พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 61 (เล่ม 29)

๙. ตติยสมณพราหมณ์สูตร
ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์
[๔๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่งย่อมไม่รู้เวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา ฯ ล ฯ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ
ความเป็นสมณะหรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน
ปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
จบ ตติยสมณพราหมณสูตรที่ ๙
๑๐. สุทธิกสูตร
ว่าด้วยเวทนา ๓
[๔๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓
เป็นไฉน. คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้แล.
จบ สุทธิสูตรที่ ๑๐
๑๑. นิรามิสสูตร
ว่าด้วยปีติสุขมีอามิสและไม่มี
[๔๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปีติมีอามิสมีอยู่ ปีติไม่มีอามิสมีอยู่
ปีติที่ไม่มีอามิสกว่าปีติที่ไม่มีอามิสมีอยู่ สุขมีอามิสมีอยู่ สุขไม่มีอามิสมีอยู่
สุขไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มีอามิสมีอยู่ อุเบกขามีอามิสมีอยู่ อุเบกขาไม่มีอามิส
มีอยู่ อุเบกขาไม่มีอามิสกว่าอุเบกขาไม่มีอามิสมีอยู่. วิโมกข์มีอามิสมีอยู่
วิโมกข์ไม่มีอามิสมีอยู่ วิโมกข์ไม่มีอามิสกว่าวิโมกข์ไม่มีอามิสมีอยู่.

61
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 62 (เล่ม 29)

[๔๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปีติมีอามิสเป็นไฉน. กามคุณ ๕
เหล่านี้ กามคุณ ๕ เป็นไฉน. คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ฯลฯ โผฏฐัพพะ
ที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่
ชวนให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ เหล่านี้แล ปีติเกิดขึ้น
เพราะอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ เราเรียกว่า ปีติมีอามิส.
[๔๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปีติไม่มีอามิสเป็นไฉน. ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มี
วิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใส
แห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตกวิจาร
สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้เราเรียกว่า ปีติไม่มีอามิส
[๔๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปีติไม่มีอามิสกว่าปีติไม่มีเป็นไฉน.
ปีติที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตชึ่งหลุดพ้นแล้วจากราคะ จาก
โทสะ จากโมหะ นี้เราเรียกว่า ปีติไม่มีอามิสกว่าปีติไม่มีอามิส.
[๔๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สุขมีอามิสเป็นไฉน. กามคุณ ๕
เหล่านี้ กามคุณ ๕ เป็นไฉน. คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ฯลฯ โผฏฐัพพะ
ที่พึงรู้แจ้งด้วยกายอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่
ชวนให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ เหล่านี้ สุขโสมนัส
เกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ นี้เราเรียกว่า สุขมีอามิส.

62
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 63 (เล่ม 29)

[๔๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สุขไม่มีอามิสเป็นไฉน. ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก
วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฯลฯ เธอมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ
และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้า
ทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข นี้เรา
เรียกว่า สุขไม่มีอามิส.
[๔๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สุข ไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มีอามิสเป็น
ไฉน. สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตซึ่งหลุดพ้นแล้ว
จากราคะ จากโทสะ จากโมหะ นี้เราเรียกว่า สุขไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มี
อามิส.
[๔๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขามีอามิสเป็นไฉน. กาม
คุณ ๕ เหล่านี้ กามคุณ ๕ เป็นไฉน. คือรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่า
ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ฯลฯ
โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ เหล่านี้แล
อุเบกขาเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ เราเรียกว่า อุเบกขามี
อามิส.
[๔๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาไม่มีอามิสเป็นไฉน. ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์
สดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้
เราเรียกว่า อุเบกขาไม่มีอามิส.

63
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 64 (เล่ม 29)

