พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 508 (เล่ม 28)

บทว่า พฺยาภงฺคีหิ หเนยฺยุํ ความว่า ฟาดด้วยไม้คานหาบที่
หนา ๖ คาน.
บทว่า สตฺตโม ความว่า เมื่อคนทั้ง ๖ คนเหล่านั้น นวดข้าวเหนียว๑
บรรจุเต็มกระสอบแล้วไป คนที่ ๗ อีกคนก็มา.
บทว่า สุหตตรา อสฺส ความว่า เขาฟาดให้แหลกเพื่อถือเอาสิ่ง
ที่เหลืออยู่ในฟ่อนข้าวนั้น แม้เพียงแกลบและฟาง.
ในบทว่า เอวเมว โข นี้ มีอธิบายว่า อายตนะ ๖ พึงเห็นเหมือน
ทางใหญ่ ๔ แพร่ง สัตว์ (ผู้ที่เป็นเจ้าของอายตนะ) พึงเห็นเหมือน
ฟ่อนข้าวเหนียวที่เขาเก็บไว้ที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง.
อารมณ์ ๘ คือ อิฏฐารมณ์ ๖ อนิฏฐารมณ์ ๖ มัชฌัตตารมณ์ ๖
พึงเห็นเหมือนไม้คานหาบ ทั้ง ๖ คาน กิเลสที่ปรารถนาภพ พึงเห็นเหมือน
ไม้คานหาบที่ ๗. ฟ่อนข้าวเหนียวที่เขาวางไว้ทางใหญ่ ๔ แพร่ง ย่อม
ถูกไม้คานหาบ ๖ คาน ฟาดฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูก
ท่อนไม้คืออารมณ์ทั้ง๒ ๑๘ กระทบกระทำที่อายตนะทั้ง ๖. สัตว์ทั้งหลาย
ถูกกิเลสที่ปรารถนาภพ กระทบกระทั่งจนอานแล้วเสวยทุกข์มีภพเป็นมูล
เหมือนสัตว์ที่ถูกไม้คานหาบคานที่ ๗ ฟาดกระหน่ำให้แหลกฉะนั้น.
จบ อรรถกถายวกลาปิสูตรที่ ๑๑
๑. ปาฐะว่า ลายิตฺวา ฉบับพม่าเป็น โปเถตฺวา แปลตามฉบับพม่า.
๒. ปาฐะว่า อารมฺมณกณฺฏเกหิ ฉบับพม่าเป็น อารมฺมณฑณฺฑเกหิ แปลตามฉบับพม่า.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 509 (เล่ม 28)

๑๒. เทวาสุรสังคามสูตร
ว่าด้วยสงครามเทวดากับอสูร
[๓๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่าง
เทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัส
เรียกอสูรทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าว่าเมื่อสงความ
เทวดากับอสูรประชิดกันแล้ว พวกอสูรพึงชนะ พวกเทวดาพึงปราชัยไซร้
ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพนั้นด้วยเครื่องจองจำมีชื่อ
เป็นที่ ๕ แล้วนำมายังอสูรบุรี ในสำนักของเรา. ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายท้าว-
สักกะผู้เป็นจอมเทพ ก็ได้ตรัสเรียกเทวดาทั้งหลายผู้อยู่ในชั้นดาวดึงส์มาว่า
ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงความเทวดากับอสูรประชิดกันแล้ว
พวกเทวดาพึงชนะ พวกอสูรพึงปราชัยไซร้ ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าว-
เวปจิตติจอมอสูรนั่นด้วยเครื่องจองจำมีชื่อเป็นที่ ๕ แล้วพึงนำมายังเทวสภา
ชื่อสุธรรมา ในสำนักของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงครามนั้นพวก
เทวดาชนะ ทีนั้นแล เทวดาทั้งหลายผู้อยู่ในชั้นดาวดึงส์ จองจำท้าว
เวปจิตติจอมอสูรด้วยเครื่องจองจำมีชื่อเป็นที่ ๕ แล้วนำมายังเทวสภาชื่อ
สุธรรมา ในสำนักของท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ.
[๓๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถูก
จองจำด้วยเครื่องจองจำมีคอเป็นที่ ๕ อยู่ใกล้ประตูเทวสภาชื่อสุธรรมานั้น
ก็ในกาลใดแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรดำริอย่างนี้ว่า เทวดาทั้งหลายเป็นผู้ตั้ง
อยู่ในธรรมแล ส่วนอสูรทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในธรรม บัดนี้เราจะไปเทพนคร

