ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 29)

อรรถกถาทุติยอิสิทัตตสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอิสิทัตตสูตรที่ ๓ ตังต่อไปนี้
บทว่า อวนฺติยา คือในอวันตีชนบท. บทว่า กลฺยาณํ วุจฺจติ
ความว่า ท่านอิสิทัตตะย่อมกล่าวด้วยประสงค์ว่า ข้าแต่อุบาสกอุบาสิกา
ทั้งหลาย คำอันหมดโทษ ไม่มีโทษ อันท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าจักบำรุงด้วย
ปัจจัยทั้งหลาย ๔.
จบ อรรถกถาทุติอิสิทัตตะสูตรที่ ๓
๔. มหกสูตร
ว่าด้วยอิทธาภิสังขาร
[๕๕๔] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราว
ป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลาย
ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้อาราธนาว่า ข้าแต่ท่าน
ทั้งหลายผู้เจริญ ขอพระเถระทั้งหลายจงรับภัตตาหารที่โรงโคของข้าพเจ้า
ในวันพรุ่งนี้ ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล
จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว ลุกจากที่
นั่งไหว้ทำประทักษิณแล้วจากไป.
[๕๕๕] ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไป เป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้
เถระทั้งหลายนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังโรงโคของจิตตคฤหบดี ได้
นั่ง ณ อาสนะที่ได้ตกแต่งไว้ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดี ได้อังคาสภิกษุผู้

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 142 (เล่ม 29)

เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญเพียงพอ ด้วยข้าวปายาสเจือด้วยเนยใส
อย่างประณีต ด้วยมือของตนเอง ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จ
แล้ว ลดมืดจากบาตร ลุกจากอาสนะแล้วจากไป แม้จิตตคฤหบดีได้สั่งทาส
กรรมกรว่า พวกท่านจงทิ้งส่วนที่เหลือเสีย แล้วจึงได้ตามไปส่งภิกษุผู้เถระ
ทั้งหลายข้างหลัง ๆ ก็โดยสมัยนั้นแล ได้เกิดร้อนจัด ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย
ได้เดินไปด้วยกายที่คล้ายกับจะหดเข้าฉะนั้น ( จะเปื่อย ) ทั้งที่ได้ฉัน
โภชนะอิ่มแล้ว.
[๕๕๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหกะเป็นผู้อ่อนกว่าทุกรูป
ในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น ครั้งนั้นแล ท่านพระมหกะได้พูดกะพระเถระผู้เป็น
ประธานว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา และ
พึงมีแดดอ่อน ทั้งฝนพึงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ พระเถระกล่าวว่า ท่านมหกะ
เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา และพึงมีแดดอ่อน ทั้งฝนพึงโปรย
ลงมาทีละเม็ดๆ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหกะได้บันดาลอิทธาภิสังขารให้มี
ลมเย็นพัดมา และมีแดดอ่อน ทั้งให้มีฝนโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ.
[๕๕๗] ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้คิดว่า ภิกษุผู้อ่อนกว่าทุกรูป
ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้ เป็นผู้มีฤทธานุภาพเห็นปานนี้ทีเดียว ครั้งนั้นแล ท่าน
พระมหกะไปถึงอารามแล้ว ได้ถามพระเถระผู้เป็นประฐานว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอหรือ. พระเถระ
ผู้เป็นประธานได้กล่าวว่า ท่านมหกะ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็น
การเพียงพอ ท่านมหกะ การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้ เป็นอันเรา
ทำแล้ว เป็นอันเราบูชาแล้ว. ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ไปตาม
ที่อยู่ แม้ท่านมหกะก็ได้ไปยังที่อยู่ของตน ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีเข้าไป

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 143 (เล่ม 29)

