พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 31 (เล่ม 29)

อรรถกถาทุติยวาตสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยวาตสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
เว้นคาถาทั้งหลายเสีย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตามอัธยาศัยของ
บุคคลผู้รู้อยู่.
จบ อรรถกถาทุติยวาตสูตรที่ ๓
๔. นิวาสสูตร
ว่าด้วยเวทนา ๓ เปรียบด้วยเรือนพักคนเดินทาง
[๓๙๘ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนพักคนเดินทาง
ชนทั้งหลายมาจากทิศตะวันออกบ้าง มาจากทิศตะวันตกบ้าง มาจากทิศ
เหนือบ้าง มาจากทิศใต้บ้าง เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นพราหมณ์บ้าง เป็น
พ่อค้าบ้าง เป็นคนงานบ้าง มาพักในเรือนนั้น ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เวทนาต่างชนิดย่อมเกิดขึ้นในกายนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน คือ สุขเวทนา
บ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง สุขเวทนามีอามิสบ้าง
ทุกขเวทนามีอามิสบ้าง อทุกขมสุขเวทนามีอามิสบ้าง สุขเวทนาไม่มีอามิส
บ้าง ทุกขเวทนาไม่มีอามิสบ้าง อทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิสบ้าง.
จบ นิวาสสูตรที่ ๔

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 32 (เล่ม 29)

อรรถกถานิวาสสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในนิวาสสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปุรตฺถิมา คือ ในทิศตะวันออก. ในบททั้งปวงก็อย่างนี้.
ในบทเป็นอาทิว่า สามิสาปิ สุขา เวทนา สุขเวทนา อันประกอบด้วย
อามิสคือกาม ชื่อว่า สุขมีอามิส เวทนาอันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฌาน
ทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา และด้วยสามารถ
แห่งอนุสสติ ชื่อว่าสุขไม่มีอามิส. ทุกขเวทนามีอามิสด้วยอามิสคือกาม
ชื่อว่าทุกข์มีอามิส โทมนัสเวทนา อันเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ยังความปรารถนา
ให้เข้าไปตั้งไว้ ในวิโมกข์อันยอดเยี่ยม ( อนุตตรวิโมกข์) เพราะความ
ปรารถนาเป็นปัจจัย ชื่อว่า ทุกข์ไม่มีอามิส. เวทนามีอามิสด้วยสามารถ
อามิสคือกามชื่อว่าอทุกขมสุขอันมีอามิส. อทุกขมสุขเวทนาอันเกิดขึ้น
ด้วยสามารถจตุตถฌาน ชื่อว่าอทุกขมสุข อันไม่มีอามิส.
สี่สูตรมีสูตรที่ ๕ เป็นต้นไป มีนัยอันกล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง.
ส่วนในข้อนี้ แม้สองสูตรก่อน ประกอบด้วยปัสสัทธิ. สองสูตรหลัง
ประกอบด้วยปัสสัทธิกึ่งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้วตามอัธยาศัย
ของบุคคลผู้รู้ด้วยเทศนา.
จบ อรรถกถานิวาสสูตรที่ ๔

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 33 (เล่ม 29)

๕. ปฐมอานันทสูตร๑
ว่าด้วยพระอานนท์ทูลถามเรื่องเวทนา ๓
[๓๙๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวทนา
มีเท่าไร ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน
ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา
อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา. พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เวทนามี ๓ เหล่านี้ คือ สุขเวทนา
ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนอานนท์ เหล่านี้ เราเรียกว่าเวทนา
เพราะผัสสะเกิดขึ้นเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ อริยมรรค
มีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาเครื่อง
ให้ถึงความดับแห่งเวทนา สุข โสมนัส ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยเวทนาใด
นี้เป็นคุณแห่งเวทนา เวทนาใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน
เป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งเวทนา การกำจัด การละฉันทราคะใน
เวทนาใด นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออก แห่งเวทนา.
[๔๐๐] ดูก่อนอานนท์ โดยที่แท้ เราได้กล่าว ความดับแห่งสังขาร
ทั้งหลายโดยลำดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ ฯ ล ฯ
เมื่อเช้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ โทสะ โมหะ
ของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมดับ.
๑. สูตรที่ ๕-๘ ไม่มี อรรถกถาแก้.

