พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 41 (เล่ม 29)

อันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดแลพึง
กล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั่นอันเป็นเยี่ยมและ
ละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอมตามคำนี้แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร.
เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น มีอยู่.
[๔๑๖] ดูก่อนอานนท์ ก็สุขอื่นอันน่าใครยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั้นเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารระงับ
ไป มีปีติและสุขอันเกิดแก่สมาธิอยู่. นี้แลเป็น สุขอื่นอันน่าใคร่ ยิ่งกว่าแล
ประณีตกว่าสุขนั้น ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชน
ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั้นอันเป็นเยี่ยมและละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอม
ตามคำนี้ แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่ง
กว่าและประณีตกว่าสุขนั่น มีอยู่.
[๔๑๗] ดูก่อนอานนท์ ก็สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั้นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และ
เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข นี้แลเป็นสุขอื่น
อันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดแล
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั้นอันเป็นเยี่ยมและ
ละเอียดดังนี้ เราไม่ยอมตามคำนี้แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร.
เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น มีอยู่.

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 42 (เล่ม 29)

[๔๑๘] ดูก่อนอานนท์ ก็สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั้นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุ
ให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้แลเป็นสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น.
[๔๑๙] ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้ง
หลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั้น อันเป็นเยี่ยมและละเอียด ดังนี้ เราไม่
ยอมตามคำนี้ แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร. เพราะสุขอื่นอัน
น่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น มีอยู่.
[๔๒๐] ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั้นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าอากาสานัญจายตนฌานโดย
บริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาทั้งหลาย เพราะความ
ดับสูญแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาทั้งหลาย
โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แลเป็นสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั้น ชนเหล่าใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุข
โสมนัสนั้นอันเป็นเยี่ยมและละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอมตามคำนี้ แก่ชนเหล่า
นั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร. เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีต
กว่าสุขนั่น มีอยู่.
[๔๒๑] ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั่นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวงแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนฌานโดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 43 (เล่ม 29)

มีที่สุด นี้แลเป็นสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น ชนเหล่าใด
แลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั่นอันเป็นเยี่ยม
และละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอมตามคำนี้ แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุ
อะไร. เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น มีอยู่.
[๔๒๒] ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั่นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวงแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนฌานโดยบริกรรมว่า อะไรหน่อย
หนึ่งไม่มี นี้แลเป็นสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น ชนเหล่า
ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั่นอันเป็นเยี่ยม
และละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอมตามคำนี้แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุ
อะไร. เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น มีอยู่.
[๔๒๓] ดูก่อนอานนท์ ก็สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั่นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวงแล้ว เข้านวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้แลเป็นสุขอื่น
อันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น ชนเหล่าใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ชนทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั่นอันเป็นเยี่ยมและละเอียด ดังนี้ เราไม่
ยอมตามคำแก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร. เพราะสุขอื่นอันน่า
ใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น มีอยู่.
[๔๒๑] ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า
สุขนั่นเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตน-
ฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมบัติอยู่ นี้แลเป็น

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 44 (เล่ม 29)

สุขอื่นอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั่น ก็ข้อที่ปริพาชกอัญญเดียรถีย์
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมกล่าวสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ และ
ย่อมบัญญัตินิโรธนั้นไว้ในความสุข ข้อนี้นั้นเพราะเหตุไร ข้อนี้นั้นเป็น
อย่างไร. นั้นเป็นฐานะที่จะมีได  พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์มีวาทะอย่างนี้
พวกเธอพึงค้านอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้
ทรงหมายเอาสุขเวทนาบัญญัตินิโรธนั้นไว้ในความสุขเลย บุคคลย่อมได้สุข
ในฐานะใด ๆ พระตถาคตย่อมทรงบัญญัติฐานะนั้น ๆ อันเป็นสุขไว้ใน
ความสุขทุกแห่ง.
จบ ปัญจกังคสูตรที่ ๙
อรรถกถาปัญจกังคสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในปัญจกังสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปญฺจกงฺโค ในบทว่า ปญฺจกงฺโค ฐปติ เป็นชื่อของช่างไม้นั้น
อนึ่ง ช่างไม้นั้น ปรากฏชื่อว่าปัญจังคะ เพราะประกอบด้วยองค์ ๕ กล่าวคือ
มีด ขวาน สิ่ว ไม้ ค้อน กระปุกด้ายเส้นบรรทัด. บทว่า ฐปติ คือช่างไม้ ผู้เป็น
หัวหน้า บทว่า อุทายิ คือพระอุทายีเถระผู้บัณฑิต. บทว่า ปริยายํ คือเหตุ.
บทว่า เทฺววานนฺท คือ ดูก่อนอานนท์ เวทนา ๒ ก็มี. บทว่า ปริยาเยน คือ
โดยเหตุ. ส่วนในที่นี้ พึงทราบเวทนา ๒ ด้วยสามารถทางกายและทางจิต.
แม้ เวทนา ๓ ด้วยสามารถสุขเป็นต้น. เวทนา ๕ มีสุขินทรีย์เป็นต้น ด้วย
สามารถอินทรีย์. เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเป็นต้นด้วยสามารถทวาร.

