บทว่า อุคฺคิลิตุํ ความว่า เมื่อพระสมณโคดมไม่อาจกล่าวแก้เงื่อนทั้งสองได้
ชื่อว่าไม่อาจคายคือนำออกนอก. บทว่า โอคิลิตุํ ความว่า เมื่อทรงเห็น
โทษของคำถามแล้วไม่อาจนำเข้าไป ชื่อว่าไม่อาจกลืนคือให้เข้าไปภายใน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า อิโต โส คามณิ เอกนวุโต
กปฺโป เท่านั้น ก็ทรงระลึกไป ๑ กัป ชั่วเวลาที่ลมหายใจออกจากจมูก
แล้วยังไม่กลับเข้าไป เพื่อกำหนดรู้ว่า ในตระกูลที่เคยถูกเบียดเบียนด้วยการ
ให้ภิกษาที่สุกแล้ว มีบ้างไหมหนอถึงอย่างนั้น ก็มิได้ทรงเห็นแม้แต่รายเดียว
จึงตรัสพระพุทธพจน์เป็นต้นว่า อิโต โส คามณิ ดังนี้. บัดนี้ เมื่อตรัส
อานิสงส์ของทานเป็นต้น จึงทรงเริ่มพระธรรมเทศนาว่า อถโข ยานิ
ตินิ กุลานิ อทฺธานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทานสมฺภูตานิ
แปลว่า เป็นพร้อมคือบังเกิดเพราะการให้ทาน. แม้ในบททั้งสองที่เหลือ
ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในบทนี้ ความเป็นคนพูดจริง ชื่อสัจจะ ศีลที่เหลือ
ชื่อ สัญญมะ. บทว่า วิกิรติ ความว่า เมื่อได้แต่ใช้โดยไม่ประกอบการงาน
ย่อมทำทรัพย์ให้กระจุยกระจาย. บทว่า วิธมติ ความว่า ย่อมให้พินาศ
เหมือนจุดไฟเผา. บทว่า วิทฺธํเสติ ความว่า ให้พินาศ คือเป็นของเที่ยง
คงที่หามิได้ หรือทรัพย์ที่ใช้เวลาเป็นอันมากเก็บรวบรวมไว้ อันตรธาน
ไปชั่วขณะเท่านั้น เพราะมีแล้วไม่มี.
จบ อรรถกถากุลสูตรที่ ๙