ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 161 (เล่ม 29)

[๕๗๖] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ปริยายที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้
อาศัยแล้ว มีอรรถเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นเป็นไฉน
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ราคะ โทสะ โมหะ ชื่อว่ากิเลสตัวกระทำประมาณ
กิเลสเหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว ตัดมูลรากขาดแล้ว ทำไห้เป็น
เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา อัปป-
มาณาเจโตริมุตติอันไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด เจโตวิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า
เป็นเลิศกว่าอัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้น ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ นั้น
ว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ราคะ โทสะ โมหะ ชื่อว่าเป็นกิเลส
เครื่องกังวล กิเลสเหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพ ละได้แล้ว ตัดมูลรากขาด
แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป
เป็นธรรมดา อากิญจัญญาเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด เจโต.
วิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า เป็นเลิศกว่าอากิญจัญญาเจโตวิมุตติเหล่านั้น ก็เจโต-
วิมุตติอันไม่กำเริบนั้นว่างเปล่าจากราคะ โทสะ โมหะ ราคะ โทสะ โมหะ
ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องกระทำนิมิต ( เครื่องหมาย ) กิเลสเหล่านั้นอัน
ภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว ตัดมูลรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอด
ด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา. อนิมิตตาเจโตวิมุตติอัน
ไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด เจโตวิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า เป็นเลิศกว่าอนิมิต-
ตาเจโตวิมุตติเหล่านั้น ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบนั้นว่างเปล่าจากราคะ โทสะ
โมหะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปริยายนี้เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว มี
อรรถเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ท่านพระโคทัตตะ
กล่าวว่า ดูก่อนคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธ-
พจน์ที่ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว.
จบ โคทัตตสูตรที่ ๗

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 162 (เล่ม 29)

อรรถกถาโคทัตตสูตรที่ ๗
พึงทราบวินิจฉัยในโคทัตตสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
บทว่า นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ คือแม้พยัญชนะแห่ง
ธรรมเหล่านั้นต่างกัน แม้อรรถก็ต่างกัน. บรรดาบทเหล่านั้นธรรมชื่อว่า
ปรากฏ เพราะพยัญชนะต่างกัน. ส่วนอรรถ อัปปมาณาเจโตวิมุตติ
โดยภูมิ เป็นมหัคคตะ เป็นรูปาวจร โดยอารมณ์มีสัตวบัญญติ เป็นอารมณ์
อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ โดยภูมิเป็นมหัคคตะ เป็นอรูปาวจร โดยอารมณ์
มีอารมณ์ไม่พึงกล่าวฐคือบัญญัติ )สุญญตาเจโตวิมุตติโดยภูมิเป็นกามาวจร
โดยอารมณ์มีสังขารเป็นอารมณ์ ส่วนวิปัสสนา ท่านประสงค์ว่า สุญญตา
ในที่นี้. อนิมิตตาเจโตวิมุตติ โดยภูมิ เป็นโลกุตตระ โดยอารมณ์
มีนิพพานเป็นอารมณ์.
ในบทเป็นอาทิว่า ราโค โข ภนฺเต ปมาณกรโณ ชื่อว่าน้ำ
ในเกวียนมีใบไม้เน่ามีสีดำอยู่ที่เชิงเขา เมื่อมองดูย่อมปรากฏ เหมือนน้ำลึก
ร้อยวา เมื่อถือเอาไม้หรือเชือกวัด น้ำเพียงท่วมหลังเท้าก็ไม่ได้ฉันใด.
ตลอดเวลาที่ราคะเป็นต้นยังไม่เกิดขึ้นใครๆ ย่อมไม่สามารถจะรู้จักบุคคลได้
เขาย่อมปรากฏ คล้ายโสดาบัน คล้ายสกทาคามี คล้ายอนาคามี แต่เมื่อใด
ราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแก่เขา เมื่อนั้น เขาปรากฏว่า กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง
ฉันนั้นเหมือนกัน. ชื่อว่าการทำประมาณเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า เมื่อแสดง
ประมาณแก่บุคคลว่า บุคคลนี้มีประมาณเท่านี้ ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า ยาวตา
โข ภนฺเต อปฺปมาณา เจโตวิมุตติ โดยความว่าอัปปมาณาเจโตวิมุตติ

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 163 (เล่ม 29)