หาท่านพระมหกะถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ขอร้องว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้ามหกะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด. ท่านพระมหกะพูดว่า ดูก่อนคฤหบดี
ถ้าเช่นนั้น ท่านจงปูผ้าห่มที่ระเบียง แล้วจงเอาฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้า
นั้น. จิตตคฤหบดีได้รับคำท่านพระมหกะแล้วจึงปูผ้าห่มที่ระเบียง แล้วเอา
ฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้านั้น.
ครั้งนั้นแล ท่านพระมหกะได้เข้าไปสู่วิหารใส่ลูกดานแล้วบันดาล
อิทธาภิสังขารให้เปลวไฟแลบออกมาโดยช่องลูกดานและระหว่างลูกดาน
ไหม้หญ้า ไม่ไหม้ผ้าห่ม. ครั้งนั้น จิตตคฤหบดีได้สลัดผ้าห่มแล้ว สลดใจ
(ตกใจ ) ชนลุกชัน ได้ยินอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้นแล
ท่านพระมหกะได้ออกจากวิหาร ได้ถามจิตตคฤหบดีว่า ดูก่อนคฤหบดี
การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้ เป็นการเพียงพอหรือ. จิตตคฤหบดีได้
กล่าวว่า ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอ
ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้ เป็นอันท่านกระทำ
แล้ว เป็นอันท่านบูชาแล้ว ขอพระคุณเจ้ามหกะจงชอบใจอัมพาฏกวนาราม
ที่น่ารื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด ข้าพเจ้าจักบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ. และคิลานเภสัชบริขาร. ท่านพระมหกะได้กล่าวว่า ดูก่อน
คฤหบดี นั้นท่านกล่าวดีแล้ว ครั้งนั้นแล ท่านพระมหกะได้เก็บเสนาสนะ
ถือบาตรและจีวรเดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ ไม่ได้กลับมาอีก
เหมือนกับภิกษุรูปอื่น ๆ ที่เดินทางจากไป ฉะนั้น.
จบ มหกสูตรที่ ๔

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 144 (เล่ม 29)

อรรถกถามหกสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในมหกสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เสสกํ วิสฺสชฺเชถ ความว่า ได้ยินว่าพวกอุบาสกและ
อุบาสิกากับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล เช็ดถาดสัมฤทธิ์แล้วคดข้าวปายาส
ให้แก่จิตตคฤหบดีนั้น จิตตคฤหบดีนั้นบริโภคข้าวปายาสเสร็จแล้ว ใคร่
จะไปกับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล จึงคิดว่า อุบาสิกาจัดส่วนที่-
เหลืออยู่ในเรือนก่อน ส่วนทาสและกรรมกรในเรือนนี้ ไม่ถูกเราว่าแล้ว
จักในช่วยจัด ข้าวปายาสอันประณีตนี้ จักเสียไปด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้
เมื่ออนุญาต จึงกล่าวอย่างนี้ แก่พระเถระเหล่านั้น. บทว่า กุฏฺฐิตํ
คือ แห้ง อธิบายว่า ข้างล่างร้อนจัดด้วยทรายร้อนและข้างบนร้อนจัด
ด้วยแดด ก็บทนี้เป็นบทไม่เจือปนในพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎก.
บทว่า ปเวลิยมาเนน คือความหดหู่. บทว่า สาธุ ขฺวสฺส ภนฺเต ความว่า
พระมหกะคิดว่า เราจักทำความอยู่ผาสุกแก่พระเถระเหล่านั้น จึงกล่าว
อย่างนี้.
บทว่า อิทฺธาภิสงฺขารํ อภิสงฺขริ ได้แก่ ได้บันดาลฤทธิ์ด้วยการ
อธิษฐาน. ในการบันดาลฤทธิ์นี้ ย่อมมีบริกรรมต่าง ๆ อย่างนี้ว่า ขอลม
เย็นอ่อน ๆ จงพัดมา ขอฝนตั้งเค้าแล้ว จงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ ดังนี้
การอธิษฐานรวมกันอย่างนี้ว่า ขอฝนพร้อมด้วยลม จงตกเถิดดังนี้ก็มี
การอธิษฐานต่าง ๆ ว่า บริกรรมรวมกันว่า ขอฝนพร้อมด้วยลม จงตกเถิด
ขอลมเย็นอ่อน ๆ จงพัดมา ขอฝนตั้งเค้าแล้ว จงโปรยลงมาทีละเม็ดๆ

