ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 29)

ย่อมทรงพิจารณาเห็นจักษุว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่
ตัวตนของเรา ย่อมทรงพิจารณาเป็น หู. . . .จมูก. . . .ลิ้น. . . .กาย. . . .
ใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุ
นั้น เมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า โลก
เที่ยงก็ดี. ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิด
อีกก็หามิได้ก็ดี.
[๗๙๓] ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในข้อ
ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของศาสดากับของสาวก ย่อม
เทียบกันได้เข้ากันได้ ไม่ผิดเพี้ยนกันในบทที่สำคัญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
เมื่อกี้นี้ข้าพระองค์ได้เข้าไปหาสมณมหาโมคคัลลานะแล้ว ได้ถามความข้อนี้
แม้สมณมหาโมคคัลลานะก็ได้พยากรณ์ความข้อนี้ ด้วยบทเหล่านี้ด้วย
พยัญชนะเหล่านี้ แก่ข้าพระองค์ ดุจพระโคดมผู้เจริญเหมือนกัน ข้าแต่
พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะ
กับพยัญชนะ ของศาสดากับของสาวก ย่อมเทียบกันได้ เข้ากันได้
ไม่ผิดเพี้ยนกันในบทที่สำคัญ.
จบ โมคคัลลานะสูตรที่ ๗
๘. วัจฉสูตร
ว่าด้วยวัจฉโคตรปริพชกถามปัญหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
[๗๙๔] ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 29)

ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ โลกเที่ยงหรือ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า ดูก่อนวัจฉะปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่เราไม่
พยากรณ์ ฯลฯ.
ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ.
พ. ดูก่อนวัจฉะ แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์อีก
เหมือนกัน.
ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเล่า เป็นเหตุเป็นปัจจัย ได้พวก
ปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น เมื่อถูกถามอย่างนั้นแล้ว พยากรณ์อย่างนี้ว่า โลก
เที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเล่า เป็นเหตุ เป็นปัจจัย
ให้พระโคดมผู้เจริญ เมื่อถูกทูลถามอย่างนั้นแล้ว ไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้
โลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ ส่วนเบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี.
[๗๙๕] พ. ดูก่อนวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น ย่อมเห็น
รูปโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนว่ามีรูป ย่อมเห็นรูปในตน หรือย่อม
เห็นตนในรูป ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนว่ามี
วิญญาณย่อมเห็นวิญญาณในตน หรือย่อมเห็นตนในวิญญาณ เพราฉะนั้น
พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น เมื่อถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 29)

เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนว่ามีรูป ย่อมไม่เห็นรูป
ในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในรูป ฯลฯ ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความ
เป็นตน ย่อมไม่เห็นตนว่ามีวิญญาณ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในตน หรือ
ย่อมไม่เห็นตนในวิญญาณ เพราะฉะนั้น เมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้น
จึงไม่พยากรณ์อย่างนี้ว่าโลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อม
เกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี.
[๗๙๖] ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกลุกขึ้นจากที่นั่งแล้ว
ได้เข้าไปหาที่ในพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านโมคคัล-
ลานะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูก่อนท่านโมค-
คัลลานะ โลกเที่ยงหรือ ท่านพระมหาโมคคัลลานะตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ
ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ.
ว. ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ.
พ. ดูก่อนวัจฉะ แม้ปัญหาข้อนี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ทรงพยากรณ์อีกเหมือนกัน.
ว. ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้
พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น เมื่อถูกถามอย่างนั้น ย่อมพยากรณ์อย่างนี้ว่า
โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 29)

ไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ เห็นอะไรหนอ เป็นเหตุ
เป็นปัจจัยให้พระสมณโคดม เมื่อถูกทูลถามอย่างนั้นแล้ว ย่อมไม่ทรง
พยากรณ์อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี.
[๗๙๗] ดูก่อนวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมเห็นรูปโดย
ความเป็นตน ย่อมเห็นตนว่ามีรูป ย่อมเห็นรูปในตน หรือย่อมเห็นตน
ในรูป ฯลฯ ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ
ย่อมเห็นวิญญาณในตน หรือย่อมเห็นตนในวิญญาณ เพราะฉะนั้น พวก
ปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น เมื่อถูกถามอย่างนั้น จึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า โลก
เที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิด
อีกก็หามิได้บ้าง ดูก่อนวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมไม่ทรงเห็นรูป โดยความเป็นตน ย่อมไม่ทรงเห็นตนว่ามีรูป ย่อมไม่
ทรงเห็นรูปในตน หรือย่อมไม่ทรงเห็นตนในรูป ฯลฯ ย่อมไม่ทรงเห็น
วิญญาณโดยความเป็นตน ย่อมไม่ทรงเห็นตนว่ามีวิญญาณ ย่อมไม่ทรง
เห็นวิญญาณในตน หรือย่อมไม่ทรงเห็นตนในวิญญาณ เพราะฉะนั้น เมื่อ
พระตถาคตถูกทูลถามอย่างนั้น จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงก็ดี
โลกไม่เที่ยงก็ดี โลกมีที่สุดก็ดี โลกไม่มีที่สุดก็ดี ชีพก็อันนั้น สรีระก็
อันนั้นก็ดี ชีพเป็นอย่างอื่น สรีระก็เห็นอย่างอื่นก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี.

