พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 51 (เล่ม 29)

ตนเอง และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่า เป็นจริงของโลก. แม้ในบทมีเสมหะ
เป็นสมุฏฐานเป็นอาทิ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนบทว่า สนฺนิปาติกานิ
ในบทว่า สนฺนิปาตสมุฏฺฐานานิปิ นี้ เกิดขึ้นแล้ว เพราะการกำเริบแห่งดี
เป็นต้น แม้ทั้งสาม. บทว่า อุตุปริณามชานิ คือเกิดแต่ฤดูเปลี่ยน
ย่อมเกิดขึ้นแก่ชาวชังคลเทศ เมื่ออยู่ในอนุประเทศ. ความเปลี่ยนฤดู
ย่อมเกิดขึ้น ด้วยสามารถมีฝั่งมณีสมุทรเป็นต้นอย่างนี้ว่า เมื่อชาวอนุ
ประเทศอยู่ในชังคลเทศ. บทว่า ตโต ชาตา ได้แก่ เกิดแต่เปลี่ยนฤดู.
บทว่า วิสมปริหารชานิ ความว่า เกิดแต่การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ
ในการรับภาระหนัก โดยมีการทุบเป็นต้น. หรือเมื่อเที่ยวไปผิดเวลา โดย
มีการถูกงูกัด และตกบ่อเป็นต้น. บทว่า โอปกฺกมิภานิ ความว่า เกิดขึ้น
เพราะถือว่า ผู้นี้เป็นโจร หรือเป็นทาริกาของผู้อื่น แล้วจึงทำร้ายด้วยการ
เอาเข่า ศอกและไม้ค้อนเป็นต้น โบยให้เป็นปัจจัย. บางคน ถูกทำร้าย
ในภายนอกนั้นแล้ว ย่อมทำกุศล โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. บางคนทำ
อกุศล. บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่. บทว่า กมฺมวิปากชาตานิ คือเกิด
แต่ผลของกรรมอย่างเดียว. ก็เมื่อกรรมวิบากเหล่านั้น เกิดขึ้นแล้ว บางคน
ย่อมทำกุศล บางคนย่อมทำอกุศล บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่. ก็เวทนา
๓ อย่าง ย่อมมีในวาระทั้งปวงอย่างนี้.
ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาอันเป็นไปในสรีระซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๗
อย่างข้างต้น ใคร ๆ ก็อาจเพื่อจะห้ามได้ แต่เภสัชทั้งปวงก็ดี เครื่องป้องกัน
ก็ดี ก็ไม่สามารถเพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่ผลของกรรมได้เลย. ชื่อว่าโลก
โวหาร พระองค์ได้ตรัสแล้ว ในพระสูตรนี้.
จบอรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 52 (เล่ม 29)

๒. อักฐสตปริยายสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงแสดงประแห่งเวทนา
[๔๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายอันมีปริยาย
ต่างๆ ๑๐๘ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมปริยายนั้น ก็ธรรม
ปริยายอันมีปริยาย ๑๐๘ เป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยปริยายหนึ่ง
เรากล่าวเวทนา ๒ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓ ก็มี โดย
ปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๑๘ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา
๓๖ มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๑๐๘ ก็มี.
[๔๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนา ๒ เป็นไฉน. เวทนา ๒
คือ เวทนาทางกาย ๑ เวทนาทางใจ เหล่านี้เราเรียกว่า เวทนา ๒.
[๔๓๒] ก็เวทนา ๓ เป็นไฉน. เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา.
ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ เหล่านี้เราเรียกว่า เวทนา ๓.
[๔๓๓] ก็เวทนา ๕ เป็นไฉน. เวทนา ๕ คือ สุขินทรีย์ ๑
ทุกขินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ โทมนัสสินทรีย์ ๑ อุเบกขินทรีย์ ๑
เหล่านี้ เราเรียกว่า เวทนา ๕.
[๔๓๔] ก็เวทนา ๖ เป็นไฉน. เวทนา ๖ คือ จักขุสัมผัสสชา
เวทนา ๑ โสตสัมผัสสชาเวทนา ๑ ฆานสัมผัสสชาเวทนา ๑ ชิวหาสัม-
ผัสสชาเวทนา ๑ กายสัมผัสสชาเวทนา ๑ มโนสัมผัสสชาเวทนา ๑ เหล่านี้
เราเรียกว่า เวทนา ๖.