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 (เล่ม 28)

ในกาลนั้น ท้าวเวปจิตติจอมอสูรจะพิจารณา เห็นตนพ้นจากเครื่องจองจำ
มีคอเป็นที่ ๕ และก็ย่อมเป็นผู้อิ่มเอิบพรั่งพร้อม บำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕
อันเป็นทิพย์ เมื่อใดแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรดำริอย่างนี้ว่า อสูรทั้งหลาย
เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล ส่วนเทวดาทั้งหลายไม่ต้องอยู่ในธรรม บัดนี้เราจัก
ไปอสูรบุรี ในที่นั้นแล เมื่อนั้น ท้าวเวปจิตติจอมอสูรพิจารณาเห็นตนถูก
จองจำด้วยเครื่องจองจำมีคอเป็นที่ ๕ และย่อมเสื่อมจากกามคุณ ๕ อันเป็น
ทิพย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจำของท้าวเวปจิตติจอมอสูรละเอียด
อย่างนี้แล เครื่องจองจำของมาร ละเอียดยิ่งกว่าเครื่องจองจำของท้าว
เวปจิตติจอมอสูรนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ เมื่อสำคัญ ( ขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยอำนาจ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ) ชื่อว่าถูกมารจองจำแล้ว ( แต่ ) เมื่อไม่
สำคัญ ชื่อว่าพ้นแล้ว จากมารผู้มีบาป.
ว่าด้วยความสำคัญด้วยตัณหาเป็นต้น
[๓๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญด้วยตัณหา ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสฺมิ ( เราเป็น ) ความสำคัญด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
อยนหมสฺมิ ( เราเป็นนี้ ) ความสำคัญด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
ภวิสฺสํ ( เราจักเป็น ) ความสำคัญด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่านี้
ภวิสฺสํ (เราจักไม่เป็น ) ความสำคัญด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
รูปี ภวิสฺสํ ( เราจักมีรูป ) ความสำคัญด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วย
บทว่า อรูปี ภวิสฺสํ ( เราจักไม่มีรูป ) ความสำคัญด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่าน
กล่าวด้วยบทว่า สญฺญี ภวิสฺสํ ( เราจักมีสัญญา ) ความสำคัญด้วย

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 511 (เล่ม 28)

อุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า อสญฺญี ภวิสฺสํ ( เราจักไม่มีสัญญา )
ความสำคัญ. ด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วย บทว่า เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสฺสํ
(เราจักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
สำคัญเป็นโรค เป็นดังหัวผี เป็นดังลูกศร เพราะเหล่านั้นแล เธอทั้งหลาย
ได้ศึกษาว่า เราจักมีใจไม่สำคัญอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย
พึงศึกษาอย่างนี้แล.
[๓๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหวั่นไหวด้วยตัณหา ท่าน
กล่าวด้วยบทว่า อสฺมิ ( เราเป็น ) ความหวั่นไหวด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อยมหมสฺมิ ( เราเป็นนี้ ) ความหวั่นไหวด้วยสัสสตทิฏฐิ
ท่านกล่าวด้วยบทว่า ภวิสฺสํ ( เราจักเป็น ) ความหวั่นไหวด้วยอุจเฉททิฏฐิ
ท่านกล่าวด้วยบทว่า น ภวิสฺสํ ( เราจักไม่เป็น ) ความหวั่นไหวด้วย
สัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า รูปิ ภวิสฺสํ ( เราจักมีรูป ) ความ
หวั่นไหวด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า อรูปี ภวิสฺสํ ( เราจักไม่มี
รูป) ความหวั่นไหวด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า สญฺญี ภวิสฺสํ
( เราจักมีสัญญา ) ความหวั่นไหวด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
อสญฺญี ภวิสฺสํ (เราจักไม่มีสัญญา ) ความหวั่นไหวด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าว
ด้วยพูดว่า เนวสัญญินาสัญญี ภวิสฺสํ ( เราจักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มี
สัญญาก็หามิได้ ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหวั่นไหวเป็นโรค เป็นดังหัวฝี
เป็นดังลูกศร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราจักมีใจไม่ถูก
กิเลสให้หวั่นไหวอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.

