พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 1 (เล่ม 29)

๒. เวทนาสังยุต
ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑
๑. สมาธิสูตร
ว่าด้วยผู้มีจิตตั้งมั่นรู้เหตุเกิดและดับแห่งเวทนา
[๓๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เวทนา ๓ เหล่านี้แล.
[๓๖๐] สาวกของพระพุทธเจ้ามีจิตมั่นคงดีแล้ว มี
สัมปชัญญะ มีสติ ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนาและเหตุ
เกิดแห่งเวทนาทั้งหลาย อนึ่งเวทนาเหล่านี้จะ
ดับไปในที่ใด ย่อมรู้ชัดซึ่งที่นั้น ( คือนิพพาน )
และทางดำเนินให้ถึงความสิ้นไปแห่งเวทนาเหล่า
นั้น เพราะสิ้นเวทนา ภิกษุเป็นผู้หมดความหิว
ปรินิพพานแล้ว.
จบ สมาธิสูตรที่ ๑

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 2 (เล่ม 29)

เวทนาสังยุต
ปฐมกสคาถวรรคที่ ๑
อรรถกถาสมาธิสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิสูตรที่ ๑ แห่งสหคาถาวรรค๑ในเวทนา
สังยุต ดังต่อไปนี้.
บทว่า สมาหิโต ความว่า มีจิตตั้งมั่นด้วยอุปจาร หรือด้วย
อัปปนา. บทว่า เวทนา จ ปชานาติ ความว่า สาวกของพระพุทธเจ้า
ย่อมรู้ชัดเวทนาด้วยสามารถแห่งทุกขสัจ. บทว่า เวทนานญฺจ สมฺภวํ
ความว่า ย่อมรู้ชัดเหตุเกิดแห่งเวทนาเหล่านั้นแล ด้วยสามารถแห่งสมุทย-
สัจ. บทว่า ยตฺถ เจตา ความว่า เวทนาเหล่านี้ จะดับในนิพพานใด-
ย่อมรู้ชัด ซึ่งนิพพานนั้น ด้วยสามารถแห่งนิโรธสัจ. บทว่า ขฺยคามินํ
ความว่า ย่อมรู้ชัดทางดำเนินให้ถึงความสิ้นไปแห่งเวทนาเหล่านั้นแล ด้วย
สามารถแห่งมรรคสัจ. บทว่า นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ความว่า ภิกษุผู้
หมดตัณหา ปรินิพพานแล้วด้วยความดับกิเลส. ในพระสูตรนี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเวทนาอันเที่ยวไปในการพิจารณาด้วยประการดังนี้. ตรัส
สมณะและวิปัสสนาด้วยบททั้งสองในคาถาทั้งหลาย. ตรัสสัจจะ ๔ ด้วย
บทที่เหลือ การกำหนดธรรมเป็นไปในภูมิ ๔ อันรวบรวมธรรมไว้ทั้งหมด
ก็ได้ตรัสไว้ในพระสูตรนี้ด้วยประการฉะนี้.
จบ อรรถกถาสมาธิสูตรที่ ๑
๑. บาลี เป็น ปฐมสคาถวรรค

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 3 (เล่ม 29)

๒. สุขสูตร
ว่าด้วยผู้รู้ว่าเวทนาเป็นทุกข์ย่อมหมดความยินดีในเวทนา
[๓๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เวทนา ๓ เหล่านี้แล.
[๓๖๒] ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น
สุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็
ตาม ทั้งที่เป็นภายในทั้งที่เป็นภายนอกอยู่ ภิกษุ
รู้ว่า เวทนานี้เป็นทุกข์ มีความพินาศเป็นธรรมดา
มีความทำลายเป็นธรรมดา ถูกต้องความเสื่อมไป
อยู่ ย่อมคลายความยินดีในเวทนาเหล่านั้น ด้วย
ประการอย่างนี้.
จบ สุขสูตรที่ ๒
อรรถกถาสุขสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในสุขสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อทุกฺขมสุขํ สห ได้แก่ มิใช่ทุกข์มิใช่สุข พร้อมด้วยสุข
และทุกข์ บทว่า อชฺฌตฺตญฺจ พิหิทฺธา จ ความว่า ของตนและของคนอื่น.
บทว่า โมสธมฺมํ คือมีความพินาศเป็นสภาพ. บทว่า ปโลกินํ คือทำลาย
มีความแตกเป็นสภาพ. บทว่า ผุสฺส ผุสฺส วยํ ผุสฺสํ ความว่า ถูกต้อง

