ
รูปของยานประเสริฐหนอ ดังนี้.
[๑๓] ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้ว
เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
เวลาเช้าข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี
ข้าพระองค์เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ออกจากกรุงสาวัตถี ด้วยรถม้าขาวล้วน
ได้ยินว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถ
ขาว เชือกขาว ด้ามปฏักขาว ร่มขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้า
ขาว พัดวาลวัชนีที่ด้ามก็ขาว ชนเห็นท่านผู้นี้แล้วพูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ รูปของยานประเสริฐหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระองค์อาจทรงบัญญัติยานอันประเสริฐในธรรมวินัยนี้ได้ไหมหนอ.

11
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 12 (เล่ม 30)

[๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ อาจบัญญัติได้
คำว่ายานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง เรียก
กันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงความอันยอดเยี่ยมบ้าง.
[๑๕] ดูก่อนอานนท์ สัมมาทิฏฐิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะ
เป็นที่สุด.
[๑๖] ดูก่อนอานนท์ สัมมาสังกัปปะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด. มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัด
โมหะเป็นสุด.
[๑๗] ดูก่อนอานนท์ สัมมาวาจาที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะ
เป็นที่สุด.
[๑๘] ดูก่อนอานนท์ สัมมากัมมันตะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัด
โมหะเป็นที่สุด.
[๑๙] ดูก่อนอานนท์ สัมมาอาชีวะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะ
เป็นที่สุด.
[๒๐] ดูก่อนอานนท์ สัมมาวายามะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้
มากแล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัด
โมหะเป็นที่สุด.
[๒๑] ดูก่อนอานนท์สัมมาสติที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

12
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 13 (เล่ม 30)

[๒๒] ดูก่อนอานนท์ สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก
แล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะ
เป็นที่สุด.
[๒๓] ดูก่อนอานนท์ ข้อว่า ยานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริย-
มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง
รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง นั้นพึงทราบโดยปริยายนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
[๒๔] อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ ศรัทธา
กับปัญญาเป็นแอก มีศรัทธาเป็นทูบ มีหิริ
เป็นงอน มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นสารถี
ผู้ควบคุม รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ มี
ฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ มี
อุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ ความไม่อยากได้
เป็นประทุน กุลบุตรใดมีความไม่พยาบาท
ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ มี
ความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้น
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ พรหม
ยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของ
บุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนัก-
ปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลกโดยความแน่
ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้.
จบพราหมณสูตรที่ ๔

13
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 14 (เล่ม 30)

อรรถกถาพราหมณสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพราหมณสูตรที่ ๔.
บทว่า สพฺพเสเตน วฬวาภิรเถน ความว่า ด้วยรถเทียมด้วยม้า
๔ ตัวอันขาวล้วน. ได้ยินว่า รถมีล้อและซี่กงทั้งหมดได้หุ้มด้วยเงิน.
ก็ชื่อว่า รถมี ๒ อย่าง คือ รถรบ ๑ รถเครื่องประดับ ๑ ในรถนั้น รถรบ
มีสัณฐานสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่นัก สามารถบรรทุกคนได้ ๒ คน หรือ ๓ คน
รถเครื่องประดับเป็นรถใหญ่ คือ โดยยาวก็ยาว โดยกว้างก็กว้าง. คนถือร่ม
ถือวาลวัชนี ถือพัดใบตาล ย่อมอยู่ในรถนั้น ดังนั้นคน ๘ คน หรือ ๑๐ คน
สามารถเพื่อจะยืนก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ตามสบายอย่างนี้นั่นแล แม้รถนี้
จัดเป็นรถเครื่องประดับ.
บทว่า เสตา สุทํ อสฺสา ความว่า ม้าขาวคือมีสีขาวตามปกติ.
บทว่า เสตาลงฺการา ความว่า เครื่องประดับของม้าเหล่านั้น ได้เป็นของ
สำเร็จด้วยเงิน. บทว่า สโต รโถ ความว่า รถชื่อว่าขาว เพราะหุ้มด้วยเงิน
และเพราะประดับด้วยงาในที่นั้น ๆ โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. บทว่า เสตปริ-
วาโร ความว่า รถเหล่าอื่นหุ้มด้วยหนังราชสีห์บ้าง หุ้มด้วยหนังเสือบ้าง
หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลืองบ้าง ฉันใด รถนี้หาเป็นฉันนั้นไม่. ส่วนรถนี้ ได้หุ้ม
ด้วยผ้าอย่างดี. บทว่า เสตา รสฺมิโย ความว่า เชือกอันหุ้มด้วยเงินและ
แก้วประพาฬ. บทว่า เสตา ปโตทลฏฺฐิ ความว่า แม้ด้ามปฏักก็หุ้ม
ด้วยเงิน.
บทว่า เสตํ ฉตฺตํ ความว่า แม้ร่มอันเขาให้ยกขึ้นในท่ามกลางรถ
ก็ขาว. บทว่า เสตํ อุณฺหีสํ ความว่า ผ้าโพกทำด้วยเงินกว้าง ๗ นิ้วก็ขาว.