มีประมาณเท่าใด. ถามว่า ก็อัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้นมีเท่าไร. ตอบว่า
มี ๑๒ คือพรหมวิหาร ๔ มรรค ๔ ผล ๔. ใน ๑๒ อย่างนั้น พรหมวิหาร
ชื่อว่า อัปปมาณา เพราะแผ่ไปหาประมาณมิได้. ธรรมที่เหลือ( มรรค
และผล)พึงทราบดังนี้ แม้นิพพานก็ชื่อว่า อัปปมาณา เหมือนกัน เพราะ
ความที่แห่งกิเลสทั้งหลายตัว ทำประมาณไม่มี. แต่ไม่ชื่อว่า เจโตวิมุตติเพราะ
ฉะนั้น จึงไม่ถือเอา บทว่า อกุปฺปา คืออรหัตตผลเจโตวิมุตติ. ก็อรหัตผล
เจโตวิมุตตินั่น เป็นหัวหน้าธรรมทั้งหมดแห่งอัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้น
เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า อคฺคมกฺขายติ. บทว่าราโค โข ภนฺเต กิญฺจนํ
ความว่า ราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกังวลย่ำยี ย่อมผูกพันบุคคลไว้เพราะฉะนั้น
ท่านจึงเรียกว่า กิญฺจนํ กิเลสเครื่องกังวล. ได้ยินว่า พวกมนุษย์ให้โค
ทั้งหลายย่ำเหยียบลานจะพูดว่า แดงวนไป ดำวนไปพึงทราบว่าราคะมีอรรถ
ว่าย่ำยี มีอรรถว่ากังวล. แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้เหมือนกัน
ธรรม ๙ คืออกิญจัญญายตนะ ๑ มรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอกิญ-
จัญญาเจโตวิมุตติ. ในธรรมเหล่านั้น อากิญจัญญายตนะ ชื่อว่า อากิญ-
จัญญะ เพราะไม่มีกิเลสเครื่องกังวลเป็นอารมณ์. มรรคและผล ชื่อว่า
อากิญจัญญะ เพราะกิเลสเครื่องกังวลคือกิเลสเป็นเครื่องย่ำยีและเป็น
เครื่องผูกไม่มี นิพพานก็เป็น อากิญจัญญะ แต่ไม่ใช่เจโตวิมุตติ เพราะฉะ-
นั้นท่านจึงไม่ถือเอาบทเป็นอาทิว่า ราโค โข ภนฺเต นิมิตฺตกรโณ
ความว่า สองตระกูล มีลูกโคสองคู่เหมือน ๆ กัน บุคคลย่อมไม่สามารถ
จะรู้ได้ว่า นี้ลูกโคของตระกูลโน้น นี้ลูกโคของตระกูลโน้น ตลอดเวลา
ที่เขายังไม่ทำเครื่องหมายไว้ที่ลูกโคเหล่านั้น แต่เมื่อใดเขาทำเครื่องหมาย

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 164 (เล่ม 29)

อย่างใดอย่างหนึ่งมีหลาว ๓ แฉกเป็นต้น ที่ลูกโคเหล่านั้น เมื่อนั้น
บุคคลย่อมสามารถรู้ได้ฉันใด ตลอดเวลาที่ราคะยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคล
บุคคลย่อมไม่สามารถเพื่อจะรู้ได้ว่า เขาเป็นพระอริยะ หรือปุถุชน ต่อเมื่อ
ราคะเกิดขึ้นแก่เขา ย่อมเกิดขึ้นเหมือนทำเครื่องหมายอันให้รู้ได้ว่า บุคคลนี้
ชื่อว่า ยังมีราคะอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวราคะว่าเป็นตัวทำนิมิต.
แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้ เหมือนกัน.
ธรรม ๑๓ คือวิปัสสนา ๑ อรูป ๔ มรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า
อนิมิตตาเจโตวิมุตติ. ในธรรม ๑๓ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า อนิมิตตะ
เพราะอรรถว่าเพิกถอนนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุข เป็นตนเสียได้ อรูป ๔ ชื่อว่า
อนิมิต เพราะไม่มีรูปนิมิต. มรรคและผล ชื่อว่า อนิมิต เพราะไม่มีกิเลส
เป็นตัวกระทำนิมิต. แม้นิพพาน ก็เป็นอนิมิตเท่านั้น. แต่ท่านไม่ถือเอา
นิพพานนั้น เพราะไม่ใช่เจโตวิมุตติ. ถามว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร
ท่านจึงไม่ถือเอา สุญญตาเจโตวิมุตติ. ตอบว่า สุญญาตาเจโตวิมุตตินั้น ไม่จัด
เข้าในธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านแยกไว้ไม่ถือเอา เพราะบาลีว่า
สุญฺญา ราเคน เป็นอาทิ. บทว่า เอกตฺถา ความว่า มีอรรถอย่างเดียวกัน
ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ก็บทเหล่านั้น คือ อัปปมาณะ อากิญจัญญะ
สุญญตะ อนิมิตตะ ทั้งหมด เป็นชื่อของนิพพานนั้นเอง. โดยปริยาย
อย่างนี้ จึงมีอรรถเป็นอันเดียวกัน. แต่พยัญชนะต่างกัน โดยปริยายนี้ว่า
ก็ในที่แห่งหนึ่ง เป็นอัปปมาณา ในที่แห่งหนึ่งเป็นอากิญจัญญา ในที่
แห่งหนึ่งเป็นสุญญตา ในที่แห่งหนึ่งเป็นอนิมิตตา.
จบ อรรถกถาโคทัตตสูตรที่ ๗