144
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 145 (เล่ม 29)

ดังนี้ก็มี การบริกรรมต่าง ๆ การอธิษฐานต่าง ๆ การบริกรรมรวมกัน
การอธิษฐานรวมกันก็มี โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. ก็เมื่อบุคคลกระทำอย่างใด
อย่างหนึ่ง ออกจากฌานอันเป็นบาททำบริกรรมแล้ว การอธิษฐานนั้น ย่อม
สำเร็จด้วยจิตอธิษฐานอันเป็นมหัคคตะเท่านั้นโดยระหว่างแห่งบริกรรม.
บทว่า โอกาเสสิ คือ กระจายออกแล้ว.
จบ อรรถกถามหกสูตรที่ ๔
๕. ปฐมกามภูสูตร
ว่าด้วยรถคือร่างกาย
[๕๕๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่า
มัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่
ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระกามภูได้กล่าวกะ
จิตตคฤหบดีว่า ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธ์คาถา
ไว้ดังนี้ว่า
เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลา
เดียว ไม่มีทุกข์ แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแส
ตัณหาขาด ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน.
[ ๕๕๙ ] ดูก่อนคฤหบดี ท่านพึงเห็นเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อโดยพิสดารอย่างไรหนอ.

145
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 146 (เล่ม 29)

จิ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คาถาประพันธ์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
หรือ
กา. อย่างนั้น คฤหบดี.
จิ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง
จนกว่ากระผมจักเพ่งเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นั้นได้.
ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ตอบท่านกามภูว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ. คำว่า ไม่มีโทษนั้น เป็นชื่อของศีล คำว่า มีหลังคา
ขาวนั้น เป็นชื่อของวิมุตติ คำว่า มีเพลาเดียวนั้น เป็นชื่อของสติ คำว่า
ย่อมแล่นไปนั้น เป็นชื่อของการก้าวไปและการถอยกลับ คำว่า รถนั้น
เป็นชื่อของร่างกายนี้ ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดน
เกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องลูบไล้ นวดเฟ้น
มีการแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ราคะ
โทสะ โมหะ ชื่อว่าทุกข์ ทุกข์เหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว ตัด
มูลรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น
อีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ขีณาสพพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า ไม่มีทุกข์. คำว่า แล่นไปถึงที่หมาย นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์.
คำว่า กระแสนั้น เป็นชื่อของตัณหา ตัณหานั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพละ
ได้แล้ว ตัดมูลรากขาดแล้ว ทำได้เป็นเหมือนดาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา. เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ขีณาสพละ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตัณหากระแสตัณหาขาด ราคะ โทสะ โมหะ
ชื่อว่ากิเลส. เครื่องผูกพัน กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้น อันภิกษุผู้ขีณาสพ

146
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 147 (เล่ม 29)

ละได้แล้ว ตัดมูลรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา. เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ขีณาสพละ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
คาถาประพันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลา
เดียว ไม่มีทุกข์ แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแส
ตัณหาขาด ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน ดังนี้.
กระผมย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้ ที่พระผู้มีพระ-
พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างนี้.
กา. ดูก่อนคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ-
พุทธพจน์ที่ลึกซึ้งนี้ ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว.
จบ ปฐมกามภูสูตรที่ ๕
อรรถกถาปฐมกามภูสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกามภูสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เนลงฺโค คือไม่มีโทษ. บทว่า เสตปจฺฉาโท คือมี
หลังคาข่าว. บทว่า อนีฆํ คือไม่มีทุกข์. บทว่า มุหุตฺตํ ตุณฺหี หุตฺวา
ความว่า จิตตคฤหบดี เมื่อยังพระไตรปิฎกให้หวั่นไหวเพื่อเพ่งเนื้อความแห่ง
บทว่า เนลงฺโค นั้น เหมือนให้เขย่าต่างหูที่หู จึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อพิจารณา
ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งบทนี้. บทว่า วิมุตฺติยา คือ อรหัตตผลวิมุตติ.