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 53 (เล่ม 29)

[๔๓๕] ก็เวทนา ๑๘ เป็นไฉน. เวทนา ๑๘ คือ เวทนาที่
สหรคตด้วยโสมนัส ๖ เวทนาที่สหรคตด้วยโทมนัส ๖ เวทนาที่สหรคต
ด้วยอุเบกขา ๖ เหล่านี้ เราเรียกว่าเวทนา ๑๘.
[๔๓๖] ก็เวทนา ๓๖ เป็นไฉน. เวทนา ๓๖ คือ เคหสิตโสมนัส ๖
เนกขัมมสิตโสมนัส ๖ เคหสิตโทมนัส ๖ เนกขัมมสิตโทมนัส ๖ เคหสิ-
อุเบกขา ๖ เนกขัมมสิตอุเบกขา ๖ เหล่านี้เราเรียกว่าเวทนา ๓๖.
[๔๓๗] เวทนา ๑๐๘ เป็นไฉน. เวทนา ๑๐๘ คือ เวทนาที่
เป็นอดีต ๓๖ ที่เป็นอนาคต ๓๖ ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖ เหล่านี้ เราเรียกว่า
เวทนา ๑๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันมีปริยาย ๑๘ แม้นี้แล.
จบ อัฏฐสตปริยายสูตรที่ ๒
อรรถกถาอัฏฐสตปริยายสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในอัฏฐสตปริยายสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ .
บทว่า อฏฺฐสตปริยายํ คือเป็นเหตุ ๑๐๘ บทว่า ธมฺมปริยายํ
คือเหตุแห่งธรรม. ในบทว่า กายิกา จ เจตสิกา จ นี้ เวทนาทางกาย
ย่อมได้ในกามาวจรเท่านั้น. เวทนาทางใจ ก็เป็นไปในภูมิ ๔. สุขเวทนาใน
บทเป็นอาทิว่า สุขา ย่อมไม่มีในอรูปาวจร แต่ย่อมได้ในภูมิ ๓ ที่เหลือ.
ทุกขเวทนา จัดเป็นกามาวจร. เวทนานอกนี้ ก็เป็นไปในภูมิ ๔. ในหมวด
๕ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ จัดเป็นกามาวจร. โสมนัส
สินทรีย์ เป็นไปในภูมิ ๓. อุเบกขินทรีย์ เป็นไปในภูมิ ๔.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 54 (เล่ม 29)

ในหมวด ๖ เวทนาในทวาร ๕ จัดเป็นกามาวจร. เวทนาใน
มโนทวาร เป็นไปในภูมิ ๔ ในหมวด ๑๘ ในอารมณ์อันน่าปรารถนา ๖
ชื่อว่า โสมนัสสุปวิจาร เพราะอรรถว่าย่อมเข้าไปไตร่ตรองกันด้วยโสมนัส.
แม้ในสองบทที่เหลือ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. เทศนานี้มาแล้วด้วยสามารถ
แห่งวิจารด้วยประการดังนี้. แต่พึงทราบเวทนา ๑๘ ในที่นี้ ด้วยสามารถ
แห่งโสมนัสเป็นต้น อันสัมปยุตด้วยวิจารนั้น.
พึงทราบในบทเป็นอาทิว่า ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ ความว่า
โสมนัสอาศัยกามคุณ อันท่านกล่าวแล้วในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า เมื่อระลึก
ถึงการได้ โดยการได้แห่งรูปอันพึงรู้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่
น่าพอใจ น่ารื่นรมย์แห่งใจ อันประกอบด้วยโลกามิส หรือเมื่อระลึกถึง
สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งตนเคยได้แล้วในอดีต
โสมนัส ก็ย่อมเกิดขึ้น. โสมนัสเห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า เคหสิตโสมนัส
โสมนัสอาศัยเรือน ชื่อว่าโสมนัสอาศัยเรือน ๖.
เมื่อสามารถเพื่อให้ขวนขวายเริ่มวิปัสสนาด้วยสามารถความไม่เที่ยง
เป็นต้น เกิดโสมนัสว่า วิปัสสนา อันเราขวนขวายแล้วดังนี้ โสมนัส
เกิดขึ้นแล้ว เมื่ออารมณ์ อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า
ก็แล เมื่อรู้แจ้งว่ารูปทั้งหลายไม่เที่ยง ก็พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความแปรปรวน
คลายกำหนัดและดับเสียได้ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบตามเป็นจริงนั้น อย่างนี้
ว่า รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี ในปัจจุบันก็ดี รูปเหล่านั้นทั้งปวง ก็ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาดังนี้ โสมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น.
โสมนัสเห็นปานนี้. ท่านเรียกว่า เนกขัมมสิตโสมนัส โสมนัสอาศัย
การออกจากกาม ชื่อว่า โสมนัสอาศัยการออกจากกาม ๖.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 55 (เล่ม 29)