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 4 (เล่ม 29)

ความเสื่อมเพราะถูกต้องด้วยญาณ. บทว่า เอวํ ตตฺถ วิรชฺชติ ความว่า
ย่อมคลายความยินดี ในเวทนาเหล่านั้น ด้วยประการอย่างนี้. ในพระสูตร
แม้นี้ ตรัสเวทนาอันเที่ยวไปในการพิจารณา ตรัสการถูกต้องด้วยญาณ
ในคาถาทั้งหลาย.
จบ อรรถกถาสุขสูตรที่ ๒
๓. ปหานสูตร
ว่าด้วยพึงละราคานุสัยเป็นต้นในเวทนา ๓
[๓๖๓] ตูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายพึงละราคานุสัยในสุขเวทนา พึงละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา
พึงละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุขเวทนา เพราะเหตุที่ภิกษุละราคานุสัยใน
สุขเวทนา ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา ละอวิชชานุสัยในอทุกขมสุข-
เวทนา ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ไม่มีราคานุสัย มีความเห็นชอบ ตัด
ตัณหาได้เด็ดขาด เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว
เพราะละมานะได้โดยชอบ.
[๓๖๔] ราคานุสัยนั้น ย่อมแก่ภิกษุผู้เสวยสุข
เวทนาไม่รู้สึกตัวอยู่ มีปกติไม่เห็นธรรมเป็น
เครื่องสลัดออก ปฏิฆานุสัยย่อมมีแก่ภิกษุผู้เสวย
ทุกขเวทนา ไม่รู้สึกตัว มีปกติไม่เห็นธรรมเป็น
เครื่องสลัดออก บุคคลเพลิดเพลินอทุกขมสุข-

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 5 (เล่ม 29)

เวทนาซึ่งมีอยู่ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญา
ประดุจปฐพีทรงแสดงแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไป
จากทุกข์เลย เพราะเหตุที่ภิกษุผู้มีความเพียร
ละทิ้งเสียได้ด้วยสัมปชัญญะ เธอชื่อว่าเป็น
บัณฑิตย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งปวง ครั้นกำหนด
รู้เวทนาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ในปัจจุบัน
ตั้งอยู่ในธรรมถึงที่สุดเวท เมื่อตายไป ย่อมไม่
เข้าถึงความนับว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง เป็น
ผู้หลง ดังนี้.
จบ ปหานสูตรที่ ๓
อรรถกถาปหานสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในปหานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อจฺเฉชฺช ตยฺหํ ความว่า ตัดตัณหาแม้ทั้งปวงได้เด็ดขาด
แล้ว. บทว่า นิวตฺตยิ สญฺโญชนํ ความว่า เพิกถอนสังโยชน์ทั้ง ๑๐
อย่างได้แล้ว คือได้ทำให้หมดมูล. บทว่า สมฺมา คือโดยเหตุ คือโดยการณ์.
บทว่า มานาภิสมยา ความว่า เพราะเห็นและละมานะเสียได้ ด้วยว่า
อรหัตตมรรค ย่อมเห็นซึ่งมานะด้วยสามารถแห่งกิจ. นี้จัดเป็นการละมานะ
นั้นด้วยทัสสนะ. ส่วนมานะนั้นอันอรหัตมรรคนั้นเห็นแล้ว ย่อมละได้
ทันทีเหมือนชีวิตของสัตว์อันบุคคลเห็นละได้ด้วยสามารถทิฏฐิฉะนั้น.นี้ จัด
เป็นการละมานะนั้นด้วยปหานะ. บทว่า อนฺตมาสิ ทุกฺขสฺส ท่านอธิบาย

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 6 (เล่ม 29)