[๔๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุเบกขาไม่มีอามิสกว่าอุเบกขา
ไม่มีอามิสเป็นไฉน. อุเบกขาเกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตซึ่ง
หลุดพ้นแล้วจาก ราคะ จากโทสะ จากโมหะ นี้เราเรียกว่า อุเบกขาไม่มี
อามิสกว่าอุเบกขาไม่มีอามิส.
[๔๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิโมกข์มีอามิสเป็นไฉน. วิโมกข์
ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป ชื่อว่าวิโมกข์มีอามิส วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป ชื่อว่า
วิโมกข์ไม่มีอามิส.
[๔๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิโมกข์ไม่มีอามิสกว่าวิโมกข์ไม่มี
อามิสเป็นไฉน. วิโมกข์เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็น จิตซึ่งหลุดพ้น
แล้วจากราคะ จากโทสะ จากโมหะ นี้เราเรียกว่าวิโมกข์ไม่มีอามิสกว่า
วิโมกข์ไม่มีอามิส.
จบ นิรามิสสูตรที่ ๑๑
อรรถกถานิรามิสสูตรที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในนิรามิสสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สามิสา ปีติมีอามิสด้วยอามิสคือกิเลส. บทว่า นิรามิสตรา
ความว่า ปีติที่ไม่มีอามิสกว่าปีติในฌานแม้ที่ไม่มีอามิส. ถามว่าก็ในฌาน ๒
ปีติย่อมเป็นมหัคคตะก็มี ย่อมเป็นโลกุตตระก็มี. ปีติในปัจจเวกขณญาณ
ย่อมเป็นโลกิยะอย่างเดียวมิใช่หรือ เพราะเหตุไร ปีตินั้น จึงไม่มีอามิสกว่า
เล่า. ตอบว่า เพราะเกิดขึ้นแล้ว ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาซึ่งธรรมอัน

64
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 65 (เล่ม 29)

สงบและประณีต. เหมือนคนรับใช้ เป็นคนโปรดของพระราชา เข้าไปสู่
ราชตระกูลได้ตามสบายไม่มีใครขัดขวาง แม้จะเอาเท้าถีบเศรษฐี และ
เสนาบดีเป็นต้นก็ได้ เพราะเหตุอะไร เพราะเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระ
ราชา. ด้วยเหตุนี้ คนรับใช้นั้น ย่อมเป็นผู้ยิ่งกว่าเศรษฐีเป็นต้นเหล่านั้น
ฉันใด. ปีติแม้นี้ พึงทราบว่า ยิ่งกว่าแม้ปีติในโลกุตตระ เพราะเกิดขึ้นแล้ว
ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาธรรมอันสงบและประณีตฉันนั้น แม้ในวาระ
ที่เหลือ ก็มีนัยนี้ทั้งนั้น.
ส่วนในวาระแห่งวิโมกข์ วิโมกข์อันประกอบด้วยรูป ชื่อว่ามีอามิส
ด้วยสามารถอามิสคือรูป อันเป็นอารมณ์ของตน. ที่ไม่ประกอบด้วยรูป
ชื่อว่าไม่มีอามิส โดยไม่มีอามิสคือรูป.
จบ อรรถกถานิรามิสสูตรที่ ๑๑
จบ อรรถกถาอัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑ สิวกสูตร ๒. อัฏฐสตปริยายสูตร ๓. ภิกขุสูตร ๔. ปุพพสูตร
๕. ญาณสูตร ๖. ภิกขุสูตร ๗. ปฐมสมณพราหมณสูตร ๘. ทุติยสมณ
พราหมณสูตร ๙. ตติยสมณพราหมณสูตร ๑๐. สุทธิกสูตร ๑๑. นิรา
มิสสูตร.
จบ เวทนาสังยุต

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 66 (เล่ม 29)

๓. มาตุคามสังยุต
เปยยาลวรรคที่ ๑
๑. อมนาปสูตร
ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
เป็นที่ถูกใจและไม่ถูกใจของบุรุษ
[๔๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน. คือรูปไม่
สวย ๑ ไม่มีโภคสมบัติ ๑ ไม่มีมารยาท ๑ เกียจคร้าน ๑ ไม่ได้บุตร
เพื่อเขา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านั้นแล
ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว.
[๔๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน. คือ มีรูป
สวย ๑ มีโภคสมบัติ ๑ มีมารยาท ๑ ขยันไม่เกียจคร้าน ๑ ได้บุตร
เพื่อเขา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านั้นแล
ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว.
จบ อมนาปสูตรที่ ๑

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 67 (เล่ม 29)

มาตุคามสังยุต
อรรถกถาเปยยาลวรรคที่ ๑
อรรถกถาอมนาปสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในอมนาปสูตรที่ ๑ แห่งมาตุคามสังยุต ดังต่อไปนี้
บทว่า องฺเคหิ คือด้วยองค์แห่งโทษ บทว่า น จ รูปวา ความว่า
มีรูปไม่สมประกอบ พิการ รูปร่างน่าเกลียด. บทว่า น จ โภควา ความว่า
ไม่ถึงพร้อมด้วยโภคะ คือทรัพย์ไม่มี. บทว่า น จ สีลวา ความว่า
ผู้มีศีลวิบัติ คือทุศีล. บทว่า อลโส จ ความว่า ย่อมไม่สามารถทำการงาน
ทั้งหลายมีการตัดฟืนและการหุงเป็นต้น คนเกียจคร้าน ความเป็นผู้
เกียจคร้าน ย่อมนั่งหลับในที่นั่งบ้าง ย่อมยืนหลับในที่ยืนบ้าง บทว่า
ปชญฺจสฺส น ลภติ ความว่า ย่อมไม่ได้บุตรที่จะให้ดำรงวงศ์ตระกูลได้
เพื่อบุรุษนั้น ย่ามชื่อว่า หญิงหมัน. สุกกปักข์ พึงทราบโดยปริยายอัน
ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. สูตรที่ ๒ พึงให้เนื้อความกลับกัน โดยนัยอัน
กล่าวแล้วในสูตรที่ ๑.
จบ อรรถกถาอมนาปสูตรที่ ๑