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 34 (เล่ม 29)

[๔๐๑] ดูก่อนอานนท์ โดยที่แท้ เราได้กล่าวความสงบแห่ง
สังขารทั้งหลายโดยลำดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ ฯลฯ
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะ โทสะ โมหะ
ของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมสงบ.
[๔๐๒] ดูก่อนอานนท์ โดยที่แท้ เราได้กล่าวความระงับแห่ง
สังขารทั้งหลายโดยลำดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อม
ระงับ ฯลฯ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ
โทสะ โมหะของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมระงับ.
จบ ปฐมอานันทสูตรที่ ๕
๖. ทุติยอานันทสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์ตรัสถามพระอานนท์ในเรื่องเวทนา ๓
[๔๐๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า
ดูก่อนอานนท์ เวทนามีเท่าไร ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ความดับ
แห่งเวทนาเป็นไฉน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน อะไร
เป็นคุณแห่งเวทนา อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัด
ออกแห่งเวทนา. ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน

34
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 35 (เล่ม 29)

มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่พึ่งอาศัย ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่ม
แจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเถิด ภิกษุทั้งหลายฟังพระดำรัสของพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์
ถ้ากระนั้นเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระอานนท์ทูลรับพระ
ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อน
อานนท์ เวทนา ๓ เหล่านี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
ดูก่อนอานนท์ เหล่านี้ เราเรียกว่าเวทนา ฯลฯ ราคะ โทสะ โมหะของ
ภิกษุผู้ขีณาสพย่อมระงับ.
จบ ทุติยอานันทสูตรที่ ๙
๗. ปฐมสัมพหุลสูตร
ว่าด้วยภิกษุจำนวนมากทูลถามเรื่องเวทนา ๓
[๔๐๔] ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เวทนามีเท่าไร ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน ความดับแห่งเวทนา
เป็นไฉน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน อะไรเป็นคุณ
แห่งเวทนา อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง
เวทนา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามี ๓ เหล่านี้

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 36 (เล่ม 29)

คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้
เราเรียกว่าเวทนา เพราะผัสสะเกิดขึ้นเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะดับไป
เวทนาจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั้นแล คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมา-
สมาธิเป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สุข โสมนัส ย่อมเกิดขึ้น
เพราะอาศัยเวทนาใด นี้เป็นคุณแห่งเวทนา เวทนาใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งเวทนา การกำจัด การละ
ฉันทราคะในเวทนาใด นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา.
[๔๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ เราได้กล่าวความดับ
แห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ
ฯลฯ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมดับ.
[๔๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ เราได้กล่าวความสงบ
แห่งสังขารทั้งหลายโดยล่าดับแล้ว คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อม
สงบ ฯลฯ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมสงบ.
[๔๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัสสัทธิ ๖ ประการนี้ คือ เมื่อ
ภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะ
ย่อมระงับ เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ
โทสะ โมหะ ของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมระงับ.
จบ ปฐมสัมพหุลสูตรที่ ๗

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 37 (เล่ม 29)

๘. ทุติยสัมพหุลสูตร
ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงแสดงเวทนา
[๔๐๘] ครั้งนั้นแล ภิกษุมากด้วยกัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ.
ใดเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุ
เล่นนั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนามีเท่าไร ฯลฯ อะไรเป็นอุบาย
เครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
กรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้นพวกเธอจงฟัง
จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓
เหล่านี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เหล่านี้ เราเรียกว่า เวทนา ฯ ลฯ ( พึงขยายความให้พิสดารเหมือนสูตร
ต้นๆ)
จบ ทุติสัมพหุลสูตรที่ ๘
๙. ปัญจกังคสูตร
ว่าด้วยช่างไม้ปัญจกังคะถามปัญหาพระอุทายี
[๔๐๙] ครั้งนั้นแล ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะเข้าไปหาท่านพระอุทายี
ถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระอุทายีแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว
ได้ถามท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายีผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 38 (เล่ม 29)

