ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 131 (เล่ม 29)

ภิ. ไม่ถูก คฤหบดี เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว แม้โคขาวก็ไม่ติด
กับโคดำ ทามหรือเชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล จักษุไม่ติด
กับรูป รูปไม่ติดกับจักษุ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้ง ๒
นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด หูไม่ติดกับเสียง เสียงไม่ติดกับหู ฉันทราคะที่
เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด จมูกไม่ติด
กับกลิ่น กลิ่นไม่ติดกับจมูก ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น
ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น ฉันทราคะ
ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด กายไม่ติด
กับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย
และโผฏฐัพพะทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์
ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์
ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด.
ภิ. ดูก่อนคฤหบดี การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ
พุทธพจน์ลึกซึ้ง ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว.
จบ สังโยชนสูตรที่ ๑
อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต
อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่ ๑ แห่งจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

131
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 132 (เล่ม 29)

บทว่า มจฺฉิภาสญฺเฑ คือในราวป่าอันมีชื่ออย่างนี้. บทว่า
อยมนฺตรากถา อุทปาทิ ความว่า พระเถระเก่าย่อมไม่สนทนากันถึง
เดียรัจฉานกถา เมื่อตั้งปัญหาขึ้นในที่นั่งแล้ว พวกไม่รู้ ก็ย่อมถาม พวกที่รู้
ก็ย่อมตอบด้วยเหตุนั้น การสนทนานี้ จึงเกิดขึ้นแล้วแก่พระเถระเหล่านั้น.
บทว่า มิคปถกํ คือบ้านส่วยของตนอันมีชื่ออย่างนี้ ได้ยินว่า
บ้านส่วยนั้น อยู่หลังอัมพาฏการาม. บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า
จิตตคฤหบดีคิดว่า เราแก้ปัญหาของพระเถระทั้งหลายแล้ว จักทำความ
อยู่ผาสุกให้ดังนี้ จึงเข้าไปหา คมฺภีเร พุทฺธวจเน ความว่า ใน
พระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้งด้วยอรรถและลึกซึ่งด้วยธรรม. บทว่า ปญฺญาจกฺขุ
กมติ ความว่าจักขุคือญาณย่อมหยั่งทราบ คือ ย่อมเป็นไป.
จบ อรรถกถาสังโยชนสูตร
๒. ปฐมิสิทัตตสูตร
ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา
[๕๔๑] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้
ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุเถระ
เหล่านั้นไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้อาราธนาว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพระเถระทั้งหลาย โปรดรับภัตตาหารของ
กระผมในวันพรุ่งนี้ ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ
ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุเถระทั้งหลายแล้ว
ลุกจากที่นั่ง กราบไหว้ กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

132
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 133 (เล่ม 29)

[๕๔๒] ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไป เป็นเวลาเช้า ภิกษุ
ผู้เถระทั้งหลายนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร พากันเข้าไปยังนิเวสน์ของจิตต-
คฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดี
เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ คำที่กล่าวกันว่า
ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้ ความต่างแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล.
[๕๔๓] เมื่อจิตตคฤหบดีถามอย่างนี้แล้ว พระเถระผู้เป็นประธาน
ได้นิ่งอยู่ แม้ครั้งที่ ๒ จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่
พระเถระผู้เจริญ คำที่กล่าวกันว่า ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้ ความต่าง
แห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล แม้ครั้งที่ ๒
พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่ แม้ครั้งที่ ๓ จิตตคฤหบดีก็ได้ถาม
พระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ คำที่กล่าวกันว่า ความ
ต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้ ความต่างแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วย
เหตุเท่าไรหนอแล แม้ครั้งที่ ๓ พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่.
[๕๔๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน
ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น ครั้งนั้นแล ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็น
ประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นของ
จิตตคฤหบดี.