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 165 (เล่ม 29)

๘. นิคัณฐสูตร
ว่าด้วยปัญหา ๑๐ ข้อของนิครณฐนาฏบุตร
[๕๗๗] ก็สมัยนั้นแล นิครณฐนาฏบุตรได้ไปถึงราวป่าชื่อว่า
มัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วยนิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก. จิตตคฤหบดีได้สดับ
ข่าวว่า นิครณฐนาฎบุตรได้มาถึงราวป่าชื่อว่ามัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วย
นิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก. ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีพร้อมด้วยอุบาสก
หลายคนเข้าไปหานิครณฐนาฏบุตรแล้ว ได้ปราศรัยกับนิครณฐนาฏบุตร
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงได้นั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วนิครณฐนาฏบุตรได้ถามจิตตคฤหบดีว่า ดูก่อนคฤหบดี
ท่านย่อมเชื่อต่อพระสมณโคดมว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับ
วิตกวิจารมีอยู่หรือ. จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อต่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ในข้อนี้ว่า สมาธิอันไม่มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับแห่ง
วิตกวิจารมีอยู่.
[๕๗๘] เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครณฐนาฏบุตร
แลดูบริษัทของตนแล้วจึงประกาศว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตต-
คฤหบดีนี้ เป็นคนตรงไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาจริงเพียงใด. จิตตคฤหบดีผู้เข้าใจ
ว่า พึงมีการดับวิตกวิจารนั้น ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า พึงกั้นกางลมได้ด้วยข่าย
หรือจิตตคฤหบดีผู้เข้าใจว่า พึงมีการดับวิตกวิจารนั้น ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า
พึงกั้นกางกระแสน้ำคงคาได้ด้วยฝ่ามือของตน จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่าน
ผู้เจริญ ท่านย่อมเข้าใจเป็นไฉน คือ ญาณกับศรัทธาอะไรประณีตกว่ากัน.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 166 (เล่ม 29)

นิครณฐ. ดูก่อนคฤหบดี ญาณนั่นแหละประณีตกว่าศรัทธา.
จิตต. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราสงัด
จากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอัน
เกิดแต่วิเวกอยู่ ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าทุติยฌาน ฯลฯ
เพราะวิตกวิจารสงบไป ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เพราะปีติสิ้นไป
ฯลฯ เข้าตติยฌาน ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าจตุตถฌาน.
ฯลฯ เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้. ท่านผู้เจริญ
ข้าพเจ้ารู้เห็นอยู่อย่างนี้ จักไม่เชื่อสมณะหรือพราหมณ์ได้ ๆ ว่าสมาธิอันไม่
มีวิตกวิจารมีอยู่ ความดับแห่งวิตกวิจารมีอยู่.
[๕๗๙] เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว นิครณฐนาฏบุตรได้
แลดูบริษัทของตนแล้วจึงประกาศว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตต-
คฤหบดีนี้ เป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาจริงเพียงใด จิตดคฤหบดีกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าทราบคำที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้แหละว่า ท่านผู้เจริญ
ทั้งหลายจงดูเรื่องนี้ จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนตรง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาจริง
เพียงใด และทราบคำที่ท่านพูดเดี๋ยวนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้
จิตตคฤหบดีนั้นเป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาจริงเพียงใด ถ้าคำพูดครั้งก่อน
ของท่านเป็นจริง คำพูดครั้งหลังของท่านก็ผิด ถ้าคำพูดครั้งหลังของท่าน
เป็นจริง คำพูดครั้งก่อนของท่านก็ผิด ก็ปัญหาที่มีเหตุผล ๑๐ ข้อนี้ย่อม
มาถึงแก่ท่าน เมื่อท่านเข้าใจเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้น ก็เชิญบอกกับ
นิครณฐ์บริษัท. ปัญหา ๑๐ ข้อนี้ คือ ปัญหา ๑ อุเทศ ๑ ไวยากรณ์ ๑
ปัญหา ๒ อุเทศ ๒ ไวยากรณ์ ๒ ปัญหา ๓ อุเทศ ๓ ไวยากรณ์ ๓

