ตนเอง และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่า เป็นจริงของโลก. แม้ในบทมีเสมหะ
เป็นสมุฏฐานเป็นอาทิ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนบทว่า สนฺนิปาติกานิ
ในบทว่า สนฺนิปาตสมุฏฺฐานานิปิ นี้ เกิดขึ้นแล้ว เพราะการกำเริบแห่งดี
เป็นต้น แม้ทั้งสาม. บทว่า อุตุปริณามชานิ คือเกิดแต่ฤดูเปลี่ยน
ย่อมเกิดขึ้นแก่ชาวชังคลเทศ เมื่ออยู่ในอนุประเทศ. ความเปลี่ยนฤดู
ย่อมเกิดขึ้น ด้วยสามารถมีฝั่งมณีสมุทรเป็นต้นอย่างนี้ว่า เมื่อชาวอนุ
ประเทศอยู่ในชังคลเทศ. บทว่า ตโต ชาตา ได้แก่ เกิดแต่เปลี่ยนฤดู.
บทว่า วิสมปริหารชานิ ความว่า เกิดแต่การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ
ในการรับภาระหนัก โดยมีการทุบเป็นต้น. หรือเมื่อเที่ยวไปผิดเวลา โดย
มีการถูกงูกัด และตกบ่อเป็นต้น. บทว่า โอปกฺกมิภานิ ความว่า เกิดขึ้น
เพราะถือว่า ผู้นี้เป็นโจร หรือเป็นทาริกาของผู้อื่น แล้วจึงทำร้ายด้วยการ
เอาเข่า ศอกและไม้ค้อนเป็นต้น โบยให้เป็นปัจจัย. บางคน ถูกทำร้าย
ในภายนอกนั้นแล้ว ย่อมทำกุศล โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. บางคนทำ
อกุศล. บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่. บทว่า กมฺมวิปากชาตานิ คือเกิด
แต่ผลของกรรมอย่างเดียว. ก็เมื่อกรรมวิบากเหล่านั้น เกิดขึ้นแล้ว บางคน
ย่อมทำกุศล บางคนย่อมทำอกุศล บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่. ก็เวทนา
๓ อย่าง ย่อมมีในวาระทั้งปวงอย่างนี้.
ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาอันเป็นไปในสรีระซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๗
อย่างข้างต้น ใคร ๆ ก็อาจเพื่อจะห้ามได้ แต่เภสัชทั้งปวงก็ดี เครื่องป้องกัน
ก็ดี ก็ไม่สามารถเพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่ผลของกรรมได้เลย. ชื่อว่าโลก
โวหาร พระองค์ได้ตรัสแล้ว ในพระสูตรนี้.
จบอรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