511
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 512 (เล่ม 28)

[๓๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดิ้นรนด้วยตัณหา ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสฺมิ (เราเป็น ) ความดิ้นรนด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
อยมหมสฺมิ (เราเป็นนี้ ) ฯลฯ ความดิ้นรนด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสญฺญี ภวิสฺสํ (เราจักไม่มีสัญญา) ความดิ้นรนด้วยทิฏฐิ
ท่านกล่าวด้วยบทว่า เนวสญฺญินาสญฺญี ภวิสสํ (เราจักมีสัญญาก็หา
มิได้ไม่มีสัญญาก็หามิได้) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดิ้นรนเป็นโรค เป็น
ดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราจัก
มีใจไม่ถูกกิเลส ให้ดิ้นรนอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษา
อย่างนี้แล.
[๓๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเนิ่นช้าด้วยตัณหา ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสฺมิ ( เราเป็น ) ความเนิ่นช้าด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
อยมหมสฺมิ (เราเป็นนี้ ) ฯลฯ ความเนิ่นช้าด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสญฺญี ภวิสฺสํ (เราจักไม่มีสัญญา) ความเนิ่นช้าด้วยทิฏฐิ
ท่านกล่าวด้วยบทว่า เนวสญฺญินาสญฺญี ภิสฺสํ (เราจักมีสัญญาก็หามิได้
ไม่มีสัญญาก็หามิได้) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเนิ่นช้าเป็นโรค เป็น
ดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เรา
จักมีใจไม่เนิ่นช้าอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล
[๓๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความถือตัวด้วยตัณหา ท่านกล่าว
ด้วยบทว่า อสฺมิ (เราเป็น) ความถือตัวด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
อยมหมสฺมิ (เราเป็นนี้) ความถือตัวด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า
ภวิสฺสํ (เราจักเป็น) ความถือตัวด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า

512
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 513 (เล่ม 28)

น ภวิสฺสํ (เราจักไม่เป็น) ความถือตัวด้วยสัสสตทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วย
บทว่า รูปี ภวิสฺสํ ( เราจักมีรูป ) ความถือตัว ด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่าน
กล่าวด้วยบุคคลว่า อรูปี ภวิสฺสํ ( เราจักไม่มีรูป ) ความถือตัวด้วยสัสสต-
ทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า สญฺญี ภวิสฺสํ (เราจักมีสัญญา) ความถือ
ตัวด้วยอุจเฉททิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า อสญฺญี ภวิสฺสํ (เราจักไม่
มีสัญญา ) ความถือตัวด้วยทิฏฐิ ท่านกล่าวด้วยบทว่า เนวสญฺญินาสญฺญี
ภวิสฺสํ (เราจักมีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ความถือตัวเป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร. เพราะเหตุนั้นแล เธอ
ทั้งหลายจึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักมีใจกำจัดมานะออกได้อยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.
จบ เทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒
อาสีวิสวรรคที่ ๔
อรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒๑
บัดนี้เพื่อจะแสดงกิเลสที่ปรารถนาภพนั้น ของสัตว์เหล่านั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ภุตปุพฺพํ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ตตฺร โยค เทวสภายํ เป็นสัตว์มีวิภัตติ ( แปลว่า ใน
เทวสภา นั้น ). อธิบายว่า ใกล้ประตูเทวสภา ชื่อว่าสุธรรมา.
๑. สูตรที่ ๑๒ อรรถกถาแก้รวมไว้ในสูตรที่ ๑๑ ในที่นี้แยกไว้ต่างหาก