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 315 (เล่ม 29)

[๗๙๘] ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในข้อที่
อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของศาสดากับของสาวก ย่อมเทียบ
กันได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนกันในบทที่สำคัญ ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ.
เมื่อกี้นี้ข้าพเจ้าได้เข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม ได้ทูลถามเรื่องนี้ แม้พระ-
สมณโคดมก็ได้ทรงพยากรณ์เรื่องนี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้
แก่ข้าพเจ้า ดุจท่านโมคคัลลานะเหมือนกัน ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ
น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะของ
ศาสดากับของสาวก ย่อมเทียบกันได้ สมกันได้ ไม่ผิดเพี้ยนกันในบทที่
สำคัญ.
จบ วัจฉสูตรที่ ๗
๙. กุตุหลสาลาสูตร
ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้ายอดเยี่ยมกว่าครูทั้ง ๖
[๗๙๙] ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ทราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อวันก่อน ๆ
โน้น พวกสมณพราหมณ์และปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นมากด้วยกัน นั่งประชุม
กันในศาลาวุ่นวาย ได้เกิดมีการสนทนาขึ้นในระหว่างว่า ปูรณกัสสปนี้แล
เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ. เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ
ชนส่วนมากยกย่องว่า ปูรณกัสสปนั้นย่อมพยากรณ์สาวกผู้กระทำกาล

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 316 (เล่ม 29)

กิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่าน
โน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ แม้สาวกคนใดของท่านปูรณกัสสปนั้น เป็น
บุรุษสูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม บรรลุความปฏิบัติยอดเยี่ยมแล้ว ท่าน
ปูรณกัสสปก็ย่อมพยากรณ์สาวกแม้นั้นผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วใน
อุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น
ดังนี้ แม้มักขลิโคสาล. . . แม้นิครณฐนาฏบุตร. . . แม้สญชัยเวลัฏฐบุตร. . .
แม้ปกุธกัจจานะ. . . แม้อชิตเกสกัมพลก็เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์
มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกยองว่าดี แม้ท่าน
อชิตเกสกัมพลนั้นก็ย่อมพยากรณ์สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วใน
อุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น
ดังนี้ แม้สาวกใดของท่านอชิตเกสกัมพลนั้นเป็นบุรุษสูงสุด เป็นบุรุษ
ยอดเยี่ยม ได้บรรลุความปฏิบัติอันยอดเยี่ยมแล้ว. ท่านอชิตเกสกัมพลก็
ย่อมพยากรณ์สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วแม้นั้นในอุปบัติทั้งหลายว่า
ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ เหมือนกัน
แม้พระสมณโคดมนี้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ. เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มี
เกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี แม้พระสมณโคดมนั้น
ก็ทรงพยากรณ์สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่าน
โน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ และสาวกของ
พระสมณโคคมนั้น รูปใดเป็นบุรุษสูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม ได้บรรลุ
ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยมแล้ว พระสมณโคดมก็ทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้น
ผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นเกิดในภพโน้น
ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นพระสมณโคดมนั้น
ยังทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้นอย่างนี้ว่า รูปโน้นตัดตัณหาขาดแล้ว ถอน

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 317 (เล่ม 29)

สังโยชน์ทิ้งเสียแล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วเพราะได้บรรลุเหตุที่ละมานะได้
โดยชอบ ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้น มีความเคลือบแคลง
สงสัยแท้ว่า อย่างไร ๆ พระสมณโคดมก็ต้องทรงรู้ธรรมอันบุคคลพึงรู้ยิ่ง
[๘๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ จริงทีเดียว
ควรที่ท่านจะสงสัยเคลือบแคลงใจ ความเคลือบแคลงเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน
ในฐานะที่ควรสงสัย ดูก่อนวัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยัง
มีอุปาทานเท่านั้น หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่ ดูก่อนวัจฉะ
ไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อหาลุกโพลงไม่แม้ฉันใด ดูก่อนวัจฉะ เราก็
ย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทาน หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทาน
มิได้ไม่ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญสมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกล
ได้ ก็พระโคดมผู้เจริญจะทรงบัญญัติอะไรแก่เปลวไฟนี้ ในเพราะเชื้อเล่า.
พ. ดูก่อนวัจฉะ สมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกลได้
เราย่อมบัญญัติเชื้อ คือ ลมนั้น ดูก่อนวัจฉะ เพราะสมัยนั้น ลมย่อม
เป็นเชื้อของเปลวไฟนั้น.
ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมัยใด สัตว์ย่อมทอดทิ้งกายนี้ด้วย
ไม่เข้าถึงกายอันใดอันหนึ่งด้วย ก็พระโคดมผู้เจริญ จะทรงบัญญัติอะไร
แก่สัตว์นี้ในเพราะอุปาทานเล่า.
พ. ดูก่อนวัจฉะ สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ด้วย ไม่เข้าถึงกาย
อันใดอันหนึ่งด้วย เราย่อมบัญญัติอุปาทาน คือ ตัณหานั้นแล ดูก่อนวัจฉะ
เพราะว่าสมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น.
จบ กุตุหลสาลาสูตรที่ ๙

