ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 271 (เล่ม 29)

[๗๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันละเอียด และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันละเอียดแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันละเอียดเป็นไฉน ฯลฯ
[๗๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเห็นได้แสนยาก
และทางที่จะให้ถึงธรรมอันเห็นได้แสนยากแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
จงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันเห็นได้แสนยากเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่คร่ำคร่า
และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่คร่ำคร่าแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่คร่ำคร่าเป็นไฉน ฯลฯ
[๗๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันยั่งยืน และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันยั่งยืนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันยั่งยืนเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่ทรุดโทรม
และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่ทรุดโทรมแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่ทรุดโทรมเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันใคร ๆ ไม่พึง
เห็นด้วยจักษุวิญญาณ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันใคร ๆ ไม่พึงเห็นด้วย
จักษุวิญญาณแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมอันใคร ๆ ไม่พึงเห็นด้วยจักษุวิญญาณเป็นไฉน ฯลฯ.

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 272 (เล่ม 29)

[๗๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่มีกิเลส
เครื่องให้เนิ่นช้า และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่มีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าแก่
เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่มี
กิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันสงบ และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันสงบแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ธรรมอันสงบเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่ตาย และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่ตายแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่ตายเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันประณีต และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันประณีตแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันประณีตเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเยือกเย็น และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันเยือกเย็นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันเยือกเย็นเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันปลอดภัย และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันปลอดภัยแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันปลอดภัยเป็นไฉน ฯลฯ.

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 273 (เล่ม 29)

[๗๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา
และทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันอัศจรรย์ และ
ทางที่จะให้ถึงธรรมอันอัศจรรย์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันอัศจรรย์เป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่เคยมี
เคยเป็น และทางที่จะให้ถึงธรรมอันไม่เคยมีเคยเป็นแก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่เคยมีเคยเป็นเป็นไฉน
ฯลฯ.
[๗๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความไม่มีทุกข์ และ
ทางที่จะให้ถึงความไม่มีทุกข์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ความไม่มีทุกข์เป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาทุกข์มิได้
สละทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาทุกข์มิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาทุกข์มิได้เป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงนิพพาน และทางที่จะ
ให้ถึงนิพพานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็นิพพานเป็นไฉน ฯลฯ.

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 29)

[๗๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาความ
เบียดเบียนมิได้ และทางที่จะไห้ถึงธรรมอันหาความเบียดเบียนมิได้แก่
เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาความ
เบียดเบียนมิได้เป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันปราศจาก
ความกำหนัด และทางที่จะให้ถึงธรรมอันปราศจากความกำหนัดแก่เธอ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันปราศจาก
ความกำหนัดเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความบริสุทธิ์ และ
ทางที่จะให้ถึงความบริสุทธิ์แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ก็ความบริสุทธิ์เป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความพ้น และทางที่
จะให้ถึงความพ้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็ความพ้นเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันหาความอาลัย
มิได้ และทางที่จะให้ถึงธรรมอันหาความอาลัยมิได้แก่เธอทั้งหลาย เธอ
ทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันหาความอาลัยมิได้เป็นไฉน
ฯลฯ.
[๗๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงที่พึ่ง และทางที่จะให้
ทางที่พึ่งแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ที่พึ่ง
เป็นไฉน ฯลฯ.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 29)

[๗๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงที่เร้น และทางที่จะ
ให้ถึงที่เร้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ที่
เร้นเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงที่ต้านทาน และทาง
ที่จะให้ถึงที่ต้านทานแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ต้านทานเป็นไฉน ฯลฯ.
[๗๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสรณะ และทางที่จะ
ให้ถึงสรณะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
สรณะเป็นไฉน ฯลฯ.
[๘๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ไปใน
เบื้องหน้า และทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้าแก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เป็นไฉน. ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า
ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทางที่จะให้ถึงธรรม
เป็นที่ไปในเบื้องหน้าเป็นไฉน. ทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
คือ กายคตาสติ นี้เรียกว่า ทางที่จะให้ถึงธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า และทางที่จะให้ถึงธรรม
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้แล. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อแลผู้อนุเคราะห์ พึงทำ
แก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นอันเราอาศัยความอนุเคราะห์ ทำแล้วแก่เธอ

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 29)

ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง. ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อน
ในภายหลังเลย นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ( พึงขยายความ
ให้พิสดารเหมือนอย่างอสังขตะ)
จบ วรรคที่ ๒
อรรถกถาอสังขตสังยุต
อรรถกถาวรรคที่ ๑ และที่ ๒
บทว่า อสํขตํ ได้แก่อันปัจจัยไม่กระทำแล้ว. บทว่า หิเตสินา
แปลว่า ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า อนุกมฺปเกน แปลว่า
อนุเคราะห์อยู่. บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ความว่า กำหนดด้วยจิต
คิดช่วยเหลือ ท่านอธิบายว่า อาศัย ดังนี้ก็มี. บทว่า กตํ โว ตํ มยา
ความว่า ศาสดาเมื่อแสดงอสังขตะและทางแห่งอสังขตะนี้ ชื่อว่า ทำกิจ
แก่เธอทั้งหลายแล้ว กิจคือการแสดงธรรมไม่วิปริต ของศาสดาผู้อนุเคราะห์
ก็เพียงนี้เท่านั้น ส่วนการปฏิบัติต่อจากนี้ เป็นกิจของสาวกทั้งหลาย. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ
ฯเปฯ อมฺหากํ อนุสาสนี ดังนี้ ด้วยบทนี้ ทรงแสดงเสนาสนะคือ
โคนไม้. ด้วยบทว่า สุญฺญาคารานิ นี้ ทรงแสดงสถานที่ที่สงัดจากชน
และด้วยบททั้งสองทรงบอกเสนาสนะที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางกาย
และใจ ชื่อว่าทรงมอบ มรดกให้. บทว่า ฌายถ ความว่า จงเข้าไปเพ่ง

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 29)

อารมณ์ ๓๘ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และเพ่งขันธ์และอายตนะเป็นต้น
ด้วยลักขณูปนิชฌาน โดยเป็นอนิจจลักษณะเป็นต้น ท่านอธิบายว่า
จงเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนา. บทว่า มา ปมาทตฺถ แปลว่า อย่า
ประมาท. บทว่า มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน อหุวตฺถ แปลว่า ชน
เหล่าใดเมื่อก่อน เวลาเป็นหนุ่มไม่มีโรคสมบูรณ์ด้วยความสบาย ๗ อย่าง
เป็นต้น ทั้งศาสดาก็อยู่พร้อมหน้า ละเว้นโยนิโสมนสิการเสีย เสวยสุข
ในการหลับนอน ทำตัวเป็นอาหารของเรือดทั้งคืนทั้งวัน ประมาทอยู่ ชน
เหล่านั้น ภายหลัง เวลาชรา มีโรค ตาย วิบัติ ทั้งศาสดาก็ปรินิพพาน
แล้ว นี้ก็ถึงการอยู่อย่างประมาทก่อน ๆ นั้น และพิจารณาเห็นความตายที่มี
ปฏิสนธิว่าเป็นเรื่องหนัก ย่อมเดือดร้อน แต่เธอทั้งหลายอย่าได้เป็นเช่นนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงดังนี้ จึงตรัสว่า มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน
อหุวตฺก ดังนี้. บทว่า อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี มีอธิบายว่า
นี้เป็นอนุศาสนีคือโอวาทแต่สำนักของเราเพื่อเธอทั้งหลายว่า ฌายถ มา
ปมาทตฺถ จงเพ่ง อย่าประมาท ดังนี้.
บทที่ควรจะกล่าว ในบทว่า กาเย กายานุปสฺสี ดังนี้ เป็นต้นนั้น
ข้าพเจ้าจักกล่าวข้างหน้า. ในบทว่า อนฺตํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่า อันตะ เพราะไม่มีความยินดีด้วยอำนาจตัณหา ชื่อว่า อนาสวะ
เพราะไม่มีอาสวะ ๔ ชื่อว่า สัจจะ เพราะเป็นปรมัตถสัจจะ ชื่อว่า ปาระ
เพราะอรรถว่าเป็นส่วนนอกจากวัฏฏะ คือฝั่งโน้นหมายถึงวิวัฏฏะ ชื่อว่า
นิปุณะ เพราะอรรถว่าละเอียด ชื่อว่า สุทุททสะ เพราะเป็นธรรม
ที่เห็นได้แสนยาก ชื่อว่า อชัชชระ เพราะไม่คร่ำคร่าด้วยชรา ชื่อว่า ธุวะ

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 29)