44
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 45 (เล่ม 29)

เวทนา ๑๘ มีเป็นอาทิว่า เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไตร่ตรองซึ่งรูป อันเป็น
ที่ตั้งแห่งโสมนัสด้วยสามารถการไตร่ตรอง พึงทราบ เวทนา ๓๖ อย่างนี้
คือ โสมนัสอาศัยเรือน ๖, อาศัยเนกขัมมะการออกจากกาม ๖, โทมนัส
อาศัยเรือน ๖, อาศัยเนกขัมมะการออกจากกาม ๖, อุเบกขาอาศัยเรือน ๖,
อาศัยเนกขัมมะการออกจากกาม ๖, พึงทราบ เวทนา ๑๐๘ อย่างนี้ คือ
เวทนาเหล่านั้น ในอดีตมี ๓๖. ในอนาคตมี ๓๖. ในปัจจุบันมี ๓๖.
บทว่า ปญฺจิเม อานนฺท กามคุณา นี้ เป็นอนุสนธิเฉพาะอย่าง
หนึ่ง. ที่จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำเวทนา ๒ ให้เป็นต้น ทรงบัญญัติ
เวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้. โดยปริยาย ตรัสเวทนาอย่างเดียวก็มี
เมื่อจะทรงแสดงเวทนานั้น จึงทรงเริ่มเทศนานี้เพื่อส่งเสริมวาทะของช่างไม้
ชื่อปัญจกังคะ บทว่า อภิกฺกนฺตตรํ คือ ดีกว่า. บทว่า ปณีตตรํ คือ
ยิ่งกว่า. ในข้อนี้อทุกขมสุขเวทนา ท่านกล่าวว่า สุขด้วยอรรถว่าสงบและ
ประณีต. จำเดิมแต่จตุตถฌาน นิโรธ ชื่อว่าเป็นสุข ด้วยสามารถมิได้เสวย
อารมณ์. ด้วยว่า ชื่อว่าสุขอันเสวยอารมณ์เกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถกามคุณ
๕ และด้วยสามารถสมาบัติ ๘. นิโรธ ชื่อว่าสุขอันมิได้เสวยอารมณ์แล้ว.
สุขเสวยอารมณ์ก็ตาม มิได้เสวยอารมณ์ก็ตาม ก็ชื่อว่าสุขโดยส่วนเดียวแท้
ด้วยอรรถว่าเป็นสุข กล่าวคือความไม่มีทุกข์.
บทว่า ยตฺถ ยตฺถ คือในฐานะใด. บทว่า สุขํ อุปลพฺภติ ความว่า
บุคคล ย่อมได้สุขอันเสวยอารมณ์หรือสุขอันมิได้เสวยอารมณ์ พระตถาคต
ย่อมบัญญัติสุขนั้นๆ ลงในสุข. พระตถาคต ย่อมบัญญัติสุขนั้นทั้งหมด

45
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 46 (เล่ม 29)