133
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 29)

พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ เชิญท่านพยากรณ์ปัญหา
ข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด.
อิ. ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ
คำที่กล่าวกันว่า ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้ ความต่างแห่งธาตุ พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล ดังนี้หรือ.
จิตต. อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ.
อิ. ดูก่อนคฤหบดี ความต่างแห่งธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ดังนี้ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ
โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ
รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ
มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ดูก่อนคฤหบดี ความต่างแห่งธาตุ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล.
[๕๔๕] ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ
ท่านอิสิทัตตะ แล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ให้อิ่มหนำเพียงพอ ด้วย
ขาทนียโภชนียะอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระ
ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว ลดมือจากบาตรแล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.
ครั้งนั้นแล พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า ดีแล้ว
ท่านอิสิทัตตะ ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน มิได้แจ่มแจ้งกะเรา ดูก่อน
ท่านอิสิทัตตะ ต่อไป ถ้าปัญหาเช่นนี้ พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด
ท่านนั่นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น.
จบ ปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 29)

อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒
พึงทราบ วินิจฉัยในปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อายสฺมนฺตํ เถรํ คือ ซึ่งมหาเถระผู้เป็นใหญ่ ในบรรดา
พระเถระเหล่านั้น. บทว่า ตุณฺหี อโหสิ ความว่า พระเถระถึงจะรู้อยู่
ก็ไม่พยากรณ์อะไร ๆ เพราะไม่กล้า. บทว่า พฺยากโรมหํ ภนฺเต ความว่า
พระอิสิทัตตะคิดว่า พระเถระนี้ ย่อมไม่พยากรณ์ด้วยตน. พระเถระนี้
ย่อมไม่เชื้อเชิญ ฝ่ายอุบาสกย่อมเบียดเบียนภิกษุสงฆ์. เราพยากรณ์ปัญหา
นั้นแล้ว จักทำความอยู่ผาสุกให้ดังนี้ ลุกจากอาสนะไปยังสำนักของพระ-
เถระ ได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว ฝ่ายพระเถระผู้มีโอกาสอันตนทำแล้วนั่งบน
อาสนะของตน พยากรณ์.
บทว่า สหตฺถา คือด้วยมือของตน. บทว่า สนฺตปฺเปสิ ความว่า
ให้อิ่มหนำด้วยดีตามปรารถนา.
บทว่า สมฺปวาเรสิ ความว่า ให้พระเถระทั้งหลาย ห้ามด้วยหัตถ
สัญญาหรือด้วยวาจาว่า พอ ๆ ดังนี้ บทว่า โอนีตปตฺตปาณิโน ความว่า
นำมือออกจากบาตร ล้างบาตรแล้วจึงเอาใส่ไว้ในถุงคล้องไว้ที่บ่าดังนี้.
จบ อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตร ที่ ๒

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 29)

๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร
ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา
[๕๔๖] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน
ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ
ทั้งหลายถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้อาราธนา
ว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ขอพระเถระทั้งหลายโปรดรับภัตตาหารของ
กระผมในวันพรุ่งนี้ ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้ง
นั้นแล จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว
ลุกจากอาสนะ ไหว้กระทำประทักษิณแล้วจากไป.
[๕๔๗] ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระ
ทั้งหลาย นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรพากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี
แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย ครั้งนั้นแล จิตดคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุ
ผู้เถระทั้งหลาย ไหว้แล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถาม
พระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิด
ขึ้นในโลกดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มี
ที่สุดบ้าง ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง
สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์ตายแล้ว
ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง ( ก็ทิฏฐิ ๖๒ อย่างเหล่านี้ ได้กล่าวไว้ใน
พรหมชาลสูตร ) ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่ออะไรมี ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี เมื่ออะไร
ไม่มี ทิฏฐิเหล่านี้ จึงไม่มี.

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 29)

[๕๔๘] เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว พระเถระผู้เป็น
ประธานได้นิ่งอยู่ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ จิตตคฤหบดีได้ถาม
พระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ทิฏฐิหลายอย่างย่อม
เกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง
โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง ชีพเป็นอื่น สรีระก็
เป็นอื่นบ้าง สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง
สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์ตายแล้วย่อมเป็น
อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง แม้ครั้ง ที่ ๓ พระเถระผู้เป็น
ประธานก็ได้นิ่งอยู่.
[๕๔๙] ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน
ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น. ครั้งนั้นแลท่านพระอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระ
เป็นประธานว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น
ของจิตตคฤหบดี พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ ท่านจงพยากรณ์
ปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด ท่านอิสิทัตตะได้ถามว่า ดูก่อนคฤหบดี
ท่านถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้น
ในโลกดังนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มี
ที่สุดบ้าง ฯลฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่ออะไรมี ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี เมื่ออะไร
ไม่มี ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี ดังนี้หรือ. จิตตคฤหบดีกล่าวว่า อย่างนั้น
ท่านผู้เจริญ.