เวทนาไว้เท่าไรหนอ ท่านพระอุทายีตอบว่า ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข
เวทนา ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างนี้แล.
[๔๑๐] เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้แล้ว ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
ได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายีผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง ตรัสไว้ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
ท่านผู้เจริญ อทุกขมสุขเวทนาอันเป็นไปฝ่ายละเอียด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ในสุขอันประณีต แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระอุทายี ก็ได้กล่าวกะช่างไม้ว่า
ก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่างเลย พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
พระผู้มีพระภาคจ้าตรัสเวทนา ๓ อย่างนี้ แม้ครั้งที่ ๒ ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะ
ก็ได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายีผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างเลย ตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา
ทุกขเวทนา ท่านผู้เจริญ อทุกขมสุขเวทนาอันเป็นไปในฝ่ายละเอียด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันประณีต แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายี
ก็ได้กล่าวกะช่างไม้ว่า ดูก่อนคฤหบดี พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสเวทนา
ไว้ ๒ อย่างเลย ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขม-
สุขเวทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเวทนา ๓ อย่างนี้ แม้ครั้งที่ ๓ ช่างไม้
ได้กล่าวกะท่านพระอุทายีว่า ท่านพระอุทายีผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่ได้ตรัสเวทนาไว้ ๓ อย่างเลย ตรัสเวทนาไว้ ๒ อย่าง คือ สุขเวทนา

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 39 (เล่ม 29)

ทุกขเวทนา ท่านผู้เจริญ อทุกขมสุขเวทนาอันเป็นไปในฝ่ายละเอียด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสุขอันประณีต ท่านพระอุทายีไม่สามารถจะ
ช่างไม้ตกลงได้ ฝ่ายช่างไม้ก็ไม่สามารถให้ท่านพระอุทายีตกลงได้.
[๔๑๑] ท่านพระอานนท์ ได้ฟังการสนทนาปราศรัยนี้ของที่ใน
พระอุทายีกับช่างไม้ ครั้นแล้วได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ นั่ง
ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลการสนทนาปราศรัยแม้นั้นทั้งหมด
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ช่างไม้
ชื่อปัญจกังคะไม่คล้อยตามเหตุอันมีอยู่ของภิกษุอุทายี ส่วนภิกษุอุทายีไม่
คล้อยตามเหตุอันมีอยู่ของช่างไม้.
ว่าด้วยประเภทแห่งเวทนา
[๔๑๒] ดูก่อนอานนท์ โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๒ ก็มี
โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา
ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๖ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าว
เวทนา ๑๘ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓๖ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง
เรากล่าวเวทนา ๑๐๘ ก็มี ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยาย
อย่างนี้ ดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมอันเราแสดงแล้วโดยปริยายอย่างนี้แล
ชนเหล่าใดจักไม่สำคัญตาม จักไม่รู้ตาม จักไม่บันเทิงตาม ซึ่งคำที่เรากล่าวดี
แล้ว เจรจาดีแล้ว แก่กันและกัน เหตุนี้จักเป็นอันชนเหล่านั้นหวังได้ คือ
ชนเหล่านั้นจักเกิดความบาดหมางกัน เกิดความทะเลาะกัน วิวาทกัน
จักทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปาก ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดง

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 40 (เล่ม 29)

แล้วโดยปริยายอย่างนี้แล ดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมอันเราแสดงแล้วโดย
ปริยายอย่างนี้ ชนเหล่าใดจักสำคัญตาม จักรู้ตาม จักบันเทิงตาม ซึ่งคำที่
เรากล่าวดีแล้ว เจรจาดีแล้ว แก่กันและกัน เหตุนี้ชนเหล่านั้นพึงหวังได้
คือ ชนเหล่านั้นจักพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำ
เจือด้วยน้ำนม มองกันและกันด้วยจักษุอันเปี่ยมด้วยความรักอยู่.
ว่าด้วยกามสุข
[๔๑๓] ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ เหล่านี้ กามคุณ ๕ เป็นไฉน.
คือ รูปที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก
ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ฯลฯ โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย น่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด กามคุณ ๕ เหล่านี้แล
ดูก่อนอานนท์ สุขโสมนัสย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้ นี้เรา
เรียกว่ากามสุข.
[๔๑๔] ดูก่อนอานนท์ ชนเหล่าใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้ง
หลายย่อมเสวยสุขโสมนัสนั้นอันเป็นเยี่ยมและละเอียด ดังนี้ เราไม่ยอม
ตามคำนี้แก่ชนเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะสุขอื่นอันน่าใคร่
ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้น มีอยู่.
ว่าด้วยสุข
[๔๑๕] ดูก่อนอานนท์ ก็สุขอันน่าใคร่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าสุข
นั่นเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้แลเป็นสุขอื่น

40