ซึ่งไม่มีความทุกข์ลงในสุขเท่านั้น ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำ
นิโรธสมาบัติ ให้เป็นประธานในที่นี่แล้ว จึงทรงยังเทศนาให้จบลงด้วย
ธรรมคือยอดพระอรหัตอย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้พอแนะนำได้.
จบ อรรถกถาปัญจกังคสูตรที่ ๙
จบ อรรถกถารโหคตวรรคที่ ๒
๑๐. ภิกขุสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงแสดงประเภทแห่งเวทนา
[๔๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๒
ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าว
เวทนา ๕ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๖ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง
เรากล่าวเวทนา ๑๘ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓๖ ก็มี โดย
ปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๑๐๘ ก็มี ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยาย
อยู่ใน เมื่อเราแสดงธรรมโดยปริยายอย่างนี้แล้ว ชนเหล่าใดจักไม่สำคัญ
ตาม จักไม่รู้ตาม จักไม่บันเทิงตาม ซึ่งคำที่เรากล่าวดีแล้ว เจรจาดีแล้ว
แก่กันและกัน เหตุนี้จักเป็นอันชนเหล่านั้นพึงหวังได้ คือ ชนเหล่านั้น
จักเกิดความบาดหมางกัน จักเกิดความทะเลาะกัน วิวาทกัน จักทิ่มแทง
กันและกัน ด้วยหอกคือปากอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดง
แล้วโดยปริยายอย่างนี้ เมื่อธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้มีอยู่
ชนเหล่าใดจักสำคัญตาม จักรู้ตาม จักบันเทิงตาม ซึ่งคำที่เรากล่าวดีแล้ว
๑. สูตรที่ ๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้

46
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 47 (เล่ม 29)

เจรจาดีแล้ว แก่กันและกัน เหตุนี้อันชนเหล่านั้นพึงหวังได้ คือพวกเขา
จักพร้อมเพรียงกัน จักชื่นบานต่อกัน จักไม่วิวาทกัน จักเป็นดุจน้ำเจือ
ด้วยน้ำมัน จักมองกันและกันด้วยจักษุอันเปี่ยมด้วยความรักอยู่.
[๔๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ เหล่านี้ ฯลฯ (เหมือน
ข้อ ๔๑๓ ถึงข้อ ๔๒๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อที่ปริพาชกอัญญ-
เดียรถีย์พึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมกล่าวสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
และย่อมบัญญัตินิโรธนั้นไว้ในความสุข ข้อนี้นั้นเพราะเหตุไร ข้อนี้นั้น
เป็นอย่างไร. ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ผู้มีวาทะ
อย่างนี้ พวกเธอพึงค้านอย่างนี้ว่า. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ไม่ได้ทรงหมายเอาสุขเวทนาบัญญัตินิโรธนั้นไว้ในความสุข บุคคล
ย่อมได้สุขในฐานะใดๆ พระตถาคตย่อมทรงบัญญัติฐานะนั้นๆ อันเป็นสุข
ไว้ในความสุขทุกแห่ง ดังนี้.
จบ ภิกขุสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๑๐
สูตรที่ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น
จบ อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๑๐
จบ รโหคตวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. รโหคตสูตร ๒. ปฐมวาตสูตร ๓. ทุติยวาตสูตร ๔. นิวาสสูตร
๕.ปฐมอานันทสูตร ๖. ทุติยอานันทสูตร ๗. ปฐมสัมพหุลสูตร ๘. ทุติย
สัมพหุลสูตร ๙. ปัญจกังคสูตร ๑๐. ภิกขุสูตร.

47
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 48 (เล่ม 29)

อัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓
๑. สิวกสูตร
ว่าด้วยสิวกปริพาชกทูลถามปัญหา
[๔๒๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร
เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล โมฬิยสิวกปริพาชก
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ มี
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอยู่ไหน มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ได้เสวยสุข
ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขทั้งมวล
นั้น มีการกระทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุ ก็ในข้อนี้ท่านพระโคดมตรัส
อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนสิวกะ เวทนาบางอย่าง
มีดีเป็นสมุฏฐานก็มี ย่อมเกิดขึ้นในโลกนี้ ข้อที่เวทนาบางอย่างซึ่งมีดีเป็น
สมุฏฐานเถิดขึ้นในโลกนี้ บุคคลพึงทราบได้เองอย่างนี้ก็มี โลกสมมติว่า
เป็นของจริงก็มี ในข้อนั้นสมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ
อย่างนี้ว่า บุคคลนี้ได้เสวยสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขทั้งมวลนั้น มีการกระทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุ
ย่อมแล่นไปสู่สิ่งที่รู้ด้วยตนเอง และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่าเป็นความจริง
ในโลก เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่า เป็นความผิดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น
เวทนาบางอย่างมีเสมหะเป็นสมุฏฐานก็มี ฯลฯ มีลมเป็นสมุฏฐานก็มี ฯลฯ