513
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 514 (เล่ม 28)

ด้วยบทว่า ธมฺมิกา โข เทวา นี้ ท้าวเวปจิตติ ผู้เป็นอสุราธิบดี
กล่าวหมายเอาความเหล่านี้ ผู้ทรงธรรม ชื่อจับอสุราธิบดีผู้เช่นเรา ด้วย
เครื่องจองจำมีคอเป็นที่ ๕ แล้ว แต่ไม่ทำแม้เพียงการทำลายเรา.
ด้วยบทว่า อธมฺมิกา เทวา ท้าวเวปจิตติ กล่าวหมายเอาด้วยเทพ
เหล่านี้ ผู้ไม่ทรงธรรม ซึ่งจับอสุราธิบดี ผู้เช่นเราแล้ว จองจำด้วยเครื่อง
จองจำ มีคอเป็นที่ ๕ แล้วให้นอนอยู่ เหมือนผูกหมูไว้กับคูถใหม่ฉะนั้น.
บทว่า เอวํ สุขุมํ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติพนฺธนํ ความว่า
ดูเหมือนว่า เครื่องผูกนั้น เป็นเครื่องผูกที่ละเอียด เหมือนกันใยก้านปทุม
และเหมือนใยตาข่ายแมลงมุม แต่ใคร ๆ ไม่อาจตัดได้ด้วยมีดและขวานได้
แต่เพราะเหตุนี้มีการก่อกำเนิดขึ้นด้วยจิตนั่นเอง และจะหลุดพ้นก็ด้วยจิต
ฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า เครื่องผูกของอสูรชื่อเวปจิตติ.
บทว่า ตโต สุขุมตรํ มารพนฺธนํ ความว่า แต่เครื่องผูกคือกิเลสนี้
ละเอียดกว่าเครื่องผูกของท้าวเวปจิตติ นั้น คือ ไม่ไปสู่คลองแห่งจักษุ
(ไม่ผ่านเตา) ได้แก่ไม่ปิดกั้นอิริยาบถไว้ เนื่องด้วยสัตว์ทั้งหลายถูกเครื่อง
ผูกคือกิเลส ผูกมัดไว้ จะไปก็ได้ มาก็ได้ ในพื้นปฐพีบ้าง บนอากาศบ้าง
ไกล ๑๐๐ โยชน์ก็มี ๑๐๐๐ โยชน์ก็มี เพราะเครื่องผูกนี้เมื่อจะขาด ก็ขาด
ด้วยญาณ ไม่ใช่ด้วยอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นเครื่อง
ผูกที่จะหลุดพ้นไปได้ด้วยญาณบ้าง.
บทว่า มญฺญมาโน ความว่า สำคัญ (ยึดถือ) อยู่ซึ่งขันธ์ทั้งหลาย
ด้วยอำนาจ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ.

514
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 515 (เล่ม 28)