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 29)

ปัญหา ๔ อุเทศ ๔ ไวยากรณ์ ๔ ปัญหา ๕ อุเทศ ๕ ไวยากรณ์ ๕
ปัญหา ๖ อุเทศ ๖ ไวยากรณ์ ๖ ปัญหา ๗ อุเทศ ๗ ไวยากรณ์ ๗
ปัญหา ๘ อุเทศ ๘ ไวยากรณ์ ๘ ปัญหา ๙ อุเทศ ๙ ไวยากรณ์ ๙
ปัญหา ๑๐ อุเทศ ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐ ครั้นจิตตคฤหบดีได้ถามปัญหาที่มี
เหตุผล ๑๐ ข้อนี้กะนิครณฐนาฏบุตรเสร็จแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป.
จบ นิคัณฐสูตรที่ ๘
อรรถกถานิคัณฐสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในนิคัณฐสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า ถามว่า จิตตคฤหบดี เป็นอริย
สาวก ชั้นอนาคามีบุคคล ผู้มีอาคมอันถึงแล้ว รู้คำสอนแจ่มแจ้งแล้ว เหตุไร
จึงเข้าไปหานิครนถ์เปลือยกายไม่มีมิ่งขวัญเล่า. ตอบว่า เพื่อปลดเปลื้อง
การว่าร้าย และเพื่อความรุ่งเรื่องวาทะ. ได้ยินว่า พวกนิครนถ์ ย่อมเข้าไป
ว่าร้ายว่า พวกสาวกของสมณโคดมเป็นเช่นตอไม้ตะเคียนอันแข็ง ย่อมไม่
ทำปฏิสันถารกับใครเลย จิตตคฤหบดี เข้าไปหาแล้ว เพื่อปลดเปลื้องการว่า
ร้ายนั้น และคิดว่า เราจักยกวาทะกับนิครนถ์นั้นดังนี้. บทว่า น ขฺวาหํ
เอตฺถ ภนฺเต ภควโค สทฺธาย คจฺฉามิ ท่านแสดงว่า บุคคลใด
ย่อมไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณ บุคคลนั้น พึงไปด้วยความเชื่อต่อบุคคลอื่นว่า
ได้ยินว่า สิ่งนั้น เป็นอย่างนั้น แต่สิ่งนั้น อันเราทำให้แจ้งแล้วด้วยญาณ.
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงไม่เชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ในข้อนี้ดังนี้
จึงกล่าวอย่างนี้.

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 29)