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 318 (เล่ม 29)

อรรถกถากุตุหลสาลาสูตรที่ ๙
ในกุตุหลสาลาสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กุตุหลายํ ความว่า ศาลาเฉพาะหลัง ชื่อว่ากุตุหาลา ไม่มี
แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ถือลัทธิต่าง ๆ กัน สนทนากันถึงเรื่องต่าง ๆ
ที่ศาลาใด ศาลานั้น คือศาลาหลังนี้สำหรับสมณพราหมณ์เป็นอันมาก
ท่านกล่าวดังนี้. ศาลาหลังนี้ ท่านเรียกว่า กุตุหลสาลา เพราะเป็นที่เกิด
ความวุ่นวายว่า พูดอะไรกัน. บทว่า ทูรํปิ คจฺฉติ ความว่า ย่อมไป
จนถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสร. บทว่า อิมญฺจ กายํ นิกฺขิปติ ความว่า
ย่อมทอดทิ้งด้วยจุติจิต. บทว่า อนุปปนฺโน โหติ ความว่า ย่อมไม่เข้าถึง
เพราะปฏิสนธิจิตไม่เกิดในจุติขณะนั้นเอง.
จบ อรรถกถากุตุหลสาลาสูตรที่ ๙
๑๐. อานันทสูตร
ว่าด้วยพระอานนท์ถามปัญหา
[๘๐๑] ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัตตามีอยู่หรือ
เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรง

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 319 (เล่ม 29)

ดุษณีเสีย วัจฉโคตรปริพาชกได้ทูลถามอีกว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
ก็อัตตาไม่มีหรือ แม้ครั้งที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงดุษณีเสีย
เหมือนกัน ครั้นแล้ว วัจฉโคตรปริพาชกก็ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งหลีกไป.
[๘๐๒] ครั้งนั้น เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกหลีกไปแล้วไม่นาน
ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เพราะเหตุอะไรหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าอันวัจฉโคตรปริพาชกทูลถาม
ปัญหาแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
เราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า
อัตตามีอยู่ไซร้ คำพยากรณ์นั้นก็จักไปร่วมกับลัทธิของพวกสมณพราหมณ์
ผู้เป็นสัสสตทิฏฐิ ดูก่อนอานนท์ เราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตา
ไม่มีหรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า อัตตาไม่มีไซร้ คำพยากรณ์นั้นก็จักไปร่วม
กับลัทธิของพวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นอุจเฉททิฏฐิ ดูก่อนอานนท์ เราอัน
วัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ถ้าจะพึงพยากรณ์ว่า อัตตามี
อยู่ไซร้ คำพยากรณ์ของเรานั้น จักอนุโลมเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งญาณว่า
ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาบ้างหรือหนอ.
อา. หามิได้ พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ ถ้าหากเราอันวัจฉโคตรปริพาชกถามว่า อัตตา
ไม่มีหรือ จะพึงพยากรณ์ว่า อัตตาไม่มีไซร้ คำพยากรณ์นั้นคงจักเป็นไป
เพื่อความหลงงมงายแก่วัจฉโคตรปริพาชกผู้งมงายอยู่แล้ว่า เมื่อก่อนอัตตา
ของเราได้มีแล้วแน่นอน บัดนี้ อัตตานั้นไม่มี ดังนี้.
จบ อานันทสูตรที่ ๑๐

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 320 (เล่ม 29)

อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑๐
ในอานันทสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า เตสเมตํ สทฺธึ อภวิสฺส ความว่า คำพยากรณ์นั้นจัก
เป็นอันเดียวกันกับลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น จักอนุโลมเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งญาณว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา วิปัสสนาญาณว่า สพฺเพ
ธมฺมา อนตฺตา นี้ย่อมเกิดขึ้น คำพยากรณ์ของเรานั้น จักอนุโลมบ้าง
หรือหนอ.
จบ อรรถกถาอานันทสูตรที่ ๑๐
๑๑. สภิยสูตร
ว่าด้วยวัจฉโคตรปริพาชกถามปัญหาพระสภิยกัจจานะ
[๘๐๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระสภิยกัจจานะอยู่ ณ ที่พักซึ่งก่อสร้าง
ด้วยอิฐ ใกล้บ้านญาติ ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปหาท่าน
พระสภิยกัจจานะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านสภิยกัจจานะ ครั้นผ่านการ
ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ถามท่านพระสภิยกัจจานะว่า ดูก่อนกัจจานะผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่
ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือ ท่านพระสภิยกัจจานะตอบว่า ดูก่อนวัจฉะ ปัญหา
ข้อนี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงพยากรณ์.
ว. ดูก่อนกัจจานะผู้เจริญ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก
หรือ.

320