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 68 (เล่ม 29)

๒. มนาปสูตร๑
ว่าด้วยบุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕
เป็นที่ถูกใจและไม่ถูกใจของมาตุคาม
[๔๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่
เป็นที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน. คือ รูปไม่
สวย ๑ ไม่มีโภคสมบัติ ๑ ไม่มีมารยาท ๑ เกียจคร้าน ๑ ไม่ได้บุตร
เพื่อเขา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล
ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว.
[๔๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็น
ที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน. คือ มีรูปสวย ๑
มีโภคสมบัติ ๑ มีมารยาท ๑ ขยันไม่เกียจคร้าน ๑ ได้บุตรเพื่อเขา ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้แล ย่อมเป็นที่ชอบ
ใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว.
จบ มนาปสูตรที่ ๒
๓. อาเวณิกสูตร
ว่าด้วยความทุกข์เฉพาะของมาตุคาม ๕ ประการ
[๔๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามที่
ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ๕ อย่างนี้ ความทุกข์ ๕ อย่างเป็นไฉน.
คือ มาตุคามในโลกนี้ เมื่อยังกำลังสาวไปสู่สกุลผัวเว้นจากญาติ อันนี้เป็น
ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อต้นที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
๑. สูตรที่ ๒ ไม่มีอรรถกถาแก้

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 69 (เล่ม 29)

[๔๖๓] อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีระดู อันนี้เป็นความทุกข์
แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่ ๒ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
[๔๖๔] อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีครรภ์ อันนี้เป็นความทุกข์
แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่ ๓ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
[๔๖๕] อีกประการหนึ่ง มาตุคามคลอดบุตร อันนี้เป็นความ
ทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่ ๔ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
[๔๖๖] อีกประการหนึ่ง มาตุคามเข้าถึงความเป็นหญิงบำเรอ
ของบุรุษ อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่ ๕ ที่ตนจะต้อง
เสวยเว้นจากบุรุษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม
ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ๕ อย่างนี้แล.
จบ อาเวณิกสูตรที่ ๓
อรรถกถาอาเวณิกสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในอาเวณิกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อาเวณิกานิ ความว่า ทุกข์เฉพาะบุคคลคือไม่ทั่วไปด้วย
พวกบุรุษ. บทว่า ปาริจริยํ คือมาตุคามย่อมเข้าถึงความเป็นหญิงบำเรอ.
จบ อรรถกถาอาเวณิกสูตรที่ ๓

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 70 (เล่ม 29)

๔. มาตุคามสูตร
ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมเข้าถึงอบาย
[๔๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓
ประการ โดยมากเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน. คือ มาตุคามในโลกนี้ เวลาเช้ามีใจ
อันมลทิน คือความตระหนี่กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลาเที่ยงมีใจอัน
ความริษยากลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว
อยู่ครองเรือน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประ-
การนี้แล โดยมากเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต
นรก.
จบ มาตุคามสูตรที่ ๔
อรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในมาตุคามสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้
บทว่า มจฺเฉรมลปริยุฏฐิเตน ความว่า ก็ในเวลาเช้า มาตุคาม
ปรารภเพื่อจะทำการงานที่มีกังวลอยู่ในน้ำนม นมส้มและการหุงเป็นต้น.
แม้บุตรน้อยทั้งหลาย ร้องขออยู่ ย่อมไม่ปรารถนาเพื่อจะให้อะไร. ด้วย
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำนั้นว่า เวลาเช้า มีใจอันมลทิน
คือความตระหนี่กลุ้มรุมแล้ว. ส่วนเวลาเที่ยงมาตุคาม ย่อมถูกความโกรธ
ครอบงำ. เมื่อไม่ได้ทะเลาะกันภายในเรือน ก็ย่อมทำการทะเลาะกันใน

70