บทว่า อปโลเกตฺวา ความว่า น้อมกายเข้าไป ยืดท้อง ชูคอ
เพ่งดูไปในทิศทั้งปวง. บทว่า พาเธตพฺพํ มญฺเญยฺย ความว่า จิตตะ-
คฤหบดีนั้น พึงเข้าใจว่า พึงห้ามลม หรือพึงผูกไว้ด้วยตาข่าย โดยประการ
ที่ลมจะออกไปไม่ได้ฉะนั้น.
บทว่า สหธมฺมิกา คือพร้อมด้วยเหตุ. บทว่า ปฐมํ ปฏิหเรยฺยาสิ
สทฺธึ นิคฺคณฺฐปริสาย ความว่า เมื่อท่านรู้เนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้น
แล้ว พึงบอกกับนิครนถ์บริษัทก่อน ท่านมายังสำนักของเราผู้สนับสนุน
แล้ว พึงประกาศให้บริษัทรู้ว่าตนมาแล้ว ดังนี้. บทว่า เอโก ปญฺโห
คือมรรคปัญหาหนึ่ง. อธิบายว่า การแสวงหาปัญหาหนึ่ง. บทว่า เอโก
อุทฺเทโส คือ อะไร ชื่อว่าหนึ่ง. หนึ่งนี้ คืออุเทศ. บทว่า เอกํ พฺยากรณํ
ความว่า คำนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ชื่อว่า
ไวยากรณ์หนึ่ง. พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้.
จบ อรรถกถานิคัณฐสูตรที่ ๘
๙. อเจลสูตร
ว่าด้วยอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นญาณทัสสนะ
[๕๘๐] ก็สมัยนั้นแล อเจลกัสสปได้เคยเป็นสหายของจิตต-
คฤหบดี เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ได้ไปถึงราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ จิตตคฤหบดี
ได้สดับข่าวว่า อเจลกัสสปผู้เคยเป็นสหายของเราเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์
ได้มาถึงราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาอเจล-
กัสสปแล้ว ได้ปราศรัยกับอเจลกัสสป ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 29)

กันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามอเจลกัสสปว่า
ท่านกัสสปผู้เจริญ ท่านบวชมานานเท่าไร อเจลกัสสปตอบว่า ดูก่อน
คฤหบดี เราบวชมาได้ประมาณ ๓๐ ปี.
จิตต. ท่านผู้เจริญ ก็ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้ อุตตริมนุสสธรรม
อะไร ๆ ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์ อันท่านบรรลุแล้ว
เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก มีอยู่หรือ.
อ. ดูก่อนคฤหบดี ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้ อุตตริมนุสสธรรม
อะไร ๆ ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์ อันเราบรรลุแล้ว
เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก ไม่มี นอกจากการประพฤติเปลือย การเป็นคน
โล้น และการปัดฝุ่น.
[๕๘๑] เมื่ออเจลกัสสปกล่าวอย่างนี้ จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว น่าอัศจรรย์
จริง ไม่เคยมีมาแล้วหนอ เพราะในอเจลบรรพชาตลอดเวลา ๓๐ ปี
อุตตริมนุสสธรรมอะไร ๆ ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์
เป็นธรรมอันท่านบรรลุแล้ว เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก ไม่มี นอกจากการ
ประพฤติเปลือย การเป็นคนโล้น และการปัดฝุ่น.
อ. ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านได้เข้าถึงความเป็นอุบาสกมาแล้วนาน
เท่าไร.
จิตต. ท่านผู้เจริญ สำหรับข้าพเจ้าได้เข้าถึงความเป็นอุบาสกมา
แล้ว ๓๐ ปี.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 29)

อ. ดูก่อนคฤหบดี ก็ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้ อุตตริมนุสสธรรม
อะไร ๆ ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์ อันท่านบรรลุแล้ว
เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก มีอยู่หรือ.
จิตต. ท่านผู้เจริญ แม้คฤหัสถ์ก็พึงมีธรรมเช่นนั้นได้ เพราะ
ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม.
เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ข้าพเจ้าย่อม
จำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าทุติยฌาน . . . ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียว
ว่า มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป
เข้าตติยฌาน . . . ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราเข้าจตุตถฌาน . . .
ก็แหละข้าพเจ้าพึงพยากรณ์ก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าไซร้ ก็จะไม่เป็นการ
น่าอัศจรรย์ สำหรับข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงทรงพยากรณ์ ข้าพเจ้า
ว่า ไม่มีสังโยชน์ที่จิตตคฤหบดีประกอบแล้ว (มีแล้ว) จะพึงเป็นเหตุให้
กลับมาสู่โลกนี้อีก.
[๕๘๒] เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้ อเจลกัสสปได้กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว น่าอัศจรรย์
จริงไม่เคยมีมาแล้วหนอ เพราะในพระธรรมวินัยมีคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มขาว จัก
บรรลุอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์
เป็นเครื่องอยู่ผาสุกเช่นนั้น ดูก่อนคฤหบดี ข้าพเจ้าพึงได้บรรพชาอุปสมบท
ในพระธรรมวินัยนี้.

170