14
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 15 (เล่ม 30)

บทว่า เสตานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้านุ่งขาว คือมีสีดังก้อนฟองน้ำ. ในผ้า
เหล่านั้น ผ้านุ่งมีราคาห้าร้อย ผ้าห่มมีราคาพันหนึ่ง. บทว่า เสตา อุปาหนา
ความว่า ธรรมดาว่า รองเท้าย่อมมีได้ สำหรับคนผู้เดินทาง หรือสำหรับคน
ผู้เข้าสู่ดง. ส่วนรองเท้านี้ สำหรับขึ้นรถ. ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่า นั่นชื่อว่า
เครื่องประดับเท้าของเขา ผสมเงิน อันสมควรแก่รองเท่านั้น ท่านกล่าวไว้
อย่างนี้. บทว่า เสตาย สุทํ วาลวีชนิยา ความว่า จามรและพัดวาลวัชนี
มีสีขาว มีด้ามทำด้วยแก้วผลึก. ก็เครื่องประดับเฉพาะเท่านี้ขาว ได้มีแล้ว
แก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้. แม้เครื่องประดับของพราหมณ์นั้น
ได้ทำด้วยเงินมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ก็พราหมณ์นั้น ลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ขาว
ประดับดอกไม้ขาว ที่นิ้วทั้ง ๑๐ สวมแหวน ที่หูทั้งสองใส่ต่างหูดังนี้. แม้
พวกพราหมณ์ผู้เป็นบริวารของเขาได้มีประมาณหนึ่งหมื่น ผ้าเครื่องลูบไล้
ดอกไม้และเครื่องประดับขาว ได้มีแล้วประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. ส่วนข้อ
นั้นอันใดอันท่านกล่าวว่า สาวตฺถิยา นิยฺยายนฺตํ ดังนี้ ความแจ่มแจ้งแห่ง
การออกไปในข้อนั้นดังต่อไปนี้.
ว่าโดยกิจ พราหมณ์นั้น ย่อมกระทำประทักษิณนคร ๖ เดือนครั้ง
หนึ่ง คนประกาศไปล่วงหน้าว่า แต่นี้ไปพราหมณ์จักกระทำประทักษิณนคร
โดยวันทั้งหลายประมาณเท่านี้ ชนเหล่าใดฟังการประกาศนั้นแล้ว กำลังออกไป
จากนคร ชนเหล่านั้นจะยังไม่หลีกไป. แม้ชนเหล่าใด หลีกไปแล้ว แม้ชน
เหล่านั้นย่อมกลับ ด้วยคิดว่า พวกเราจักได้เห็นสิริสมบัติของท่านผู้มีบุญ.
พราหมณ์ย่อมเที่ยวไปสู่นครตลอดวันใด ชาวเมืองทั้งหลาย กวาดถนนในนคร
ในกาลนั้น แต่เช้าตรู่ เกลี่ยทรายลง โปรยด้วยดอกไม้ทั้งหลาย อันมีข้าวตอก
เป็นที่ห้า ทั้งหม้อน้ำ ให้ช่วยกันยกต้นกล้วยทั้งหลาย และธงทั้งหลายขึ้นแล้ว
ย่อมทำนครทั้งสิ้นให้อบอวลด้วยกลิ่นธูป.

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 16 (เล่ม 30)