บทว่า พนฺโธ มารสฺส ความว่า ด้วยเครื่องผูกของมาร.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มารสฺส นี้ เป็นฉัฏฐิวิภัตติ ใช้ในอรรถของตติยา-
วิภัตติ หมายความว่า ถูกผูกมัดไว้ด้วยกิเลสมาร.
บทว่า มุตฺโต ปาปิมโต ความว่า พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร.
อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ปาปิมโต นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถ๑ ของตติยาวิภัตติ
เหมือนกัน หมายความว่า หลุดพ้นแล้วจากมากผู้ลามก คือจากเครื่องผูก
คือกิเลสนั่นเอง.
ด้วยบทว่า อสฺมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงความสำคัญด้วยอำนาจ
ตัณหา.
ด้วยบทว่า อยหมสฺมิ ตรัสความสำคัญ. ทิฏฐิด้วยอำนาจ สัสสต-
ทิฏฐิเหมือนกัน.
ด้วยบทว่า น ภวิสฺสนฺติ ตรัสไว้ด้วยอำนาจเฉททิฏฐิ.
บทว่า รูปี เป็นต้น บ่งถึงประเภทของสัสสตทิฏฐินั่นเอง๒.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ความสำคัญที่เป็นความเจ็บป่วย
ชื่อว่าเป็นโรค เป็นทั้งฝี เป็นทั้งลูกศร เพราะอำนาจความใคร่ที่มีโทษะ
อยู่ภายใน
๑. ปาฐะว่า กรเณเยว ฉบับพม่าเป็น กรณตฺเตเยว แปลตามฉบับพม่า
๒. ปาฐะว่า สสฺสตวเสน ฉบับพม่าเป็น สสฺสตสฺเสว แปลตามฉบับพม่า.

515
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 516 (เล่ม 28)

คำว่า อิญฺชิตํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดง
ถึงอาการของตัณหาและสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิเหล่านั้น เพราะสัตว์
ทั้งหลายหวั่นไหว ดิ้นรน ชักช้า และถึงอาการประมาทแล้ว๑ ด้วยกิเลส
เหล่านี้.
แต่ในมานคตวาระ มีอรรถาธิบายว่า การไปของมานะ ชื่อว่า
มานคตะ ได้แก่เป็นไป ด้วยมานะ๒. มานคตะ๓ก็คือมานะนั่นเอง เหมือน
( คำว่า ) คูถคตะ มุตฺตคตะ ( ก็เท่ากับคูถะมุตะ ).
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ด้วยอำนาจมานะที่สัมปยุตด้วยตัณหา ( หมายถึงมานะ ประกอบกับตัณหา. )
บทว่า อหมสฺมิ ตรัสไว้ด้วยอำนาจทิฏฐิ (ทรงหมายถึงทิฏฐิ
อย่างเดียว ).
ถ้าจะมีคำถามว่า มานะ ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทิฏฐิ ไม่มี ไม่ใช่หรือ.
ตอบว่า เออ ไม่มี แต่เพราะยังละมานะไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าทิฏฐิ
จึงยังมีอยู่. คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาทิฏฐิที่มีมานะเป็นมูล.
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นดังนี้แล.
จบ อรรถกถาเทวาสุรสังคามสูตรที่ ๑๒
จบ อาสีวิสวรรคที่ ๔
จบ อรรถกถาสฬายตนสังยุตต์
๑. ปาฐะว่า สมคฺคาการํปตฺตา ฉบับพม่าเป็น ปมตฺตาการปตฺตา แปลตามฉบับพม่า.
๒. ปาฐะว่า มานํ ปวตฺตติ ฉบับพม่าเป็น มานปวตฺตติ แปลตามฉบับพม่า.
๓. ปาฐะว่า คตํ ฉบับพม่าเป็น มานคตํ แปลตามฉบับพม่า.

516
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 517 (เล่ม 28)

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อาสีวิสสูตร ๒. รถสูตร ๓. กุมมสูตร ๔. ปฐมทารุขันธสูตร
๕. ทททุติยทารุขันธสูตร ๖. อวัสสุตสูตร ๗. ทุกขธรรมสูตร ๘. กึสุกสูตร
๙. วีณาสูตร ๑๐. ฉัปปาณสูตร ๑๑. ยวกลาปิสูตร ๑๒. เทวาสุรสัง-
คามสูตร.
รวมวรรคที่มีในจตุตถปัณณาสก์ คือ
๑. นันทิขยวรรค ๒. สัฏฐินยวรรค ๓. สมุททวรรค ๔. อาสี-
วีสวรรค.
จบ จตุตถปัณณาสก์
จบ สฬายตนสังยุต

517