ว่าที่สุด ๔ เหล่านี้ ใด คือที่สุดมีเขตแดนเป็นที่สุด ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า
เครื่องผูกกาย ย่อมคร่ำคร่าเป็นที่สุด หรือมีความสดสวยเป็นที่สุดดังนี้ ๑
ที่สุดแห่งความลามกพระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า นี้เป็นที่สุดแห่งชีวิต นะภิกษุ
ทั้งหลายดังนี้ ๑ ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า กายของตนมีที่สุดอย่างหนึ่ง
ดังนี้ ๑ ส่วนสุดท่านกล่าวอย่างนี้ว่า นั้นแลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เพราะสิ้น
ปัจจัยทั้งหมดดังนี้ ๑ ในที่สุด ๔ เหล่านั้น ภิกษุได้ทำที่สุดกล่าวคือส่วน
ที่ ๔ แห่งวัฏฏทุกข์ทั้งหมดนั้นแล คือได้ทำการเพื่อกำหนด การที่กำหนดไว้
คือได้ทำทุกข์เหลือเพียงร่างกายเป็นที่สุดดังนี้.
บทว่า สมฺปชญฺเญน นิพฺพาติ ได้แก่ ย่อมละเสียได้ด้วยสัมป-
ชัญญะ บทว่า สํขยํ นูเปติ ความว่า ย่อมไม่เข้าถึงบัญญัติว่าเป็นผู้กำหนัด
ขัดเคือง เป็นผู้หลงดังนี้ เธอละบัญญัตินั้นได้แล้ว ได้ชื่อว่ามหาขีณาสพ.
อารัมมณานุสัยตรัสไว้แล้วในพระสูตรนี้แล.
จบ อรรถกถาปหานสูตรที่ ๓
๔. ปาตาลสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่ปรากฏและปรากฏในบาดาล
[๓๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมพูด
อย่างนี้ว่า ในมหาสมุทรมีบาดาล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้
สดับแล้ว ย่อมพูดวาจาอันไม่มีอันไม่ปรากฏอย่างนี้ว่าในมหาสมุทรมีบาดาล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า บาดาล นี้เป็นชื่อของทุกขเวทนาที่เป็นไปใน
สรีระแล ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับถูกทุกขเวทนาอันเป็นไปในสรีระถูกต้องแล้ว

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 7 (เล่ม 29)

ย่อมเศร้าโศก ลำบาก ร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญย่อมถึงความงมงาย ปุถุชนผู้
ไม่ได้สดับนี้ เรากล่าวว่า ไม่ปรากฏในบาดาล ทั้งหยั่งไม่ถึงอีกด้วย ส่วน
อริยสาวกผู้สดับแล้ว ถูกทุกขเวทนาอันเป็นไปในสรีระถูกต้อง ย่อมไม่
เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ย่อมไม่ถึงความงมงาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วนี้ เรากล่าวว่า ย่อมปรากฏใน
บาดาล ทั้งหยั่งถึงอีกด้วย.
[๓๖๖] นรชนใดถูกทุกขเวทนาเหล่านี้ อันเป็นไป
ในสรีระเครื่องนำชีวิตเสีย บังเกิดขึ้น ถูกต้อง
แล้ว อดกลั้นไม่ได้ ย่อมหวั่นไหว เป็นผู้ทุรพล
กำลังน้อย ย่อมคร่ำครวญ ร่ำไร นรชนนั้นย่อม
ไม่ปรากฏในบาดาล ทั้งหยั่งไม่ถึงอีกด้วย ส่วน
นรชนใดถูกทุกขเวทนาเหล่านี้ อันเป็นไปในสรี-
ระ เครื่องนำชีวิต บังเกิดขึ้น ถูกต้อง อดกลั้น
ไว้ได้ ย่อมไม่หวั่นไหว นรชนนั้นแล ย่อม
ปรากฏในบาดาล ทั้งหยั่งถึงอีกด้วย.
จบ ปาตาลสูตรที่ ๔
อรรถกถาปาตาลสุตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในปาตาลสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปาตาโล ชื่อว่าบาดาล เพราะอรรถว่า อย่าปรารถนา
เพื่อตกไป ในที่นี้ ย่อมไม่มีที่อาศัย. บทว่า อสนฺตํ อสํวิชชมานํ ได้แก่

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 8 (เล่ม 29)