โทมนัสอาศัยกามคุณ อันเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้ตรึกอยู่ว่า เราจักไม่เสวย
จะไม่เสวยอารมณ์ อันน่าปรารถนาดังนี้ ในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า เมื่อ
พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งการไม่ได้ โดยการไม่ได้แห่งรูปทั้งหลาย พึงรู้ด้วยจักษุ
อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารื่นรมย์แห่งใจ อันประกอบด้วย
โลกามิส หรือเมื่อพิจารณาเห็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว เปลี่ยน
แปลงไปแล้ว ซึ่งอันตนยังไม่เคยได้แล้วในอดีต โทมนัส ก็ย่อมเกิดขึ้น
โทมนัสเห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า เคหสิตโทมนัส โทมนัสอาศัยการอยู่
ครองเรือนดังนี้ ชื่อว่า โทมนัสอาศัยการอยู่ครองเรือน ๖.
ส่วน ภิกษุผู้รู้แจ้งว่ารูปทั้งหลายไม่เที่ยง เห็นซึ่งความแปรปรวน
คลายกำหนัด และดับเสียได้ด้วยปัญญา อันชอบตามเป็นจริงนั้น อย่างนี้
ว่า. รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี ในปัจจุบันก็ดี รูปเหล่านั้นทั้งปวงก็ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาดังนี้ ย่อมยังความพยายามให้
เข้าไปตั้งอยู่ ในวิโมกข์ อันยอดเยี่ยมว่า เมื่อไรเรานี้จักเข้าตทายตนะ
(เหตุให้จิตหลุดพ้นอยู่ ). พระอริยะทั้งหลาย ย่อมเข้าอายตนะอยู่ดังนี้.
ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อเธอยังความพยายามให้เข้าไป ตั้งอยู่ในวิโมกข์ อัน
ยอดเยี่ยม โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น เพราะความพยายามเป็นปัจจัย. โทมนัส
เห็นปานนี้ ท่านเรียกว่า เนกขัมมโทมนัส โทมนัสอาศัยการออกจากกาม
เมื่ออารมณ์ อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร ๖ อย่างนี้ โทมนัส
อันเกิดขึ้นแล้วแก่เธอผู้ยังความพยายามให้เข้าไปตั้งไว้ในธรรมคืออริยผล
กล่าวคืออนุตตรวิโมกข์ แต่ไม่สามารถเพื่อให้ขวนขวายเริ่มวิปัสสนาด้วย
อำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น เพื่อบรรลุอริยผลธรรมนั้นได้ จึงเสียดาย
อยู่ว่า เราไม่สามารถเพื่อจะขวนขวายถึงวิปัสสนาแล้ว บรรลุอริยภูมิได้

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 56 (เล่ม 29)

ทั้งปักษ์นี้ ทั้งเดือนนี้ ทั้งปีนี้ ชื่อว่า เนกขัมมสิตโทมนัส โทมนัส
อาศัยการออกจากกาม ๖.
เมื่ออารมณ์ อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า พาล-
ปุถุชนคนลุ่มหลง คือคนหนา อันยังไม่เกิดวิบาก ไม่เห็นโทษ ไม่ได้สดับ
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว อุเบกขา ก็ย่อมเกิดขึ้น อุเบกขาเห็นปานนี้อันใด
อุเบกขานั้น ย่อมล่วงรูปไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น อุเบกขานั้น ท่านเรียกว่า
เคหสิตอุเบกขา อุเบกขาอาศัยเรือนดังนี้. อุเบกขา อาศัยกามคุณเกิดขึ้น
แล้วเมื่อล่วงรูปเป็นต้นไปไม่ได้ เหมือนแมลงวันหัวเขียวล่วงเลยน้ำอ้อยไป
ไม่ได้ ฉะนั้น ก็ต้องข้องอยู่ในรูปนั้นนั่งเอง. ชื่อว่า เคหสิตอุเบกขา
อุเบกขาอาศัยเรือน.
อุเบกขาสัมปยุตด้วยญาณ อันเป็นวิปัสสนาเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้ไม่กำ-
หนดในอารมณ์อันน่าปรารถนา ไม่ขัดเคืองในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนา
ไม่หลงในการเพ่งดูอารมณ์อันไม่สม่ำเสมอ. เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนา
ไปปรากฏ ในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า ก็แล เมื่อรู้แจ้งว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยง
พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความแปรปรวน คลายกำหนัดและดับเสียได้ ด้วยปัญญา
อันชอบตามความจริงนั้นอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี ในปัจจุบันก็ดี
รูปเหล่านั้นทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาดังนี้.
อุเบกขา ก็ย่อมเกิดขึ้น. อุเบกขาเห็นปานนี้ใด อุเบกขานั้น ย่อมล่วงรูป
ไปได้ เพราะฉะนั้น อุเบกขานั้น ท่านเรียกว่า เนกขัมมสิตอุเบกขา
อุเบกขาอาศัยการออกจากกาม ๖ ดังนี้ ชื่อว่า อุเบกขาอาศัยการออกจาก
กาม ๖. ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสการกำหนดธรรม อันเป็นไปในภูมิ ๔
อันรวบรวมธรรมไว้ทั้งหมด. สูตรที่ ๓ เป็นต้นไปมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาอัฏฐสตปริยายสูตรที่ ๒