พราหมณ์สนานศีรษะแต่เช้าตรู่ บริโภคอาหารเช้าแล้ว ก็แต่งตัว
ด้วยเครื่องอาภรณ์มีผ้านุ่งขาวเป็นต้น โดยนัยอันกล่าวแล้วแล ลงจากปราสาท
ขึ้นรถ ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้น ก็ตกแต่งด้วยผ้าเครื่องลูบไล้และดอกไม้-
ขาวทั้งหมด ถือร่มขาวแวดล้อมพราหมณ์นั้นอยู่. แต่นั้น ชนทั้งหลายย่อม
โปรยผลาผลแก่พวกเด็กหนุ่มก่อน เพื่อการประชุมของมหาชน ต่อแต่นั้น
ย่อมโปรยเงินมาสก ต่อแต่นั้น จึงโปรยกหาปณะทั้งหลาย. มหาชนย่อม
ประชุมกัน การโห่ร้องและการโยนผ้าก็ย่อมเป็นไป ครั้งนั้น พราหมณ์ย่อม
เที่ยวไปสู่นครเพื่อมหาสมบัติ เมื่อชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยมงคลและ
ต้องการสวัสดีเป็นต้น กระทำมงคลและสวัสดีอยู่. มนุษย์ทั้งหลายผู้มีบุญขึ้น
ไปบนปราสาทมีชั้นเดียวเป็นต้น เปิดช่องหน้าต่างเช่นกับปีกนกแก้ว แลดูอยู่
แม้พราหมณ์ย่อมมุ่งตรงไปทางประตูทิศใต้ คล้ายจะครอบครองนครด้วยยศ
และสิริสมบัติของตน ข้อนี้ท่านหมายถึงข้อนั้นแล้ว จึงกล่าว.
บทว่า ตเมนํ ชโน ทิสฺวา ความว่า มหาชนเห็นรถนั้น. บทว่า
พฺรหฺมํ ได้แก่ เป็นชื่อของผู้ประเสริฐ. บทว่า พฺรหฺมํ วต โภ ยานํ
ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานเช่นยานอันประเสริฐหนอ.
บทว่า อิมสฺเสว โข เอตํ ความว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาว่า มนุษย์
ทั้งหลายให้ทรัพย์แก่ผู้กล่าวสรรเสริญแล้ว ย่อมให้ขับร้องเพลงขับสรรเสริญ
ทาริกาทั้งหลายของตนว่า เป็นผู้น่ารัก น่าดู มีทรัพย์มาก มีโภคะมากดังนี้
แต่ก็หาเป็นผู้น่ารัก หรือมีโภคะมาก ด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญนั้นไม่
มหาชนเห็นรถของพราหมณ์อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้ว่า ท่าน
ผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ยานนั้นจะชื่อว่า
เป็นยานประเสริฐด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญก็หามิได้ ที่จริงยานนั้นจะชื่อว่า
ลามกเลว. ดูก่อนอานนท์ แต่โดยปรมัตถ์ ยานนั้นเป็นชื่อของอริยมรรคมี

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 17 (เล่ม 30)

องค์ ๘ นี้เท่านั้นแล. ก็อริยมรรคนี้ประเสริฐ เพราะปราศจากโทษทั้งปวง
ด้วยว่า พระอริยะทั้งหลาย ย่อมไปสู่นิพพานด้วยอริยมรรคนี้ ดังนั้น จึงควร
กล่าวว่า พรหมยานบ้าง ว่าธรรมยานบ้าง เพราะเป็นธรรมและเป็นยาน
ว่ารถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง เพราะไม่มีสิ่งอันยิ่งกว่า และเพราะชนะ
สงครามคือกิเลสแล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความที่อริยมรรคนั้นไม่มี
โทษ และเป็นพิชัยสงคราม จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ราควินยปริโยสานา
ดังนี้ . ในบทนั้น สัมมาทิฏฐิ เมื่อกำจัดราคะย่อมให้หมด คือย่อมถึงได้แก่ย่อม
สำเร็จเป็นที่สุด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด. ในบท
ทั้งปวงก็นัยนี้แล.
บทว่า ยสฺส สทฺธา จ ปญฺญา จ ความว่า สำหรับยานคือ อริย-
มรรค มีธรรม ๒ เหล่านี้คือศรัทธา ด้วยสามารถแห่งสัทธานุสารี และปัญญา
ด้วยสามารถแห่งธัมมานุสารี เป็นแอกมีศรัทธาเป็นทูบ อธิบายว่า ประกอบ
ในแอกมีตนเป็นท่ามกลางในอริยมรรคนั้น. บทว่า หิริ อีสา ความว่า หิริ
อันเกิดขึ้นภายในพร้อมด้วยโอตตัปปะอันเกิดขึ้นในภายนอกประกอบกับด้วยตน
เป็นงอนของรถคือ มรรค. บทว่า มโน โยตฺตํ ความว่า วิปัสสนาจิตและ
มรรคจิตเป็นเชือกชัก. เหมือนเชือกที่ทำด้วยปอเป็นต้นของรถ ย่อมกระทำ
โคทั้งหลายให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน คือให้รวมกันได้ฉันใด วิปัสสนาจิตอัน
เป็นโลกิยะของรถคือมรรคมี ๕๐ กว่า วิปัสสนาจิตอันเป็นโลกุตระ ย่อมทำ
กุศลธรรม ๖๐ กว่า ให้เนื่องกันคือให้รวมกันได้ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มโน โยตฺตํ ดังนี้. บทว่า
สติ อารกฺขสารถิ ความว่า สติสัมปยุตด้วยมรรค ชื่อว่า สารถีผู้ควบคุม.
ผู้ใดย่อมประกอบในการจัดทูบ หยอดเพลา ส่งรถไป ย่อมกระทำม้าเทียมรถ

17