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 29)

อิ. ดูก่อนคฤหบดี ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า โลก
เที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง . . . สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ยอมไม่
เป็นอีกก็หามิได้บ้าง ( ทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้ ได้กล่าวไว้แล้วในพรหมชาลสูตร)
ดูก่อนคฤหบดี เมื่อสักกายทิฏฐิมี ทิฎฐิเหล่านี้ ก็มี เมื่อสักกายทิฏฐไม่มี
ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่มี.
[๕๕๐] จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้
อย่างไร.
อิ. ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรม
ของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนมีรูป ๑ เห็นรูป
ในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนมี
เวทนา ๑ เห็นเวทนาในตน ๑ เห็นตนในเวทนา ๑ เห็นสัญญาโดยความ
เป็นตน ๑ เห็นตนมีสัญญา ๑ เห็นสัญญาในตน ๑ เห็นตนในสัญญา ๑
เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนมีสังขาร ๑ เห็นสังขารในตน ๑
เห็นตนในสังขาร ๑ เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนมีวิญญาณ ๑
เห็นวิญญาณในตน ๑ เห็นตนในวิญญาณ ๑ ดูก่อนคฤหบดี สักกายทิฏฐิ
ย่อมเกิดมีได้อย่างนี้แล.
[๕๕๑] จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้
อย่างไร.

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 29)

อิ. ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับแล้ว
ได้เห็นพระอริยเจ้า ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับแนะนำในธรรม
ของพระอริยเจ้า ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับแนะนำ
ในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีรูป ๑
ไม่เห็นรูปในตน ๑ ไม่เห็นตนในรูป ๑ ไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นต้น ๑
ไม่เห็นตนมี เวทนา ๑ ไม่เห็นเวทนาในตน ๑ ไม่เห็นตนในเวทนา ๑
ไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีสัญญา ๑ ไม่เห็นสัญญา
ในตน ๑ ไม่เห็นตนในสัญญา ๑ ไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็น
ตนมีสังขาร ๑ ไม่เห็นสังขารในตน ๑ ไม่เห็นตนในสังขาร ๑ ไม่เห็น
วิญญาณโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ๑ ไม่เห็นวิญญาณ
ในตน ๑ ไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑ ดูก่อนคฤหบดี สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิด
มีได้อย่างนี้แล.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าอิสิทัตตะมาจากไหน.
อิ. ดูก่อนคฤหบดี อาตมภาพมาจากอวันตีชนบท.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กุลบุตรมีนามว่าอิสิทัตตะในอวันตีชนบท
เป็นสหายที่ไม่เคยเห็นกันของข้าพเจ้า ได้ออกบรรพชามีอยู่ พระคุณเจ้า
ได้เห็นท่านหรือไม่.
อิ. ได้เห็น คฤหบดี.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ท่านผู้มีอายุรูปนั้นอยู่ที่ไหนหนอ.

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 29)

[๕๕๒] เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้ ท่านอิสิทัตตะได้นิ่งอยู่.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอิสิทัตตะของข้าพเจ้า คือพระคุณเจ้า
หรือ.
อิ. ใช่ละ คฤหบดี.
จิตต. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้พระคุณเจ้าอิสิทัตตะจงชอบใจ
อัมพาฏกวันอันเป็นที่รื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด ข้าพเจ้าจัก
บำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขาร.
อิ. ดูก่อนคฤหบดี ท่านกล่าวดีแล้ว.
[๕๕๓] ครั้งนั้นแล จิตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน
พระอิสิทัตตะแล้ว ได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ด้วย
ขาทนียโภชนียะอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระ
ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว ลดมือจากบาตร ลุกขึ้นจากอาสนะกลับไป ลำดับ
นั้นแล พระเถระผู้เป็นประธานได้ให้โอกาสท่านพระอิสิทัตตะว่า ดีแล้ว
ท่านอิสิทัตตะ ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน มิได้แจ้งแจ้งกะผม ต่อไป
ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด ท่านนั้นแหละพึงกล่าว
ตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น ครั้งนั้นแล ท่านอิสิทัตตะได้เก็บเสนาสนะ
ถือเอาบาตรและจีวร เดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ไม่ได้กลับมา
อีก เหมือนกับภิกษุรูปอื่นที่ได้ออกเดินทางจากไป.
จบ ทุติยอิสิทัตตสูตรที่ ๓

140