วาจาไม่มี ไม่ปรากฏ. บทว่า เอวํ วาจํ ภาสติ ความว่า ปุถุชน ย่อม
พูดอย่างนี้ว่า ในมหาสมุทรมีบาดาล. ก็บาดาลนั้น คล้ายเหวในมหานรก
ย่อมมีในที่ตกแห่งน้ำซึ่งเป็นปากน้ำเชี่ยว แห่งมหาสมุทร พุ่งไปด้วยความ
เร็ว จดจักรวาล หรือภูเขาสิเนรุแล้ว ก็พุ่งขึ้น แม้ประมาณหนึ่งโยชน์
สองโยชน์. หรือสิบโยชน์แล้ว ก็ตกลงในมหาสมุทรอีก. น้ำใด เขาเรียก
กันในโลกว่า ปากน้ำเชี่ยว ปุถุชนย่อมพูดอย่างนี้ หมายถึงน้ำนั้น. ก็
เพราะในน้ำแห่งมหาสมุทรนั้นเป็นที่อยู่อาศัยอันสบายของปลา เต่า
เทพยดาและยักษ์เห็นปานนั้นฉะนั้น. ชื่อว่า ย่อมพูดวาจานั้น ๆ อันไม่มี
ปรากฏ. ก็เพราะพวกปุถุชนทั้งปวง ย่อมไม่สามารถเพื่อจะดำรงอยู่ด้วย
ทุกขเวทนาอันเป็นไปในสรีระได้. ฉะนั้น พระองค์ ทรงแสดงว่า นี้แหละ
บาดาลดังนี้ ด้วยความหมายว่า ไม่ควรเพื่อตกไป จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า
สารีริกานํ โข เอตํ ภิกฺขเว. บทว่า ปาตาเล น ปจฺจุฏฺฐาติ คือ ไม่ต้อง
อยู่แล้วในบาดาล. บทว่า คาธํ คือ ที่อยู่อาศัย.
บทว่า กนฺทติ ความว่า ย่อมคร่ำครวญบ่นเพ้อร่ำไรตลอดกาล.
บทว่า ทุพฺพโล คือมีญาณทุรพล. บทว่า อปฺปถามโก ความว่า ชื่อว่ามีกำลัง
น้อย เพราะกำลังแห่งญาณที่น้อย. เพราะอริยสาวกในสูตรนี้ เป็นโสดาบัน
ความจริง อริยสาวกผู้โสดาบัน มีหน้าที่ในข้อนี้ . ฝ่ายโยคาวจรผู้มีวิปัสสนา
แก่กล้าคือความรู้เฉียบแหลมเป็นผู้สามารถดำรงอยู่ได้ ไม่ดิ้นรนไปตาม
เวทนาอันเกิดขึ้นแล้วได้เหมือนกัน.
จบ อรรถกถาปาตาลสูตรที่ ๔

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 9 (เล่ม 29)

๕. ทัฏฐัพพสูตร
ว่าด้วยพึงเห็นเวทนา ๓ โดยความเป็นทุกข์เป็นต้น
[๓๖๗ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ เป็น
ไฉนคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ภิกษุทั้งหลาย พึง
เห็นสุขเวทนา โดยความเป็นทุกข์ พึงเห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นลูกศร
พึงเห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะ เหตุที่ภิกษุเห็นสุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์ เห็นทุกขเวทนาโดย
ความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง ภิกษุนี้เรา
กล่าวว่า มีความเห็นโดยชอบ ตัดตัณหาได้เด็ดขาด เพิกถอนสังโยชน์
ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เพราะละมานะได้ โดยชอบ.
[๓๖๘] ถ้าภิกษุใดเห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ เห็น
ทุกข์โดยความเป็นลูกศร เห็นอทุกขมสุขซึ่งมี
อยู่นั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ภิกษุนั้นเป็นผู้
เห็นโดยชอบ ย่อมกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายได้
ครั้นกำหนดรู้เวทนาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมีได้ใน
ปัจจุบัน คงอยู่ในธรรม ถึงที่สุดเวทนา เมื่อตาย
ไปย่อมไม่นับว่าเป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง เป็นผู้
งมงาย.
จบ ทัฏฐัพพสูตรที่ ๕

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 10 (เล่ม 29)

อรรถกถาทัฏฐัพพสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในทัฏฐัพพสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุกฺขโค ทฏฺฐพฺพา ความว่า พึงเห็นโดยความเป็นทุกข์
ด้วยอำนาจความเปลี่ยนแปลง. บทว่า สลฺลโต ความว่า ส่วนทุกข์พึง
เห็นว่าเป็นลูกศรด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องแทง. บทว่า อนิจฺจโต ความว่า
พึงเห็นอทุกขมสุขโดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยอาการมีแล้วก็ไม่มี. บทว่า
อทฺท คือ ได้เห็นแล้ว. บทว่า สนฺตํ คือ มีอยู่เป็นภาพ.
จบ อรรถกถาทัฏฐัพพสูตรที่ ๕
๖. สัลลัตถสูตร
ว่าด้วยเวทนาเปรียบด้วยลูกศร
[๓๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมเสวย
สุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง อริยสาวกผู้ได้สดับ
แล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในชน ๒ จำพวกนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็น
ความแปลก เป็นเครื่องทำให้ต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชน
ผู้ไม่ได้สดับ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม
ทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน ฯลฯ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อัน
ทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอกคร่ำครวญ
ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือเวทนาทางกายและ
เวทนาทางใจ.

10