147
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 148 (เล่ม 29)

ก็อุบาสก เมื่อกล่าวปัญหานี้ ได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก. ส่วนพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า ตรัสด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายไม่เห็นภิกษุนั้น ขาว บอบบาง จมูกโด่ง มาหรือ แต่จิตต-
คฤหบดีนี้ กล่าวแล้วว่า นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์ โดยให้ถือเอานัย.
จบ อรรถกถาปฐมกามภูสูตร
๖. ทุติยกามภูสูตร
ว่าด้วยสังขาร ๓
[๕๖๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่า
มัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่
ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระกามภูว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สังขารมีเท่าไรหนอแล ท่านพระกามภูตอบว่า ดูก่อน
คฤหบดี สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร.
[๕๖๑] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ชื่นชม
อนุโมทนาภาษิตของท่านพระกามภู แล้วได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ก็กายสังขารเป็นไฉน วจีสังขารเป็นไฉน จิตตสังขารเป็นไฉน.
กา. ดูก่อนคฤหบดี ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกแลชื่อว่า
กายสังขาร วิตกวิจารชื่อว่า วจีสังขาร สัญญาและเวทนาชื่อว่า จิตตสังขาร.
[๕๖๒] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว
ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เพราะเหตุไร ลมหายใจเข้า
และลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร สัญญา
และเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 149 (เล่ม 29)

กา. ดูก่อนคฤหบดี ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นของเกิด
ที่กาย ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจเช้าและลมหายใจออก
จงชื่อว่ากายสังขาร. บุคคลย่อมตรึกตรองก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจาภายหลัง
ฉะนั้น วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร. สัญญาและเวทนาเป็นของเกิดที่จิต
ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยจิต. ฉะนั้น สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.
[๕๖๓] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม
ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เกิด
มีได้อย่างไร.
กา. ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง เรากำลังเข้าสัญญา
เวทยิตนิโรธบ้าง เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วบ้าง โดยที่ถูก ก่อนแต่
จะเข้า ท่านได้อบรมจิตที่จะน้อมไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น.
[๕๖๔] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว
ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิต-
นิโรธอยู่ ธรรมเหล่าไหนดับก่อน คือ กายสังขาร วจีสังขาร หรือ
จิตตสังขารดับก่อน.
กา. ดูก่อนคฤหบดี เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ วจีสังขาร
ดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารดับ ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ.
[๕๖๕] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว
ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คนที่ตายแล้ว ทำกาละแล้ว
กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ทั้งสองนี้มีความต่างกันอย่างไร.

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 150 (เล่ม 29)

กา. ดูก่อนคฤหบดี คนที่ตายแล้ว ทำกาละแล้ว มีกายสังขาร
ดับสงบ มีวจีสังขารดับสงบ มีจิตตสังขารดับสงบ มีอายุสิ้นไปไออุ่นสงบ
อินทรีย์แตกกระจาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโร กายสังขารดับสงบ
วจีสังขารดับสงบ จิตตสังขารดับสงบ ( แต่ ) ยังไม่สิ้นอายุ ไออุ่น ยังไม่สงบ
อินทรีย์ผ่องใส ดูก่อนคฤหบดี คนตายแล้ว ทำกาลแล้ว กับภิกษุผู้เข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธมีความต่างกันอย่างนี้.
ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
[๕๖๖] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้วได้
ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็การออกจากสัญญาเวทยิต-
นิโรธสมาบัติ ย่อมมีอย่างไร.
กา. ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง เรากำลัง
ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง เราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ
สมาบัติแล้วบ้าง โดยที่แท้ ก่อนแต่จะออก ท่านได้อบรมจิตที่น้อมเข้าไป
เพื่อความเป็นอย่างนั้น.
[๕๖๗] จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว
ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญา
เวทยิตนิโรธสมาบัติ ธรรมเหล่าไหนเกิดก่อน คือกายสังขาร วจีสังขาร
หรือจิตตสังขารเกิดก่อน.

150