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 57 (เล่ม 29)

๓. ภิกขุสูตร๑
ว่าด้วยภิกษุทูลถามเรื่องเวทนา
[๔๓๘] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ เวทนาเป็นไฉนหนอ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา
อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา. พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเวทนา ๓ เหล่านี้ คือ สุขเวทนา
ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา นี้เราเรียกว่าเวทนา เพราะผัสสะเกิด
เวทนาจึงเกิด ตัณหาเป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงเหตุเกิดแห่งเวทนา เพราะ
ผัสสะดับเวทนาจึงดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมา-
ทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สุข
โสมนัสเกิดนี้เพราะอาศัยเวทนาอันใด นี้เป็นคุณแห่งเวทนา เวทนาอันใด
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งเวทนา
ความกำจัด ความละฉันทราคะในเวทนา นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
เวทนา.
จบ ภิกขุสูตรที่ ๓
๑. สูตรที่ ๓ - ๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 58 (เล่ม 29)

๔. ปุพพสูตร
ว่าด้วยความคิดเกิดขึ้นเมื่อก่อนตรัสรู้
[๔๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้ ครั้งยังมิได้
ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นไฉนหนอ
ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่ง
เวทนาเป็นไฉน ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ
แห่งเวทนาเป็นไฉน อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา
อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา. เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
เวทนา ๓ นี้ เหล่านี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
นี้เราเรียกว่าเวทนา เพราะผัสสะเกิด เวทนาจึงเกิด ตัณหาเป็นปฏิปทา
เครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ฯลฯ ความกำจัด ความละฉันทราคะ
ในเวทนา นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา.
จบ ปุพพสูตรที่ ๔
๕. ญาณสูตร
ว่าด้วยความรู้แท้ในเรื่องเวทนา
[๔๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสง
สว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้เวทนา . . .
นี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา. . . นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนา
. . . นี้ความดับแห่งเวทนา . . . นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา
นี้เป็นคุณแห่งเวทนา . . . นี้เป็นโทษแห่งเวทนา ...นี้เป็นอุบายเครื่อง
สลัดออกแห่งเวทนา.
จบ ญาณสูตรที่ ๕

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 59 (เล่ม 29)

๖. ภิกขุสูตร
ว่าด้วยภิกษุทูลถามเรื่องเวทนา
[๔๔๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-
เจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ เวทนาเป็นไฉนหนอ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ฯลฯ อะไรเป็นคุณ
แห่งเวทนา อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออก
ส่งเวทนา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓
เหล่านี้ ฯลฯ ความกำจัด ความละฉันทราคะในเวทนา นี้เป็นอุบายเครื่อง
สลัดออกแห่งเวทนา.
จบ ภิกขุสูตรที่ ๖
๗. ปฐมสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์
[๔๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉน. คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็สมณะ หรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ
อุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ๓ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะ
หรือพราหมณ์เหล่านั้น ยังไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็น
พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่ง

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 60 (เล่ม 29)

ประโยชน์ของความเป็นสมณะหรือความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
เองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้
ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา
เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น นับว่าเป็น
สมณะในหมู่สมณะหรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ ของความเป็นสมณะหรือของความเป็น
พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
จบ ปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๗
๘. ทุติยสมณพราหมณสูตร
ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์
[๔๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉน. คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็สมณะหรือ
พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ๓ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง ฯลฯ
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็น
พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
จบ ทุติยสมพราหมณสูตรที่ ๘

60