48
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 49 (เล่ม 29)

มีร่วมกันเป็นสมุฏฐานก็มี ฯลฯ เกิดแต่เปลี่ยนฤดูก็มี ฯลฯ เกิดแต่รักษาตัว
ไม่สม่ำเสมอก็มี ฯลฯ เกิดจากการถูกทำร้ายก็มี ฯลฯ เวทนาบางอย่างเกิด
แต่ผลของกรรมก็มี ย่อมเกิดขึ้นในโลกนี้ ข้อที่เวทนาบางอย่างซึ่งเกิดแต่
ผลของกรรมเกิดขึ้นในโลกนี้ บุคคลพึงทราบได้เองอย่างนี้ก็มีโลกสมมติว่า
เป็นของจริงก็มี ในข้อนั้นสมณพราหมณ์เหล่าใดมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ
อย่างนี้ว่า บุคคลนี้ได้เสวยสุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุข ทุกข์ หรืออทุกขมสุขทั้งมวลนั้น มีการกระทำไว้ในปางก่อนเป็นเหตุ
ย่อมแล่นไปสู่สิ่งที่รู้ด้วยตนเอง และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่าเป็นความจริง
ในโลก เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่าเป็นความผิด ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.
[๔๒๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โมฬิยสิวก
ปริพาชกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต
ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง
นัก ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจน
ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
[๔๒๙] เรื่องดี ๑ เสมหะ ๑ ลม ๑ ดี เสมหะ ลม
รวมกัน ๑ ฤดู ๑ รักษาตัวไม่สม่ำ เสมอ ๑ ถูก
ทำร้าย ๑ ผลของกรรม ๑ เป็นที่ ๘.
จบ สิวกสูตรที่ ๑

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 50 (เล่ม 29)

อรรถกถาอัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓
อรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสิวกสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้
บทว่า สิวโก ในบทว่า โมฬิยสิวโก เป็นชื่อของปริพาชกนั้น. ก็
จุกของปริพาชกนั้นมีอยู่ เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่า สิวกปริพาชกมีจุก.
บทว่า ปริพฺพาชโก ได้แก่ ปริพาชกผู้นุ่งผ้า บทว่า ปิตฺตสมุฏฺฐานานิ
ได้แก่ มีดีเป็นปัจจัย. บทว่า เวทยิตานิ คือเวทนา. เวทนา ๓ ย่อมเกิด
ขึ้นในบุคคลนั้นเพราะดีเป็นปัจจัย. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ฝ่ายบุคคล
บางคนคิดว่า ดีของเรากำเริบแล้ว ก็แล ชีวิตรู้ได้ยาก ย่อมให้ทาน
สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม. กุศลเวทนา ย่อมเกิดขึ้นแก่บางคนนั้น
ด้วยอาการอย่างนี้. ส่วนบางคนคิดว่า เราจักทำเภสัชแก้ดี ย่อมฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ พูดเท็จ ย่อมทำทุสีลกรรม ๑๐ ก็มี. อกุศลเวทนา ย่อมเกิดขึ้น
แก่บางคนนั้น ด้วยอาการอย่างนี้. แต่บางคนมีตนเป็นกลางว่า ดีของเรา
ย่อมไม่สงบด้วยการทำยา แม้ประมาณเท่านี้ เรื่องยานั้นพอกันที ย่อม
นอนอดกลั้นซึ่งเวทนาทางกาย. อัพยากตเวทนา ย่อมเกิดขึ้นแก่บางคนนั้น
ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า สามํปิ โข เอตํ ความว่า บุคคลเห็นวิการแห่งดีนั้น ๆ แล้ว
ก็พึงทราบเวทนานั้นได้ด้วยตน. บทว่า สจฺจสมฺมตํ คือสมมติว่าเป็นจริง
ฝ่ายชาวโลกเห็นวิการแห่งดีมีวรรณะต่างพร้อมเป็นต้นที่สรีระของเขาแล้ว
ย่อมรู้ว่า ดีของเขากำเริบ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะแล่นไปสู่สิ่งที่รู้ด้วย

50