เพราะอรรถว่ามั่นคง. ชื่อว่า อปโลกินะ เพราะเป็นธรรมไม่บุบสลาย
ชื่อว่า อทัสสนะ เพราะใครๆ ไม่พึงเห็นได้ด้วยจักษุวิญญาณ ชื่อว่า
นิปปปัญจะ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหามานะและทิฏฐิ ชื่อว่า
สันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย
ชื่อว่า ประณีต เพราะอรรถว่าสูงสุด ชื่อว่า สิวะ เพราะอรรถว่ามี
ความเยือกเย็น ชื่อว่า เขมะ เพราะปราศจากอันตราย ชื่อว่า ตัณหักขยะ
เพราะเป็นปัจจัยให้สิ้นตัณหา ชื่อว่า อัจฉริยะ เพราะควรปรบมือให้
เพราะอรรถว่าตั้งมั่นมาแต่สมาธิ เรื่องที่ไม่เคยมีเคยเป็นนั้นแหละ ชื่อว่า
อัพภูตะ ควรจะกล่าวว่า ไม่เกิดแล้วมีอยู่ ชื่อว่า อนีติกะ เพราะ
ปราศจากทุกข์ ชื่อว่า อนีติกธรรมะ เพราะเป็นธรรมปราศจากทุกข์
เป็นสภาวะ ชื่อว่า นิพพาน เพราะไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด ชื่อว่า
อัพยาปัชฌะ เพราะไม่มีความเบียดเบียน ชื่อว่า วิราคะ โดยเป็นปัจจัย
แก่การบรรลุธรรมเครื่องคลายกำหนัด ชื่อว่า สุทธิ เพราะเป็นธรรม
บริสุทธิ์โดยปรมัตถ์ ชื่อว่า มุตติ เพราะเป็นธรรมพ้นจากภพ ๓ ชื่อว่า
อนาลยะ. เพราะไม่มีอาลัย ชื่อว่า ทีปะ เพราะอรรถว่าเป็นที่พึ่ง ชื่อว่า
เลณะ เพราะอรรถว่าควรที่จะพัก ชื่อว่า ตาณะ เพราะอรรถว่าเป็นที่
ต้านทาน ชื่อว่า สรณะ เพราะอรรถว่ากำจัดภัย อธิบายว่า ทำภัยให้
พินาศ. ชื่อว่า ปรายนะ เพราะเป็นดำเนินไป เป็นที่ไป เป็นที่พึ่ง
อาศัยเบื้องหน้า. บทที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นเอง ดังนี้แล.
จบ อรรถกถาอสังขตสังยุต

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 29)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อสังขตสูตร ๒. อันตสูตร ๓. อนาสวสูตร ๔. สัจจสูตร
๕. ปารสูตร ๖. นิปุนสูตร ๗. สุทุทฺทสสูตร ๘. อชัชชรสูตร ๙. ธุวสูตร
๑๐. อปโลกินสูตร ๑๑. อนิทัสสนสูตร ๑๒. นิปปปัญจสูตร ๑๓. สันตสูตร
๑๔. อมสูตร ๑๕. ปณีตสูตร ๑๖. สิวสูตร ๑๗. เขมสูตร ๑๘. ตัณหัก-
ขยสูตร ๑๙. อัจฉริยสูตร ๒๐. อัพภุตสูตร ๒๑. อนีติกสูตร ๒๒. อนีติก-
ธรรมสูตร ๒๓. นิพพานสูตร ๒๔. อัพยาปัชฌสูตร ๒๕. วิราคสูตร
๒๖. สุทธิสูตร ๒๗. มุตติสูตร ๒๘. อนาลยสูตร ๒๙. ทีปสูตร
๓๐. เลณสูตร ๓๑. ตาณสูตร ๓๒. สรณสูตร ๓๓. ปรายนสูตร.
จบ อสังขตสังยุต

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 29)

๑๐. อัพยากตสังยุต
๑. เขมาเถรีสูตร
ว่าด้วยพระเขมาเถรีพยากรณ์ปัญหา
[๗๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล
พระเขมาภิกษุณีเมื่อเที่ยวจาริกไปในแคว้นโกศล เข้าอยู่ ณ ที่โตรณ
วัตถุ๑ ในระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล
เสด็จออกจากเมืองสาเกตจะไปยังกรุงสาวัตถี ประทับแรม ๑ ราตรีที่
โตรณวัตถุ ระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิ-
โกศลตรัสเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปดู
ให้รู้ว่า ณ ที่โตรณวัตถุมีสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่เราจะพึงเข้าไปหา
ณ วันนี้หรือไม่ ราชบุรุษนั้นทูลรับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว
เที่ยวไปยังโตรณวัตถุจนทั่ว ก็ไม่ได้พบเห็นสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควร
ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจะพึงเสด็จเข้าไปหา.
[๗๕๓] ราชบุรุษนั้นได้พบพระเขมาภิกษุณี ซึ่งเข้าอาศัยอยู่
ที่โตรณวัตถุ ครั้นพบแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่โตรณวัตถุ
ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่พระองค์จะพึงเสด็จเข้าไปหาเลย มี
๑. โตรณแปลว่าเสาค่าย หรือเสาระเนียด ณ ที่นี้เข้าใจว่าเป็นค่าย

280